|
|
การทอพรมในจังหวัดฟาร์ส(Fars) | ||
|
|

การทอพรมเป็นหนึ่งในทักษะที่เก่าแก่ที่สุดของชาวอิหร่าน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2010 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ ทักษะการทอพรมแบบดั้งเดิมเเพร่หลายในจังหวัดฟาร์ส ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ซึ่งตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่คือพรมที่มีอายุย้อนไปถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 9 ของคริสต์ศักราช พรมของจังหวัดฟาร์ส มีลักษณะทั่วไปที่แตกต่างจากพรมในภูมิภาคอื่นๆ ของอิหร่าน คุณลักษณะเฉพาะประการหนึ่งคือ เส้นด้ายที่ทอทำจากขนสัตว์ทั้งหมด หากเป็นด้ายที่ทำจากไหมจะไม่มีการย้อมสี จึงทำให้มองเห็นสีหลักและดั่งเดิมอยู่เสมอ เฉพาะในบางพื้นที่ของชนเขา ที่มีการทอพรมที่มาจากฝ้าย ซึ่งจะใช้ความประณีตในการทออย่างมาก พรมจังหวัดฟาร์ส เป็นตัวแทนของพรมชนบทที่ทอในอิหร่าน รวมถึงเสื่อทอมือประเภทต่างๆ โดยฝีมือสตรีชาวเปอร์เซีย โดยเฉพาะชาวชนบทที่ใช้เสื่อทอในชีวิตประจำวัน เส้นด้ายขนแกะย้อมด้วยวัสดุจากพืชซึ่งเป็นวัสดุหลักของพรม และเครื่องมือในการทำงาน ได้แก่ การถักนิตติ้ง หวี กรรไกร แกนหมุน และล้อหมุน การฝึกถักนิตติ้งสำหรับการทอทั้งหมดนั้นทำจากรุ่นสู่รุ่นโดยจากแม่สู่ลูก เมื่อเด็กผู้หญิงทอพรมจนกลายเป็นมืออาชีพ ซึ่งแค่การเรียนรู้ยังไม่เพียงพอ เขายังต้องศึกษาโดยการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม ที่มาพร้อมกับจินตนาการ จึงออกมาเป็นพรมทอ ต่อไปเราจะมาชมภาพพรม และลายทอในจังหวัดฟาร์ส
|
|
ศิลปะตัษฮีบ (ปิดทอง) อัลกุรอาน | ||
|
|

|
|
ซุฟอล มีนอกอรี (เครื่องปั้นดินเผาเคลือบลาย) | ||
|
|

|
|
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหัตถกรรมของอิหร่าน 1 | ||
|
|

|
|
ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 8 สีทั้งเจ็ดและวันต่าง ๆ ในสัปดาห์ | ||
|
|
ดังที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้านี้แล้วว่า สีในศิลปะและแนวความคิดของอิสลามเกิดขึ้นได้โดยวงโคจรรัศมีของแสง เช่นเดียวกับรัศมีอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของพระเจ้าและความปรีชาญาณของพระองค์ สีจึงเป็นสัญลักษณ์ของการปรากฏอยู่และการมีอยู่จริง ตามความเชื่อของอิสลามรัศมีนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวซึ่งไม่ถูกผสมกับสีใด ๆ และรัศมีดังกล่าวนั้นเป็นสาเหตุของการปรากฏขึ้นของสีต่าง ๆ และนั้นคือรัศมีแห่งพระเจ้า สีเป็นตัวแสดงสัญลักษณ์และรูปลักษณ์ของการดำรงอยู่ในแง่มุมต่าง ๆสีถูกนำมาใช้ในงานศิลปะของอิหร่านโดยตระหนักถึงความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสีและความหมายเชิงผลกระทบของคำต่าง ๆ ซึ่งผลกระทบที่ว่านี้มีผลต่อจิตวิญญาณที่ผ่านการผสมผสานหรือการประกอบกันของสีดังนั้นการใช้สีแบบดั้งเดิมในศิลปะของอิหร่านโดยส่วนมากเป็นการย้ำเตือนถึงความเป็นจริงบนท้องฟ้าของวัตถุนั้น ๆ เพื่อการเลียนแบบสีตามธรรมชาติอย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ สีจึงเป็นส่วนสำคัญของศิลปะอิหร่านและเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่จำเป็นที่ทำให้เกิดความสนใจในความหมายเชิงสัญลักษณ์เพื่อการเข้าใจถึงความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ศิลปะอิหร่าน ความหมายของสีต่าง ๆ ดั่งในนิยาย “ฮัฟต์ พัยคอร” (Haft Peykar) ของเนซอมี กันจะวี (Nizami Ganjavi) กวีผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 12 ซึ่งยังคงเป็นเรื่องเล่าสอนใจได้เสมอ ในผลงานของเนซอมีได้เขียนถึงนิยายของเบะฮ์รอมกษัตริย์โบราณของอิหร่านที่กำลังแสวงหาหนทางดับทุกข์สู่ความสุขนิรันดรไว้ โดยในนิยายได้อธิบายถึงเจ็ดภูมิอากาศในเจ็ดเหตุการณ์แก่เบะฮ์รอม ซึ่งในแต่ละเหตุการณ์นั้นจะเล่าในหนึ่งคืนภายในบ้านหนึ่งหลังซึ่งมีสีของบ้านที่ต่างกันไปจนครบทั้งเจ็ด ด้วยวิธีนี้ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ระหว่างสีและวันทั้งเจ็ดในหนึ่งสัปดาห์ที่แสดงออกมาในรูปแบบของนิยาย + ขอขอบคุณในการติดตามผลงานของเรา โดยท่านสามารถแชร์และเขียนความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจหรือติชมในชิ้นงานของเราได้ + เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ
|
|
ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 7 สีในศิลปะอิหร่าน | ||
|
|
ในบทก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับปรัชญาและความหมายของลวดลายและการออกแบบงานศิลปะอิหร่านดั้งเดิมกันไปแล้ว ซึ่งกล่าวได้ว่าประเด็นสำคัญเหล่านั้นคือ การให้ความหมายของลวดลายต่าง ๆ ที่ซ้อนอยู่ในศิลปะอิหร่านดั้งเดิม ซึ่งถือว่ามีความสำคัญกว่าความงดงามที่เห็นได้อย่างประจักษ์ การอธิบายความหมายนั้น ๆ ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางภูมิปัญญาอิหร่าน-อิสลาม เพื่อความต่อเนื่องของเนื้อหาจะขอนำแสนอถึงความเป็นมาและความหมายซึ่งเกี่ยวกับ “สีในศิลปะอิหร่าน” แบบสังเขป ในลำดับแรกต้องกล่าวก่อนว่า สี เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เหมือนกับรูปแบบและลวดลายในทางศิลปะ แต่ที่เด่นกว่าคือตัวของสีจะสะท้อนให้เห็นถึงความหมายของรูปแบบและลวดลายนั้น ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น การใช้สีในศิลปะอิหร่านจะตระหนักถึงความหมายเป็นหลัก เพื่อเป็นข้อคิดและส่งผลต่อการผสมผสานและความกลมกลืนของสีนั้น ๆ ต่อจิตวิญญาณ ดังนั้นการใช้สีแบบดั้งเดิม (ตามจิตวิญญาณ) เป็นมากกว่าการเลียนแบบสีตามธรรมชาติ เพราะแต่ละสีจะสะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้และคุณลักษณะของสีนั้น ๆ ตามมา ด้วยเหตุนี้ สีจึงเป็นองค์ประกอบหลักของงานศิลปะและสถาปัตยกรรมอิสลามแห่งอิหร่าน และเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เข้าใจถึงความหมายที่ซ้อนอยู่ในงานศิลปะนั้นด้วย ศิลปะอิหร่าน–อิสลาม จะมีวัฏจักรของสีด้วยกัน 7 สี ซึ่งประกอบด้วยสีหลัก 4 สีคือ สีเขียว สีแดง สีฟ้า และสีเหลือง และ 3 สีรองคือ สีดำ สีขาว และโทนสีเทา ชิ้นงานตัวอย่างจากสีเหล่านี้ในศิลปะอิหร่านได้แก่ สีของกระเบื้องตามอาคารหรือมัสยิด เช่น มัสยิดนะศีรุลมุ้ลเมืองชีราซ หรือพรมอิหร่านซึ่งมีสีสันสวยงามและลวดลายที่หลากหลายโดยขึ้นอยู่กับพื้นที่การทอของพรมนั้น ๆ แต่มีคำถามว่า อะไรคือประวัติความเป็นมาและความหมายทางปรัชญาของสีและการจำแนกสีทั้งเจ็ดนี้? เพื่อความเข้าใจในเบื้องต้นจะขออธิบายดังนี้คือ การนับช่วงเวลาของมนุษย์ทุกคนซึ่งมีการคำนวณวันและเวลาที่เหมือนกันนั้นคือ ในหนึ่งปีมี 365 -366 วัน ในแต่ละวันมี 24 ชม. และในหนึ่งปีมี 12 เดือน และทุกเดือนมี 4 สัปดาห์ และในหนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน ดังนั้นเมื่อต้องการจำแนกผู้คนทั้งหมดที่อาศัยบนโลกใบนี้ตามวันที่ตนเกิด ก็จะได้มนุษย์ออกเป็น 7 กลุ่มหรือ 7 วันด้วยกัน ดังนั้นจะพบว่าการจัดหมวดหมู่นี้เกี่ยวข้องกับวันทั้ง 7 ของสัปดาห์และมันคือการจัดหมวดสีใน 7 วันนั้นเอง อาจเกิดคำถามต่อไปว่า อะไรคือคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้และสิ่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานใด? ชาวอิหร่านโบราณใช้ดาวเคราะห์และสีที่เฉพาะในการเจาะจงวันต่าง ๆ ของสัปดาห์ และอธิบายถึงเรื่องราวการเคลื่อนที่ของมนุษย์จากความมืดสู่ความสว่างและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเส้นทางแห่งชีวิตเพื่อบรรลุความสุขโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ และนี้คือส่วนหนึ่งของศิลปะอิหร่านที่กล่าวถึงเรื่องราวของ 7 สีและวันในสัปดาห์ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสีประจำวัน ความพิเศษ และความเป็นมาจะนำมากล่าวในบทต่อไป. + ขอขอบคุณในการติดตามผลงานของเรา โดยท่านสามารถแชร์และเขียนความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจหรือติชมในชิ้นงานของเราได้ + เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ
ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 6 ลวดลายชัมเซะห์
|
|
ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 6 ลวดลายชัมเซะห์ | ||
|
|
ในบทก่อนหน้านี้เราได้กล่าวถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ของศิลปะอิหร่านดั้งเดิม โดยเกิดขึ้นตามความต้องการทางโลกทัศน์และความเชื่อทางวัฒนธรรมอิสลามและอิหร่าน ดังนั้นรูปแบบและลวดลายอันหลากหลายที่พบเห็นในศิลปะอิหร่านดั้งเดิมประเภทต่าง ๆ นอกเหนือจากความงดงามทางกายภาพแล้วยังมีมุมมองทางจิตวิญญาณอันเกี่ยวกับความต้องการทางภูมิปัญญาอิหร่านและอิสลามในชิ้นงานนั้น ๆ อยู่ด้วย
ในบทนี้จะนำเสนอถึงลวดลายยอดนิยมในการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมนั่นคือ “ลวดลายชัมเซะห์” (ลวดลายดวงอาทิตย์) ซึ่งรูปแบบหลักของดวงอาทิตย์นั้นคือวงกลมวงหนึ่งที่มีจุดรัศมีอยู่ตรงกึ่งกลาง โดยวงกลมนี้จะถูกแบ่งเนื้อที่เท่า ๆ กันจากจุดศูนย์กลาง และด้านในของวงกลมมีการวาดลวดลายและการลงสีที่สวยงามด้วยกฎการออกแบบที่พิเศษสไตล์อิหร่านดั้งเดิม
ในการออกแบบชัมเซะห์ลำดับแรกคือการวาดวงกลมขึ้นมาแล้วแบ่งส่วนเล็ก ๆ จากจุดกึ่งกลางออกไปยังเส้นรอบวงเท่า ๆ กันออกเป็น 4 หรือ 8 หรือ 12 หรือ 16 ส่วน หลังจากนั้นก็ออกแบบส่วนเล็ก ๆ เหล่านี้ขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วนำไปสู่การออกแบบส่วนอื่น ๆ ที่แบ่งไว้ กระทั้งการออกแบบทุกส่วนของวงกลมเสร็จสมบูรณ์ จึงจะได้ชัมเซะห์ที่ดูคล้ายกับดวงอาทิตย์หนึ่งรูป
ความหมายของลวดลายอันนี้อาจจะซับซ้อนเล็กน้อย โดยเป็นที่ทราบกันว่าการวาดรูปวงกลมนั้นจะต้องกำหนดจุดศูนย์กลางก่อนเป็นลำดับแรกและสมมติขนาดของวงกลม จากนั้นลากเส้นรอบวงที่กำลังหมุนรอบจุดศูนย์กลางของวงกลมนั้นเพื่อให้ได้ขนาดและสัดส่วนที่เท่ากัน เมื่อจุดเริ่มต้นของเส้นรอบวงถูกวาดมาบรรจบกันก็จะได้วงกลมที่สมบูรณ์ และการถอดความหมายของลวดลายที่สวยงามก็เริ่มจากจุดศูนย์กลางนี้ โดยถือว่ามันคือสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นของการสรรค์สร้างและการมีชีวิต ที่มีชื่อเรียกว่า หนึ่ง เอกะ ต้นกำเนิดชีวิต หรือความลับที่ถูกซ่อน การจะรู้จักจุดศูนย์กลางอันนี้จำต้องอาศัยพิสัยหนึ่งเพื่อให้สามารถถอดรหัสถึงที่มาและแหล่งกำเนิดชีวิตหรือศิลปะในพื้นที่เฉพาะนี้ได้
พิสัยและพื้นที่เฉพาะที่ว่านั้นคือเนื้อที่ในวงกลมที่มุ่งสู่จุดศูนย์กลางแห่งความเป็นเอกะและมุ่งสู่รัศมีแห่งการเข้าใจและรับรู้ ซึ่งวงกลมนี้เป็นรูปทรงที่มีรัศมีอนันต์ที่สามารถเข้าใจได้โดยการเปรียบเทียบไปยังจำนวนของมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมากมาย ดังนั้นความหมายที่ซ่อนอยู่นั้นคือ มนุษย์ทุกคนมีหนทางที่จะเรียนรู้และเข้าใจถึงความลับที่ซ่อนอยู่และจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งทั้งหลายโดยอาศัยแนวคิดจาก “ลวดลายชัมเซะห์” อันนี้ อีกประเด็นหนึ่งคือ เส้นต่าง ๆ เหล่านี้จะมาบรรจบที่จุดศูนย์กลางจุดเดียว โดยศิลปะอิสลามเรียกจุดนี้ว่า “เอกเทวนิยม” สามารถกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า พื้นที่ของวงกลมนั้นถูกประกอบขึ้นโดยจุดศูนย์กลางที่ไร้ขอบเขตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตหรือความหลากหลายทางโลก
แต่เมื่อทุกสรรพสิ่งเคลื่อนไปสู่จุดเริ่มต้นและแหล่งกำเนิดเดียวกัน พวกมันก็จะเข้าใกล้กันมากขึ้นจนกระทั่งถึงจุดเดียวกันที่อยู่ตรงกลางวงกลม และนี่คือความหมายของ “เอกเทวนิยม” แท้จริงแล้วลวดลายชัมเซะห์บอกเราว่า หากความเข้าใจและการรับรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ดั่งในพิสัยที่ถูกกำหนดไว้ในวงกลมซึ่งกำลังมุ่งสู่จุดศูนย์กลางและแหล่งกำเนิดของตน มันจะทำให้เกิดชีวิตที่งดงามและเป็นชีวิตที่มีความเป็นระบบระเบียบเฉกเช่นดวงอาทิตย์ที่ทอแสงเพื่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ นั้นเอง
โดยปกติลวดลายชัมเซะห์ที่ออกแบบมาสำหรับคัมภีร์อัลกุรอานจะเว้นพื้นที่ตรงกลางเอาไว้เพื่อใช้เขียนพระนามของพระเจ้า หรือในหน้าแรกของหนังสือจะมีคำขึ้นต้นว่า “บิสมิลลาฮ์...” (بسمالله الرحمن الرحیم) ซึ่งเรียกรูปแบบนี้ว่า “ชัมเซะห์บิสมิลลาฮ์” ดั่งตัวอย่างของลวดลายนี้ในศิลปะอิหร่านดั้งเดิม เช่น ลายกระเบื้อง ลายพรม ลายการตกแต่งคัมภีร์อัลกรุอานและหนังสือกวีของอิหร่าน ลายมีนอกอรี (meenakari) ลายคอตัมกอรี (Khatam) และอื่น ๆ เป็นต้น +
ขอขอบคุณในการติดตามผลงานของเรา โดยท่านสามารถแชร์และเขียนความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจหรือติชมในชิ้นงานของเราได้ + เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ
|
|
ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 4 – หลักการของสัดส่วนในรูปแบบทางเรขาคณิต | ||
|
|
ในวัฒนธรรมอิสลาม มนุษย์จะมีองค์ประกอบหลักด้วยกันสองด้านคือ ด้านวิญญาณและด้านร่างกาย โดยวิญญาณสื่อถึงท้องฟ้าและร่างกายสื่อถึงพื้นดิน บนพื้นฐานอันนี้ความผ่าสุขและความสมบูรณ์ ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการสร้างความสมดุลและความเป็นสัดส่วนระหว่างองค์ประกอบทั้งสองนี้โดยขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของผู้นั้น ในบทที่ผ่านมาเราได้กล่าวไปแล้วว่า สี่เหลี่ยมนั่นคือสัญลักษณ์ของพื้นดินและวงกลมคือสัญลักษณ์ของท้องฟ้า และในบทนี้เราจะถอดรหัสอีกสองความหมายที่สำคัญของสัญลักษณ์ทั้งสองนี้ ที่มักนำไปใช้ในการออกแบบศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม โดยพิจารณาให้สัญลักษณ์ของวงกลม คือ ท้องฟ้า การเคลื่อนไหว และสถานที่ชีวิตด้านวิญญาณ (Spiritual life) และสัญลักษณ์ของสี่เหลี่ยม คือ พื้นดิน ความมั่นคงหนักแน่น และสถานที่ชีวิตด้านวัตถุ (Material life) ศิลปินมุสลิมชาวอิหร่านได้ใช้ความรู้ทางศาสนาอิสลามโดยในที่นี้ได้ใช้หลักความสมดุลเพื่อให้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการดำเนินชีวิต นั่นคือการบรรลุสู่ความสุขและความสมบูรณ์ และหนทางในการบรรลุสิ่งนั้นก็คือการสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างชีวิตด้านวัตถุและชีวิตด้านจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นเอง ในความเป็นจริงสัญลักษณ์ของแนวคิดพื้นฐานเหล่านี้เกิดจากรูปแบบทางเรขาคณิตที่ซับซ้อนในศิลปะอิสลามของอิหร่าน ที่รูปทรงต่าง ๆ ดูซับซ้อนแต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความสวยงาม ซึ่งการสร้างความสมดุลและความกลมกลืน (Harmony) ระหว่างชีวิตด้านวัตถุและชีวิตด้านจิตวิญญาณของมนุษย์เป็นหลักการที่ศิลปินชาวอิหร่านได้ให้ความสำคัญ ดังจะเห็นได้จากงานออกแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรมอิสลามที่อยู่บนพื้นฐานการออกแบบทางเรขาคณิต (Geometric Design) ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน จุดที่น่าสนใจคือ รูปทรงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยการทำซ้ำและการวางรูปทรงกลมและสี่เหลี่ยมไว้ด้วยกัน ซึ่งการจัดระเบียบและการวางรูปแบบเหล่านี้อาจมีความยากและซับซ้อนอยู่เล็กน้อยซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนเป็นประจำ ในที่นี้จะขอนำภาพเกี่ยวกับการจัดวางรูปทรงเหล่านี้มาเป็นตัวอย่างให้ได้ชมกัน เพื่อให้เห็นถึงการจัดวางและการซ้อนรูปทรงกลมและสี่เหลี่ยมว่าทำอย่างไร เมื่อการออกแบบเหล่านี้ได้ถูกรวมเข้ากับสีที่พิเศษซึ่งมีความหมายในวัฒนธรรมอิสลามทำให้เกิดเอฟเฟกต์ที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของการออกแบบและสีสันต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งการออกแบบที่สวยงามเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ในงานศิลปะดั้งเดิมของอิหร่านหลายชิ้น เช่น คอตัม (Khatam) , งานกระเบื้องมัสยิดและอาคาร , งานปกหนังสือ , การปิดทองอัลกุรอาน , งานมีนอกอรี (Iranian Minakari) และอื่น ๆ เป็นต้น ความหมายของลวดลายเหล่านี้แฝงไปด้วยแนวคิดที่ว่า ความผ่าสุขของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการสร้างความสมดุลอันเหมาะสมระหว่างชีวิตทางวัตถุและชีวิตทางจิตวิญญาณ และหากความสมดุลแห่งชีวิตถูกสร้างขึ้นผลลัพธ์ของมันก็เหมือนดั่งรูปแบบทางเรขาคณิตอันนี้ ซึ่งในขณะที่มันมีความซับซ้อนก็มีความสวยงามคงอยู่ มีการกล่าวกันว่าในอดีตอาชีพเหล่านี้โดยเฉพาะแวดวงนักศิลปินและช่างฝีมือ มีธรรมนูญปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า “ฟุตูต นอเมะฮ์” ซึ่งนอกเหนือจากการเรียนการสอนและฝึกทักษะการปฏิบัติแล้ว ศิลปินควรมีหน้าที่ฝึกอบรมและศึกษาเกี่ยวกับชีวิตทางศาสนาและจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน นั้นก็เพื่อจะได้นำคุณค่าทางจิตวิญญาณเหล่านั้นมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะนั้นเอง ขอขอบคุณที่คอยติดตามผลงานของเรา หากบทความนี้มีประโยชน์ท่านสามารถเผยแพร่และเขียนความคิดเห็นของท่านได้ เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ
|
|
ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม ส่วนที่สาม – สัดส่วน (รูปทรงเรขาคณิต) | ||
|
|
ในส่วนที่หนึ่งและสองได้กล่าวถึงหลักการเคลื่อนที่ในการออกแบบและสัญลักษณ์ของการออกแบบไปแล้ว นั้นคือการเคลื่อนที่แบบหมุน และในส่วนนี้จะอธิบายถึงหลักการออกแบบศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิมที่เรียกว่า “สัดส่วน” หรือ “การออกแบบรูปทรงเรขาคณิต” (Geometric Design) ซึ่งรูปแบบในการออกแบบเรขาคณิตมีอยู่ 2 รูปแบบหลักคือ รูปแบบวงกลม และรูปแบบสี่เหลี่ยม โดยทั้งสองรูปแบบมีการนำมาใช้ในศิลปะอิหร่านเป็นเวลานานมาแล้วเมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตกาลตามหลักฐานที่มีอยู่ เช่น ภาพบนแก้วน้ำที่ถูกค้นพบในพื้นที่เมืองชูช จังหวัดคูสิสตานทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่านยุคโบราณ กล่าวได้ว่าทั้งสองรูปแบบนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญในวัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษย์ที่ใช้ในอิหร่านตั้งแต่นั้นมา ดังนั้นวงกลมจึงเป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้าซึ่งนำมาจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ส่วนสี่เหลี่ยมคือพื้นดินหรือความหมายอื่นที่ต่างออกไป เช่น องค์ประกอบของธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ หรืออาจหมายถึง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก หรือแบบแปลนที่ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น อาคารกะบะห์ของชาวมุสลิม ด้วยเหตุนี้วงกลมและสี่เหลี่ยมจึงเป็นสองสัญลักษณ์ที่สำคัญในการออกแบบสไตล์ดั้งเดิม หากพิจารณาจะพบว่าศิลปินชาวอิหร่านได้นำสัญลักษณ์เหล่านี้มาใช้ได้อย่างประณีต เช่นการออกแบบที่สำคัญอันหนึ่งและมีการนำไปใช้มากในศิลปะอิหร่านซึ่งเรียกว่า นักเช-ตะรันญ์ (ลวดลายตะรันญ์) ซึ่งจะพบเจอลวดลายนี้ได้บนพรม ปกหนังสือ ถาดเงินแกะสลัก กระเบื้องโมเสกอิหร่าน อาจมีคำถามว่าแล้ววงกลมและสี่เหลี่ยมที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน? ซึ่งคำตอบคือ ทั้งสอบรูปแบบนั้นได้ถูกซ้อนไว้ในชิ้นงานตามวิธีการวาดภาพนั้นเอง ซึ่งลวดลายตะรันญ์เกิดจากวงกลมตรงกลางและสี่เหลี่ยมสองอันที่หมุนจากศูนย์กลางของวงกลมเก้าสิบองศา หากลองพิจารณาตามภาพประกอบด้านล่าง จะพบว่าลวดลายตะรันญ์นั้นเกิดจากการรวมกันของวงกลมและสี่เหลี่ยมสองอันนั้นเอง และถ้าหากเรามีเพียงสี่เหลี่ยมหนึ่งอันกับวงกลมหนึ่งวง ก็จะทำให้ได้ลวดลายใหม่อีกหนึ่งชิ้นซึ่งเรียกว่า นักเช-นิชอน (ลวดลายเนชอน) (Neshan Motif) นิชอน หมายถึงเครื่องหมาย ซึ่งเป็นลวดลายที่พิเศษในศิลปะดั้งเดิมอิหร่าน โดยส่วนมากจะอยู่ในศิลปะการปิดทองอัลกรุอานซึ่งถือเป็นศิลปะที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของชาวมุสลิมตามภาพด้านล่างที่นำมาให้ชมกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเนื้อหาต่อไป เราจะได้ทำความรู้จักกับความลับของศิลปะดั้งเดิมอิหร่านให้มากขึ้นและร่วมสนุกไปกับมัน โดยท่านสามารถติดตามและแชร์เพจของเราได้ เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ
|
|
การวาดภาพเคลื่อนที่แบบเกลียวกับศิลปะชนเผ่าอิหร่าน - ส่วนที่สองของการเคลื่อนไหวแบบหมุนเวียนในการออกแบบดั้งเดิม | ||
|
|
ในส่วนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวิธีการวาดการเคลื่อนที่แบบวงกลม (แบบหมุนหรือเกลียว) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ถึงศิลปะอิสลามและอิหร่านดั้งเดิม กล่าวได้ว่า วิธีการวาดภาพเคลื่อนที่แบบเกลียวคือพื้นฐานของการออกแบบศิลปะสไตล์ดั้งเดิมซึ่งเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและน่าสนใจ ในที่นี้จึงพยายามอธิบายถึงขั้นตอนการทำงานศิลปะชิ้นนี้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าใจในเนื้อหานี้ได้อย่างถ่องแท้ ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเรากำลังทำความรู้จักกับหนึ่งในความลับของศิลปะดั้งเดิมอิหร่าน และนั่นคือการถอดรหัสรูปแบบการเคลื่อนที่การหมุนที่ซับซ้อนนั้นเอง โดยงานศิปละนี้เริ่มต้นด้วยการสมมุติวงกลมหนึ่งขึ้นมา ซึ่งนักออกแบบดั้งเดิมเมื่อมีการออกแบบพื้นที่ใด ๆ ด้วยลวดลายแบบดั้งเดิมแล้วนั้น ขั้นแรกจะวาดวงกลมที่พอดีกับชิ้นงานที่ต้องการขึ้นมาก่อน โดยให้วงกลมอยู่ในกรอบของพื้นที่สามเหลี่ยม ที่พื้นที่ของมันเต็มไปด้วยวงกลมขนาดใหญ่หนึ่งวงและวงกลมเล็ก ๆ หลายวง (ภาพที่ 1) จากนั้นให้แบ่งจำนวนที่ต้องการเท่า ๆ กัน และวาดส่วนโค้งหมุน (ภาพที่ 2) ก็จะได้วงกลมที่มีการเคลื่อนที่แบบเกลียวขนาดเล็กและใหญ่ตามลำดับ หลังจากนั้นก็วาดดอกไม้และใบไม้บนเส้นต่างๆ ของวงกลมที่แสดงถึงทิศทางเดียวกันซึ่งถูกวางไว้อย่างเหมาะสมด้วยวงกลมขนาดต่างๆ ที่เป็นระเบียบ หากลองพิจารณาดูดีๆ จะเหมือนกับทารก (ที่เคลื่อนที่) ในครรภ์ของมารดา การออกแบบแบบสไตล์ดั้งเดิมก็เช่นกันซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยวิธีการหมุนนี้ (ภาพที่ 3) คุณอาจสงสัยว่าวงกลมเล็ก ๆ เหล่านี้มีไว้เพื่ออะไร? ใช่แล้ว วงกลมเล็กๆ เหล่านี้ใช้เป็นพื้นที่จัดวางดอกไม้เพื่อความสวยงามตามการออกแบบสไตล์ดั้งเดิมนั้นเอง รูปแบบสามเหลี่ยมนี้ถูกวางในชิ้นงานศิลปะดั้งเดิมของอิหร่านตามมุมของชิ้นงานต่างๆ และชื่อของสามเหลี่ยมในศิลปะดั้งเดิมอิหร่านคือ ละจัก (lachak) แน่นอนว่าท่านคงเคยเห็นตัวอย่างรูปแบบเหล่านี้ในงานกระเบื้อง (โมเสก) จากอาคารอิหร่าน หรือลวดลายพรม หรือศิลปะแกะสลัก หรือศิลปะการตกแต่งหนังสือ เช่น การปิดทอง มาบ้างแล้ว ในที่นี้เราได้เลือกภาพบางส่วนจากชิ้นงานเหล่านั้นมาให้ท่านได้ชมอีกเช่นกัน ทุกท่านได้ทราบถึงวิธีการเคลื่อนที่แบบหมุนตามการออกแบบสไตล์ดั้งเดิมและวิธีการสร้างองค์ประกอบหลักของศิลปะสไตล์ดั้งเดิมอิหร่านไปแล้ว ด้วยเหตุนี้การเคลื่อนที่หรือเรื่องราวต่างๆ ของชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความลับ ซึ่งมีวิธีเดียวที่จะค้นพบหนทางและถอดรหัสลับเหล่านี้ได้ นั้นคือ การดำเนินชีวิตและหมุนไปบนแนวทางที่ถูกต้องนั้นเอง การหมุนของวงกลมจึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการดำเนินชีวิตตามการออกแบบสไตล์ดั้งเดิมนี้ ในความเป็นจริงแล้วศิลปะดั้งเดิมอิหร่านนั้น เมื่อการออกแบบหรือไอเดียถูกเปลี่ยนเป็นแนวคิดหนึ่ง จนกลายเป็นโครงการ และนำไปสู่โลกแห่งการออกแบบและการเติมแต่งสีสันที่ได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่สวยงามขึ้นมา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเนื้อหาต่อไป เราจะมาทำความรู้จักกับความลับของศิลปะดั้งเดิมอิหร่านให้มากขึ้นและร่วมสนุกไปกับมัน ขอให้ท่านคอยติดตามและแนะนำเราแก่เพื่อนของท่านด้วยครับ เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยครับ ขอขอบคุณครับ
|
|
ทำความรู้จักกับศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม ส่วนที่หนึ่ง - การออกแบบสไตล์ดั้งเดิม | ||
|
|
บางทีอาจมีคำถามเกิดขึ้นสำหรับคุณว่า อะไรคือปัจจัยในการก่อตัวขึ้นของการออกแบบและแบบแปลน (ทางศิลปะ) ต่างๆ ของอิหร่าน-อิสลาม และมีพื้นฐานมาจากสิ่งใด? งานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม งานเขียนสีวิจิตร (ดีไซน์) งานโลหะ งานกระเบื้อง และศิลปะอิสลามที่สำคัญของอิหร่านที่เราพบเห็นนั้นเกิดขึ้นจากองค์ประกอบใดบ้าง เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรคือกฎและหลักการที่ซับซ้อนเหล่านั้น? และคำตอบของมัน คือ การออกแบบต่างๆ เหล่านี้อยู่บพื้นฐานการออกแบบตามศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม โดยการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมนั้นคือ การวาดชุดของรูปทรงและลวดลายที่บรรดานักศิลปะได้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการตกแต่งงานศิลปะและงานสถาปัตยกรรมที่เป็นไปตามช่วงยุคสมัย เนื่องจากรูปแบบที่มั่นคงทางแบบแปลนและมีความสวยงามที่เด่นชัด จนสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณให้แก่ผู้พบเห็นถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปเท่าไรก็ตาม จนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาหรือชาติพันธุ์ และต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและอารยธรรมอิหร่าน – อิสลาม ไปโดยปริยาย การออกแบบลวดลายดั้งเดิมที่ใช้ในงานศิลปะ เช่น เครื่องปั้นดินเผา งานกระเบื้อง งานก่ออิฐ งานปูนปั้น ลายพรม งานเขียนตกแต่งด้วยเงินและทอง (เอกสารตัวเขียนสีวิจิตร Illuminated manuscript) เป็นต้น อาจมีคำถามอื่นอีกว่า อะไรคือคุณสมบัติพิเศษของการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิม และอะไรทำให้การออกแบบประเภทนี้แตกต่างจากประเภทอื่นๆ ที่คล้ายกัน? การออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมถูกสร้างบนพื้นฐานของรูปแบบองค์รวมที่เป็นระบบ สวยงาม และมีความหมายซ่อนอยู่ ซึ่งหลักการเหล่านี้จัดอยู่ในหลายหมวดหมู่ด้วยกัน ลำดับแรกคือหลักของการเคลื่อนที่ (วิวัฒนาการสู่ความสมบูรณ์) กล่าวกันว่าหลักของการเคลื่อนที่ในการออกแบบสไตล์อิหร่านนั้นก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีการเคลื่อนที่ทั้งสิ้น และการเคลื่อนที่นี้ หากเคลื่อนไปตามแนวทางที่ถูกต้องจะทำให้สิ่งนั้นเกิดความสมบูรณ์ขึ้น ตัวอย่างเช่น ตัวอ่อน (ทารกในครรภ์) ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และถูกต้อง จนเกิดเป็นทารกน้อยที่สมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตอื่นก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพืชเล็กๆ หรือตัวอ่อนของมนุษย์ (ก็อาศัยหลักการเคลื่อนที่และวิวัฒนาการนี้) หลักการนี้เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมซึ่งรวมทั้งการเคลือนที่ในรูปแบบเกลียว (Logarithmic spiral) หรือการหมุนแบบก้นหอยทาก ความหมายการเคลือนไหวแบบเกลียว (Logarithmic spiral) ดั่งรูปแบบที่ 1 ดังนั้นการหมุนเกลียวในการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมจึงเป็นสัญลักษณ์ของหลักการเคลื่อนที่ รูปแบบที่ 2 คำถาม : คุณสามารถหาเกลียวในภาพด้านล่างได้หรือไม่?
|
|
ประวัติและการใช้งานของ "กาลัมกอรี" ศิลปะดั้งเดิมของเมืองอิสฟาฮาน | ||
|
|
|||
| Registration |
|
ประวัติและการใช้งานของ "กาลัมกอรี" ศิลปะดั้งเดิมของเมืองอิสฟาฮาน
กาลัมกอรี เป็นศิลปะที่ประกอบด้วยสองส่วน คือ "กาลัม" ซึ่งหมายถึง "ปากกา" และ "กอร์" (Kar) ซึ่งหมายถึง "การทำงาน" ดังนั้น กัมลากอร์ จึงเป็นศิลปะที่ใช้ปากกาในการสร้างลวดลายและรูปแบบต่างๆ บนผืนผ้า โดยปกติแล้วศิลปะนี้จะใช้ปากกาเขียนลวดลายต่างๆ ด้วยมือหรือเครื่องมือในการวาดภาพบนผืนผ้า
เมื่อมีการใช้แม่พิมพ์ไม้ในการสร้างลวดลาย กาลัมกอร์จึงกลายเป็นศิลปะผสมที่เรียกว่า "กาลัมกอรีนักกอชี" ซึ่งรวมเอาศิลปะการพิมพ์ลายบนผ้า หรือที่เรียกว่า "ชีทซอซี" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ศิลปะการทำชีทซอซีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้แม่พิมพ์ไม้ในการพิมพ์ลวดลายบนผ้าที่ทำจากผ้าคาร์บาส (ผ้าลินิน), ผ้าคอตตอน หรือผ้าฝ้าย ซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักในงานผ้าปูโต๊ะและผ้าคลุมแบบดั้งเดิมของเมืองอิสฟาฮาน
ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างกาลัมกอรี, กาลัมกอรีนักกอชี, และชีทซอซี คือการใช้แม่พิมพ์ในการพิมพ์ลวดลายที่ส่งผลต่อกระบวนการสร้างศิลปะเหล่านี้ โดยการใช้แม่พิมพ์ไม้จะเพิ่มมิติและรายละเอียดให้กับงานศิลปะที่เกิดขึ้น
ประวัติศาสตร์ของ "กาลัมกอรีนักกอชี"
การทำกาลัมกอรี หรือการพิมพ์ลวดลายบนผ้ามีประวัติยาวนาน โดยไม่สามารถระบุช่วงเวลาเริ่มต้นที่ชัดเจนได้ แต่จากแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เราทราบว่าการตกแต่งผ้ามีอายุประมาณสองพันปีและมีการแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย อียิปต์ และจีน
มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในอิหร่าน การใช้ลวดลายพิมพ์บนผ้าเริ่มต้นในยุคซาเซเนียน(ศตวรรษที่ 3 ถึง 7) ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลาย ในการขุดค้นที่เมืองเนชอบูร์พบเครื่องมือที่ใช้ในการพิมพ์ลวดลายบนผ้า ซึ่งเป็นแม่พิมพ์หินที่เก่าแก่ที่สุดในอิหร่าน โดยมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 4 และ 5 ฮิจเราะห์ (ประมาณศตวรรษที่ 11 ของคริสต์ศักราช)
จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ศิลปะการทำกาลัมกอรีในอิหร่านเริ่มเป็นที่นิยมในสมัยจักรวรรดิอิลคานิด (1256–1356) โดยในช่วงเวลานี้ขุนนางมองโกลได้ให้การสนับสนุนศิลปินที่ทำงานในสาขานี้ ตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดที่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบันคือสมัยราชวงศ์กัซนาวิด (977–1187) ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ศิลปะการทำกาลัมกอรีมีการแพร่หลายมาก่อนสมัยอิลคานิด
อย่างไรก็ตาม การวาดลวดลายบนผ้าโดยใช้กาลัมกอรีเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงราชวงศ์ทิมูเรีย (1370–1506) และเจริญรุ่งเรืองมากในช่วงสมัยซาฟาวิด (1501–1736) ซึ่งกรุงอิสฟาฮานในช่วงนั้นกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้ากาลัมกอร์ที่สำคัญที่สุดในอิหร่าน ช่วงนั้นมีการผลิตผ้ากาลัมกอร์เพื่อใช้ในการผลิตเสื้อผ้าหรูหราซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งขุนนางและพ่อค้า ศิลปะการทำกัมลากอร์ ยังคงได้รับความนิยมจนถึงกลางสมัยกาจาร์ (ศตวรรษที่ 19) แต่เริ่มลดความนิยมลงหลังจากนั้น.
กาลัมกอร์นักกอชีในยุคปัจจุบัน
ในประวัติศาสตร์ คนทั่วไปได้ใช้ผลิตภัณฑ์จากกาลัมกอรีแต่เนื่องจากต้นทุนที่สูงในการผลิตผ้าชนิดนี้ ทำให้การใช้ผ้ากาลัมกอร์ในวงกว้างเป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงมีการคิดค้นเทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตผ้าและเพิ่มความเร็วในการผลิต ในตอนแรกมีการผสมผสานศิลปะการทำชีทซอซี กับกาลัมกอรีโดยใช้เทคนิคการพิมพ์ในการผลิตผ้า แต่ต่อมา การใช้แม่พิมพ์เพียงอย่างเดียวในการพิมพ์ลวดลายบนผ้าได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่า
ในปัจจุบัน การใช้แม่พิมพ์ไม้และพลาสติกเพื่อสร้างลวดลายบนผ้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และผลงานนี้ได้ถูกเรียกว่า "กาลัมกอร์นักกอชี" ซึ่งเป็นการพิมพ์ลวดลายบนผ้าที่ผลิตออกมาสำหรับคนทั่วไป
ศิลปะกาลัมกอร์ดั้งเดิมที่ใช้ฝีมือมนุษย์ในการสร้างลวดลายซับซ้อนยังคงมีความยากกว่าและมีต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จากกาลัมกอร์ดั้งเดิมจึงไม่ความสามารถแข่งขันในเชิงราคากับผ้ากาลัมกอร์ที่ผลิตโดยการพิมพ์แบบใหม่ นักศิลปะที่เชี่ยวชาญในกาลัมกอร์ดั้งเดิมจึงมีจำนวนน้อย และศิลปะกาลัมกอร์แบบดั้งเดิมจึงถือเป็นหนึ่งในศิลปะที่กำลังเสี่ยงสูญหาย
คุณสมบัติของกาลัมกอร์นักกอชี
ในงานฝีมือที่เกี่ยวกับกาลัมกอร์นักกอชีนี้ จะมีลวดลายต่างๆ เช่น รูปสัตว์และธรรมชาติ ภาพมินียาทูร์ ดอกไม้และใบไม้ การออกแบบที่เกี่ยวกับอิสลาม การเขียนตัวอักษร และลวดลายทางศาสนา ถูกพิมพ์ลงบนผ้า เนื่องจากผ้าฝ้ายมีคุณสมบัติที่ดีในการดูดซึมสี จึงมักจะใช้ผ้าฝ้ายในการทำกาลัมกอร์นักกอชีและชีทซอซี นอกจากนี้ผ้าขนสัตว์จะไม่ค่อยถูกใช้ในงานนี้
สีที่ใช้ในศิลปะนี้มีแหล่งที่มาจากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสีสันที่มีคุณภาพและความเป็นธรรมชาติ สำหรับแม่พิมพ์ที่ใช้ในการพิมพ์ลวดลายบนผ้า มักจะทำจากไม้ประเภทต่างๆ เช่น ไม้แอปเปิล ไม้ลูกพลับ และไม้ฮอว์ธอร์น
ในปัจจุบัน ผ้ากาลัมกอร์ส่วนใหญ่จะถูกใช้ในการทำผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ผ้าคลุมโต๊ะอาหาร และพรมสำหรับใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา
การขึ้นทะเบียน "กาลัมกอร์นักกอชี" เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ในปี 2009 ได้มีการจัดทำแฟ้มเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียน "กาลัมกอร์นักกอชี" เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชาติอิหร่าน และได้รับการขึ้นทะเบียนด้วยหมายเลข 65 ซึ่งถือเป็นการรับรองคุณค่าทางวัฒนธรรมและศิลปะของผลงานนี้ นอกจากนี้ ในปี 2012 "การพิมพ์กาลัมกอร์" หรือ "ชีทซอซี" ได้รับการขึ้นทะเบียนในรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของอิหร่านด้วยหมายเลข 770
คุณสมบัติที่ทำให้ศิลปะนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนรวมถึงความเป็นพื้นบ้านและดั้งเดิม ความมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีการฝึกอบรมโดยอาจารย์และการดำเนินงานของโรงงานผลิตที่ยังคงดำรงอยู่ ทำให้ทั้งสองศิลปะนี้ได้รับการยอมรับในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ
|
|
มูทอบี ทักษะในการทอผ้าอย่างแข็งแรงและทนทาน | ||
|
|
|||
| Registration |
|
มูทอบี ทักษะในการทอผ้าอย่างแข็งแรงและทนทาน
การเลี้ยงสัตว์ทำให้มนุษย์สามารถได้อาหาร รวมถึงขนและหนังสัตว์และวัตถุดิบอื่นๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ในระหว่างนี้ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นและเติบโตขึ้น โดยส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือพื้นฐานและแรงงานมือในการผลิตผลิตภัณฑ์ของพวกเขา "มูทอบี" เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายและแรงงานมือในการนำขนแพะและอูฐมาใช้ในการปั่นเส้นด้าย
มูทอบี คืออะไร?
การทำมูทอบี เป็นการปั่นเส้นด้ายที่ใช้ขนแพะโดยใช้จักรมือเพื่อแปรสภาพขนแพะให้กลายเป็นเส้นด้าย ตาข่าย หรือเชือก ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการใช้เทคนิคมูทอบี มีความแข็งแรงมากและใช้ในงานต่างๆ เช่น การตั้งเต็นท์ของชนเผ่าเร่ร่อน การผูกสัตว์สี่เท้า การทำเครื่องไม้เครื่องมือการเกษตรให้ทนทาน การมัดเครื่องใช้ของอูฐ และการผลิตผ้าคลุมสี่ชิ้น การใช้ขนแพะในการทอเต็นท์ของชนเผ่าเร่ร่อนเป็นเพราะในอากาศร้อน ขนแพะจะเปิดออกทำให้มีการหมุนเวียนของอากาศและทำให้ภายในเต็นท์เย็น นอกจากนี้ หลังจากฝนตก ขนแพะจะมีลักษณะเหนียวและช่วยป้องกันน้ำจากการซึมเข้ามาในเต็นท์ได้ วัฒนธรรมการทอเต็นท์ของชนเผ่าเร่ร่อนด้วยขนแพะยังคงดำเนินต่อไป แต่เมื่อเทคนิคมูทอบี เริ่มหายไป สตรีในชนเผ่าเร่ร่อนหันไปใช้เทคนิคที่เรียกว่า "อัชตีรีซี" แทน ถึงแม้ว่ามูทอบี ยังคงได้รับความสนใจในฐานะเป็นทักษะที่ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรงและมีประโยชน์มาก
วิธีการทำมูทอบี
ช่างฝีมือในการทำมูตาบีใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนกว่าจักรปั่นด้ายมือทั่วไป นอกจากนี้ในการทำมูทอบี ยังใช้ขนแพะ ซึ่งแตกต่างจากจักรปั่นด้ายที่ใช้ปั่นฝ้ายเป็นด้าย สำหรับการเตรียมวัสดุ ขนแพะสีดำและสีอื่นๆ จะถูกแยกออกจากกัน ซึ่งขนเหล่านี้อาจได้จากแพะที่มีชีวิตหรือจากหนังที่ผ่านการฟอกแล้ว ช่างฝีมือมูทอบี เชื่อว่าคุณภาพของขนแพะจากแพะที่มีชีวิตดีกว่า ขั้นตอนแรก ขนแพะจะถูกตีบนแท่นที่เรียกว่า "ตัดต์ซีกา" เพื่อแยกเส้นใยและคลายขนที่พันกัน จากนั้นขนจะถูกแปรรูปด้วยคันธนูเฉพาะตัวเพื่อให้ได้ขนที่แยกออกเป็นเส้นๆ และในขั้นตอนสุดท้าย ขนจะถูกปั่นเป็นเส้นด้ายหรือเชือก ในมูทอบียังใช้ขนอูฐโดยเฉพาะขนจากบริเวณโคนคอที่ยาวกว่า
คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผลิตภัณฑ์จากมูทอบีคือความแข็งแรง ความแข็งแรงนี้จะไม่เห็นในผลิตภัณฑ์ที่ทอด้วยเครื่องจักรไฟฟ้า จึงทำให้มูทอบีที่ทำด้วยมือมีคุณค่าพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์
มูทอบีแพร่หลายที่ไหน?
ก่อนที่เครื่องปั่นด้ายรุ่นใหม่จะเข้ามาแทนที่ ชาวบ้านมักจะใช้เวลาว่างหรือช่วงเวลาที่รวมกลุ่มกันมาทอเส้นด้ายและทำมูทอบีโดยใช้ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านและจักรปั่นด้ายมือ นอกจากนี้ยังมีโรงงานขนาดเล็กในพื้นที่ต่างๆ ที่ใช้เครื่องมือพื้นฐานในการทำมูทอบีและปั่นด้าย ปัจจุบันอาชีพนี้มีความจำกัดและยังคงพบได้ในบางพื้นที่ของจังหวัดฮัมเมดาน ยัซด์ และโลเรสตาน โดยเฉพาะในหมู่บ้านเบฟรูอิเยห์ เมืองมียาดในมณฑลยัซด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านการทำมูทอบีที่มีประวัติยาวนาน ในอดีตประชาชนในแต่ละหมู่บ้านของมียาดมีอาชีพเฉพาะ หนึ่งในนั้นคือมูทอบีเป็นที่แพร่หลายในยุคนั้น
การขึ้นทะเบียนมูทอบีในระดับชาติ
จนถึงปัจจุบัน มูทอบีได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติในหลายครั้ง เช่น การจดทะเบียน "ศิลปะและทักษะมูทอบี" ของมณฑลโลเรสตานในปี 2022 และในปี 2012 มูทอบีจากฮัมเมดานได้รับการจดทะเบียนในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของอิหร่าน รวมทั้งมูทอบีจากหมู่บ้านเบฟรูอิเยห์ ก็ได้รับการจดทะเบียนในปี 2014 ในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของประเทศ
قالیبافی به عنوان یکی از هنرهای دستی ایران، در استان فارس نقش و نگار و شیوه بافتی خاص پیدا کرده است.
|
|
مهارتهای کهن قالیبافی فارس | ||
|
|
مدارک و شواهد تاریخی نشان میدهد مهارتهای قالیبافی فارس، قدمتی 1200 ساله دارد. قدیمیترین مدرک در این باره، در صورت اموال خزانهداری هارونالرشید (خلیفه سلسله عباسی که حوالی سال 800 میلادی حکومت میکرد) پیدا شده است. در این فهرست نام برخی کالاها مانند قالی خلیفه، هزار بساط ارمنی، پانصد بساط طبیری و سیصد بساط دشت میشان به چشم میخورد.
قالی فارس در طول تاریخ تغییرات فراوانی از نظر طرح و نوع بافت به خود دیده است، با این حال میتوان ویژگیهای مشترک آن را در این موارد خلاصه کرد:
یکی از عواملی که سبب شده نسخهپردازی به عنوان هنر زیباسازی کتاب در ایران رشدی چشمگیر پیدا کند، پیشینه علمی این سرزمین است.
|
|
نسخهپردازی، فن کهن زیباسازی کتاب در ایران | ||
|
|
در گذشتههای دور که صنعت چاپ وجود نداشت، نسخهبرداری مهمترین شیوه تکثیر کتاب و انتقال مفاهیم علمی بود، صنعتی که ایرانیان آن را به یک هنر تبدیل کردند و نسخهپردازی را از آن به وجود آوردند.
نسخهپردازی در ایران
قالیبافی کاشان یکی از هنرهای منحصر به فرد ایران است که زیبایی شگفتانگیز آن در طول تاریخ مورد توجه هنردوستان و گردشگران بوده است.
|
|
زیبایی شگفتانگیز مهارتهای قالیبافی کاشان | ||
|
|


ظرافت و حساسیت برخی صنایع باعث میشود حتی یک اشتباه کوچک، تمام کار صنعتگر را از بین ببرد؛ موضوعی که اهمیت تجربه را در هنر تراش روی شیشه نمایش میدهد.
|
|
تراش روی شیشه، به ظرافت شیشه و به زیبایی قالی ایرانی! | ||
|
|



خاتمکاری یکی از صنایع دستی ایران و نمادی از هنر و ذوق مردم این سرزمین است. محصولات تزئینشده با خاتمکاری بسیار نفیس و زیبا هستند.
|
|
خاتمکاری، تلفیق هنر و استعداد و زیبایی | ||
|
|
|||
|
|

در این مرحله ابتدا چوب، استخوان یا فلز به شکل منشورهایی مثلثشکل برش داده میشود، سپس در کنار هم قرار داده میشود تا اشکال هندسی منظمی را شکل دهد. این قطعات با استفاده از سریش با نظم خاصی روی یک ورقه نازک چوبی قرار میگیرد و پس از خشک شدن، برای تزئین اشیا به کار میرود.

صنایع دستی ایران با تنوع و ظرافت خود، بیانگر ذوق و هنر ایران است و شناخت آن میتواند مردم و تمدن ایران را معرفی کند.
|
|
صنایع دستی ایران، نمایشگر ذوق و هنر و تمدن ایرانی | ||
|
|















هنر ایرانی بخشی از هویت و تمدن ایرانزمین است و آثار مختلف آن توجه جهانیان را به خود جلب کرده است.
|
|
مروری بر آثار جهانی هنر ایرانی و شهرت آن | ||
|
|
ترمهبافی یکی از هنرهای قدیمی شهر یزد است. ترمه به عنوان محصول این هنر، بسیار زیبا و چشمنواز و یکی از گزینههای اصلی انتخاب به عنوان سوغات ایرانی است.
|
|
ترمهبافی، هنری کهن با طرح و نقشی شاهانه | ||
|
|
|||
|
|
دوران شاه عباس صفوی (سلطنت از 1587 تا 1629 میلادی) را میتوان دوره شکوفایی ترمه لقب داد. بر اساس نقلهای موجود، در این دوره ترمه بازاری پر رونق داشت و غیاثالدین نقشبند یزدی به عنوان یکی از اساتید ترمهبافی، حدود 600 هنرآموز را تعلیم میداد.
ترمه یکی از بهترین گزینهها برای انتخاب به عنوان سوغات ایران است
دستگاه قدیمی ترمهبافیشعربافی مجموعهای از هنرهای مربوط به بافت پارچه است که در یزد و برخی شهرهای مرکزی ایران رواج داشته است.
|
|
شعربافی، هنر نساجی مردمان کویری ایران | ||
|
|
نمونهای از تولیدات شعربافی
یک هنرمند شعرباف بافته دست خود را نمایش میدهدکلاش یا گیوه کردی، به صورت کامل با استفاده از الیاف طبیعی دوخته میشود و بهترین پایپوش برای استفاده در پیادهرویها و کوهپیماییهای طولانی است.
|
|
کلاش کردستان، پایپوشی محکم و کاملا طبیعی | ||
|
|
|||
|
|
صنایع دستی کردستان انواع مختلفی از هنرها را در بر میگیرد. هنرمندان کرد با استفاده از این هنرها، در طول تاریخ ملزومات زندگی خود را تامین کردهاند.
|
|
صنایع دستی کردستان، قدیمی، اصیل و کاربردی | ||
|
|
سفالگری میبد یکی از صنایع دستی مشهور استان یزد است که در آن، با استفاده از خاک، محصولاتی زیبا و کارآمد ساخته میشود.
|
|
سفالگری میبد، خلق آثار هنری از خاک بیجان | ||
|
|



زیلو به عنوان یکی از هنرهای ایرانی، به گلیم شباهت زیادی دارد، با این تفاوت که در بافت آن از مواد کاملا گیاهی استفاده میشود.
|
|
زیلو، زیرانداز ایرانی با هنری چشمنواز و موادی کاملا طبیعی | ||
|
|
|||
|
|
منبتکاری یکی از هنرهای اصیل ایران است که در شهرهای مختلف هنرمندان مختلفی به آن مشغولند. از این میان ولی منبتکاری آباده شهرت جهانی پیدا کرده است.
|
|
منبتکاری آباده، هنری بینظیر با شهرتی جهانی | ||
|
|
|||
|
|
صابون مراغه یکی از تولیدات نیمهصنعتی این شهر است که به شکلی سنتی به دست میآید و خواص فراوانی دارد.
|
|
صابون مراغه، محصول بهداشتی طبیعی و بدون زواید شیمیایی | ||
|
|
|||
|
|
محصولات چرم تبریز، خصوصا کفشِ تمامچرم تبریز، آوازهای جهانی دارند و به عنوان یکی از بهترین سوغاتیها در سفر به این شهر، مورد توجه گردشگران هستند.
|
|
چرم تبریز، پیشنهادی برای تهیه یک سوغاتی شیک و بادوام | ||
|
|
|||
|
|
در بافت قالی تبریز از نوع خاصی گره استفاده میشود که به «گره ترکی» مشهور است. این گره بافت فرش را ظریفتر و وضوح طرحهای آن را بیشتر میکند.
|
|
قالی تبریز، ظریفترین نوع قالی ایرانی | ||
|
|
|||
|
|
تولیدات ورنیبافی به خاطر برخورداری از رنگهایی روشن و ترکیب رنگی جذاب، همواره مورد توجه گردشگران هستند.
|
|
ورنیبافی، هنر اصیل عشایر ارسباران | ||
|
|
قلمزنی تبریز بدون استفاده از چکش و ضربه انجام میشود و محصولات آن، به عنوان هدایایی نفیس و ماندگار محسوب میشوند.
|
|
قلمزنی تبریز، هنری اصیل و نفیس | ||
|
|
|||
|
|
در سفالگری با خاک سفید از نوعی خاک استفاده میشود که دارای کالوئن است و محصولات آن به رنگ سفید درمیآید.
|
|
سفالگری با خاک سفید، هنری مخصوص آذربایجان شرقی | ||
|
|
|||
|
|
یکی از حرفههای کهنی که هنوز هم در آذربایجان شرقی رواج دارد، چاپ کلاقهای است، شیوهای که محصولاتی بسیار زیبا از آن حاصل میشود.
|
|
چاپ کلاقهای و محصولات زیبا و چشمنواز آن | ||
|
|
|||
|
|
آذربایجان شرقی یکی از مراکز اصلی نقرهکاری در ایران است. محصولات این هنرصنعت طیف وسیعی از زیورآلات و محصولات کاربردی را در بر میگیرد.
|
|
نقرهکاری، هنر صنعتی کهن با محصولاتی زیبا و ارزشمند | ||
|
|
|||
|
|
محصولات سوزندوزی ممقان، جلوهای بینظیر از دوق و هنر هنرمندانی گمنام را به نمایش میگذارد.
|
|
سوزندوزی ممقان، همنشینی زیبایی، ظرافت و ذوق هنرمندان گمنام | ||
|
|
|||
|
|
هنرمندان سفالگر کوزهکنانی، هنوز هم با مهارتهایی که نسل به نسل از پدران خود آموختهاند، به کار ساخت ظروف سفالی مشغولند.
|
|
هنر سفالگری کوزهکنان، یادگاری از تاریخی صدها ساله | ||
|
|
|||
|
|
در بافت گلیج از پشم و پنبه استفاده میشود. به همین دلیل این بافته بسیار لطیف و نرم است.
|
|
گلیج و نقوش رنگارنگ آن | ||
|
|
|||
|
|
جاجیمبافی در ایران قدمتی دیرینه دارد و تقریبا در تمام وسعت ایران، رواج داشته است.
|
|
جاجیم، هنری برای بافت محصولاتی خوشرنگ و پرکاربرد | ||
|
|
|||
|
|
جاجیم چیست؟
استفاده از چرم در ایران برای تولید محصولات مختلف سابقهای دراز دارد و امروزه نیز محصولات فراوانی از آن درست میشود.
|
|
صنایع دستی چرمی ایران و تنوع مثالزدنی آن | ||
|
|
|||
|
|
Wool, skin and leather | ||
| Registration |
|
در بین پایپوشهای قدیمی ایرانی، چاروق با تزئینات رنگارنگ خود شهرتی فراوان دارد.
|
|
چاروق، تنها پایپوشی که زنانه مردانه ندارد! | ||
|
|
|||
|
|
سوزندوزی ترکمن بیستمین میراث ناملموس ثبتشده ایران در فهرست یونسکو به شمار میرود؛ هنری که زیبایی آن توصیفناشدنی است.
|
|
سوزندوزی ترکمن، زیبایی غیر قابل توصیف هنری کهن | ||
|
|
|||
|
|
قالی نهاوند به دلیل استفاده از طرحهایی بینظیر و رنگهایی خاص و منحصر به فرد شهرت دارد.
|
|
رنگها و طرحهای اصیل و بینظیر قالی نهاوند | ||
|
|
رفوگری پارچه فن ترمیم پارچه است، به شکلی که پارچه پس از ترمیم به حالت اولیه بازگردد و هیچ اثری از کار رفوگر بر جای نماند.
|
|
رفوگری سنتی پارچه در ایران، هنری دقیق و ضروری | ||
|
|
قلمکار نقاشی فنی کهن برای تولید پارچههای نفیس است.
|
|
تاریخچه و کاربردهای قملکار نقاشی، هنری اصیل در شهر اصفهان | ||
|
|
|||
|
|
هنر قالیبافی نایین، برخاسته از فرهنگ، جغرافیا و تاریخ مردم این شهر است.
|
|
قالیبافی نایین، تحفهای رنگارنگ از مردم سختکوش کویر | ||
|
|
|||
|
|
چاقوی مهریز از نظر استحکام و کارآیی زبانزد است، ولی در زمان حاضر که چاقوهای صنعتی بازار را تسخیر کردهاند، از رونق افتاده است.
|
|
چاقوی مهریز و روزگار پر محنت آن | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Metal and ornaments | ||
| Registration |
|
شیوه سنتی تولید ابریشم در ایران و تبدیل آن به محصول نهایی، به عنوان میراث ناملموس ملی به ثبت رسیده است.
|
|
ابریشم سنتی ایران و ویژگیهای منحصر به فرد آن | ||
|
|
|||
|
|
|||
| Registration |
|
سرایان یکی از مناطق شرقی ایران است و زنگولهسازی به عنوان یکی از صنایع دستی بومی آن به شمار میآید.
|
|
زنگولهسازی سرایان، مهارتی دقیق و خوشآوا! | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Wooden and stone | ||
| Registration |
|
هنر خورجینبافی و استفاده از خورجین، بیشتر در میان روستاییان و عشایر رواج دارد.
|
|
خورجینبافی، هنری آمیخته با زندگی روستاییان و عشایر | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Knitting, sewing and textile | ||
| Registration |
|
پوشدوزی هنری است که در آن سایهبانی پارچهای و موقت برای اماکن مختلف دوخته میشود.
|
|
پوشدوزی، هنری که با عزاداریهای محرم یزد گره خورده است | ||
|
|
|||
|
|
Knitting, sewing and textile | ||
| Registration |
|
هنرمندان حصیربافی با استفاده از ابتداییترین امکانات وسایلی کاربردی ایجاد میکنند.
|
|
حصیربافی، خلق آثاری هنری و کاربردی از الیاف گیاهی | ||
|
|
|||
|
|
|||
| Registration |
|
به جرات میتوان حصیربافی را یکی از قدیمیترین هنرهای دستی آدمی به شمار آورد. حصیر بافتهای است که از در هم تنیدن، پیچاندن و گاهی گرهزدن الیاف به دست میآید. این محصول در اکثر مناطق جهان که در آن نی، غلات، بامبو، نخل و گیاهانی مشابه اینها میروید، پیشینهای طولانی دارد. بافتههایی که با چنین الیافی به دست میآید، به عنوان زیرانداز، پوشاک یا ظرف به کار میرود، حتی گاهی سرپناههایی با استفاده از حصیر ایجاد میشود. در دهههای اخیر با گسترش ارتباطات، حصیربافی بازار گستردهتری پیدا کرده و تنوع آن بیشتر شده است. این موضوع سبب شده این پیشه، جنبه سنتی خود را از دست بدهد و به صنعتی تبدیل شود که ساخت محصول و فروش آن به منظور رسیدن به سود حداکثری، مهمترین هدف است. با این حال در ایران هنوز حصیربافی در بسیاری نقاط به شکل کهن خود جریان دارد و محصولات آن جلوهای از ذوق و هنر مردمان این سرزمین است.
حصیربافی در ایران
مراکز اصلی حصیربافی در ایران عمدتا در جنوب ایران هستند، ولی در شمال و مرکز ایران نیز میتوان شهرها و روستاهایی را پیدا کرد که حصیربافی در آنها صنعت دستی غالب است. تنوع اقلیمی در این مناطق سبب شده مواد اولیه تولید حصیر نیز تفاوتهایی با یکدیگر داشته باشند، از این رو میتوان طیف وسیعی از محصولات و فنون حصیربافی را در گستره ایران مشاهده کرد.
استانهای خوزستان، بوشهر، هرمزگان و سیستان و بلوچستان که اقلیمی گرمسیری دارند و امکان رشد گیاهان و درختانی همچون نی باتلاقی و نخل در آنها فراهم است، مهمترین مراکز حصیربافی جنوب ایران به شمار میروند. در جنوب ایران نوعی نی در باتلاقها میروید که به آن «کرتک» میگویند. این نوع نی در حصیربافی جنوبیها بسیار مورد استفاده است. در شمال ایران، استانهای گیلان و مازندران مراکز اصلی حصیربافی هستند. گیاهان مردابی، کنف، ترکه درخت بید و ساقه برنج و گندم مهمترین مواد خام حصیربافی در شمال ایران است. مردم شمال ایران با استفاده از سوف و لی یا گالی که از جمله انواع گیاهان مردابی شمرده میشوند، الیاف مورد استفاده برای حصیربافی را فراهم میآورند. نام شاخصترین شهری که در نواحی مرکزی ایران با حصیربافی گره خورده، بافق است. در این شهر با وجود نخلستانهایی وسیع، مواد اولیه برای حصیربافی به وفور یافت میشود.
ابزار و شیوه اجرای حصیربافی
حصیربافی را با ابزارهایی ساده انجام میدهند؛ ابزارهایی که در دسترس همه قرار دارد. قیچی، چاقو، درفش (برای ایجاد سوراخ)، چسب، خطکش و وسیلهای برای ایجاد شعله و سوزاندن قسمتهایی از الیاف. در برخی نقاط دستگاهی برای بافت حصیر به کار گرفته میشود. در دستگاه حصیربافی بعد از چلهکشی، الیاف حصیری را از میان چلهها عبور میدهند و شانه میزنند.
حصیربافی در ایران
ایران را یکی از نخستین مناطق جهان میدانند که حصیربافی در آن مورد استقبال قرار گرفت و به صورت یک هنر همگانی پذیرفته شد. امروزه در ایران رشتههای مختلف صنایع دستی بر پایه حصیر شکل گرفتهاند که مهمترین آنها عبارتند از:
بوریابافی
بوریا را با نیهایی که در کنار مرداب میرویند و به «خیزران» موسومند، تولید میکنند. این بافته کاملا محصول هنر دست است. از بوریا به عنوان زیرانداز و پوشش سقف استفاده میکنند. همچنین این بافته برای ساخت کپر (خانههای حصیری) کاربرد دارد. استحکام بوریا سبب شده در ساخت وسایلی همچون میز، صندلی، آباژور، جاکفشی و کتابخانه نیز از آن بهره ببرند.
سِواسبافی
مرکز اصلی سواسبافی، استان هرمزگان است. سِواس در اصل نوعی پایپوش سنتی است که از برگ درخت خرما ساخته میشود.
کوببافی
در زبان مازنی کوب به معنای فرش حصیری است، بدین ترتیب کوببافی را باید بافتن فرشهایی از جنس حصیر تعریف کرد. الیاف سلولزی گیاهان خودرویی همچون گاله، واش و سازیر ماده اولیه کوببافی است. از کوب به جز زیرانداز به عنوان سفره و پادری نیز استفاده میکنند. کوببافی به وسیله دستگاه و مانند گلیمبافی انجام میشود.
سیسبافی
سیس یا گیس الیافی است که از دور تنه نخل حاصل میشود. این الیاف بسیار مقاوم است و در بوشهر، هرمزگان و سیستان و بلوچستان برای بافت زیرانداز و پادری به کار گرفته میشود.
گالیبافی
گالی را از الیاف ساقه برنج تولید میکنند. سبد، کلاه، زنبیل و زیرانداز عمده محصولات این شاخه از حصیربافی است.
پَخَلبافی
پخلبافی با ساقه گندم یا برنج صورت میگیرد و محصول آن سبد، زیر قابلمهای و گلدان است. گاهی در این محصول با نخهای پشمی دارای رنگهایی شاد، نقوشی ساده و غالبا مثلثی ایجاد میکنند تا زیبایی محصولات افزایش یابد.
نشانهای ملی حصیربافی در ایران
شهر آبپخش در شهرستان دشتستان استان بوشهر که به خاطر برخورداری از نخلستانهای گسترده شهرت دارد، در سال 2020 میلادی (1399 خورشیدی) شهر ملی حصیر شد. همچنین شهر بافق در استان یزد و شهر خشت در شهرستان کازرون استان فارس در سال 2023 موفق شدند عنوان شهر ملی حصیر را به خود اختصاص دهند. بر اساس آمارها در شهر خشت حدود 500 بافنده حصیر به فعالیت مشغولند. در همین سال روستای فشتکه در شهرستان رشت (استان گیلان) نیز به عنوان روستای ملی حصیر معرفی شد.
دارایی پارچهای رنگارنگ و زیباست که معمولا از الیاف ابریشمی یا پنبهای بافته میشود. فن بافت این پارچه را داراییبافی میگویند.
|
|
داراییبافی، بافت پارچهای با نقوشی رنگارنگ و چشمگیر | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Knitting, sewing and textile | ||
| Registration |
|
هنرمندان در تابلوفرشهای خود زیباترین نقشها و طراحیها را به شکلی جذاب و چشمنواز پیاده میکنند.
|
|
عنوان تابلوفرش و شهرت سردرود در تولید آن | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Knitting, sewing and textile | ||
| Registration |
|
کاشی یکی از مهمترین عناصر تزئینی معماری ایرانی به شمار میآید. در طول قرنها، فنون و مهارتهایی پیرامون ساخت و طراحی کاشی شکل گرفته است.
|
|
کاشی و فنون و مهارتهای تولید آن | ||
|
|
|||
|
|
Wooden and stone | ||
| Registration |
|
No registration |
کاشی یکی از مهمترین اجزای اجرای طرحهای مختلف در معماری ایرانی است. کاشی به دلیل استحکام و دوامش، نقش خود در معماری اسلامی را در طول قرنها حفظ کرد و امروز نیز در ساختمانسازیهای مدرن، کاربردهای فراوان دارد.
یافتههای باستانشناسی نشان میدهد در ایران، حداقل از حدود 1250 سال پیش از میلاد، تولید آجرهای لعابدار، کاشیهای تزئینی و مینا آغاز شده است. در آن دوران فناوری لازم برای پخت خاک رس در کوره و ایجاد لعاب روی آن کشف و در نقاط مختلف ایران گسترده شد. پس از ورود اسلام به ایران، کاشیکاری برای تزئین فضای داخلی و بیرویی مساجد، اماکن مقدس و منازل مورد توجه قرار گرفت و به یکی از ویژگیهای برجسته معماری ایرانی تبدیل شد. در طول این دوران، نقاشی و طراحی کاشی نیز گسترش فراوان یافت، به طوری که امروز، مجموعهای از فنون و هنرهای مرتبط با این حوزه در دسترس است و هنرمندان زیادی به آن اشتغال دارند. با وجود آن که پیشرفت فناوری امکان تولید گستردهتر کاشیها را فراهم آورده، هنوز هم تولید سنتی این محصول که در آن قریحه و تجربه هنرمند نقشی مهم ایفا میکند، پا بر جاست.
تولید و طراحی کاشی
این رشته هنری، به ساخت و تهیه کاشی یا ظروف به رنگهای مختلف اطلاق میشود. از آن جا که در بیشتر بناهای ایرانی، مجموعهای از کاشیها در کنار یکدیگر بیانگر یک طرح یا نقاشی هستند، پیادهسازی آن روی تکتک کاشیها و چیدن آن روی سطح کار، هنر و مهارتهایی خاص میطلبد، مهارتهایی که در طول زمان تکامل یافته و گسترش پیدا کرده است. البته فنون تولید و طراحی کاشی، گونههای مختلفی دارد که در برخی از آنها، یک تککاشی حاصل کار هنرمند است و نقشهایی زیبا و چشمنواز روی آن به اجرا در میآید.
کاشی زرینفام
با افزودن سنگ چخماق به گل سفید و قلع به لعاب کاشی، رنگهای طلایی یا سبز در آن به وجود میآید. این محصول را «کاشی زرینفام» مینامند. کاشی زرینفام بیشتر در استانهای اصفهان، خراسان و مرکزی تولید میشود و به دلیل رنگ طلایی و جلایی که دارد، در چشم مخاطب شبیه صفحات طلا به نظر میرسد.
کاشی مینایی
کاشی مینایی یک تککاشی است که نقوش هندسی، گل و گیاه، اسلیمی و ختایی روی آن نقش میبندد. این نوع کاشی به دلیل لعاب نازک، به «مینایی» شهرت یافته است. تولید کاشی مینایی کاری بسیار دقیق و ظریف است و برای طراحی و تولید آن، هنرمند باید به حداکثر زبردستی و استادی در شناخت نقوش و مواد دست یافته باشد.
کاشی هفترنگ
کاشیهای هفترنگ معمولا طرحهایی متنوع و رنگارنگ دارند. برای پیاده کردن این طرحها، ابتدا آنها را روی کاغذ پیاده میکنند. سپس کاغذ طرحدار را روی خشتِ کاشی میگذارند و با سوزن، طرحها را بر کاشیِ خام نقش میزنند. در مرحله بعد گرد زغال را بر کاشی میپاشند تا این نقشها، نمایانتر شود. بدین ترتیب هنرمند میتواند نقشهای ایجادشده را باز شناسد و به رنگآمیزی آن بپردازد. کاشی هفترنگ پس از این مرحله، داخل کوره میرود و پس از پخت، آماده استفاده میشود.
کاشی مشبک
یکی دیگر از صنایع دستی مبتنی بر ساخت و طراحی کاشی، کاشی مشبک است که در آن از کاشیهای لعابدار هفترنگ استفاده میشود. در این روش کاشی را با تیشهای مخصوص به شکل شبکهشبکه در میآورند تا نور بتواند از آن عبور کند. این نوع کاشیها، در تزئینات معماری کاربرد زیادی دارد.
کاشی معلقی
گاهی کاشی در تلفیق با برخی عناصر دیگر تزئینی، به ویژه آجرنما نقشهایی به وجود میآورد. تلفیق کاشی با آجرنما، «کاشی معلقی» یا «کاشی بنایی» را شکل میدهد. کاشی معلقی بیشتر در نماهای بیرونی ساختمان کاربرد دارد.
کاشی معرق
شیوه تولید کاشی معرق شبیه کاشی هفترنگ است. بدین شکل که در آن، نقش ترسیمشده روی کاغذ را بر سطح خشت لعابدار کاشی میچسبانند و سپس با تیشههایی در ابعاد مختلف، قطعه کاشی را تراش میدهند. در نهایت قطعات مختلف کاشیهای تراشخورده سوهانکاری میشوند تا به راحتی در کنار یکدیگر چفت شوند. برای آن که کاشیها به خوبی در کنار هم قرار بگیرند و امکان نصب آن روی بنا فراهم شود، کاشیهای چفتشده را طوری روی زمین میچینند که قسمت لعابدار، در زیر باشد. بعد از آن دوغاب گچ را روی آن میریزند و منتظر میمانند تا دوغاب، سفت شود.
در موتابی، موی بز یا شتر در فرایندی به نخ، طناب و تور تبدیل میشود. بافتههای حاصل از این فن بسیار محکم و بادوام هستند.
|
|
موتابی، فنی با بافتههایی محکم و بادوام | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Knitting, sewing and textile | ||
| Registration |
|
มีนากอรีย์ ในระดับโลกถือเป็นศิลปะของอิหร่าน และนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะซื้อภาชนะที่ประดับด้วยมีนากอรีย์ กลับไปเป็นของฝาก ซึ่งทำให้มีนากอรีย์ กลายเป็นหนึ่งในของที่ระลึกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากอิหร่าน
|
|
มีนากอรีย์ ศิลปะที่ประณีตและเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่ดีที่สุดของอิหร่าน | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Metal and ornaments | ||
| Registration |
|
Unesco |
มีนากอรีย์ ศิลปะที่ประณีตและเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่ดีที่สุดของอิหร่าน
มีนากอรีย์ เป็นศิลปะการตกแต่งและวาดภาพบนโลหะและเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งทองแดง ทองคำ และเงินเป็นโลหะเพียงไม่กี่ชนิดที่ไม่เกิดออกซิเดชันเมื่อผสมผสานกับมีนา จึงถูกใช้เป็นวัตถุดิบในศิลปะนี้ ในภาษาเปอร์เซีย "มีนา" หมายถึงฟ้าสีคราม และการใช้ชื่อ"มีนากอรีย์" กับศิลปะนี้เป็นเพราะสีฟ้าจะปรากฏเด่นในผลงานมีนากอรีย์ ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนกับการมองเห็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าครามในงานศิลปะนั้นๆ โดยงานมีนากอรีย์ มักจะพบในวัตถุต่างๆ เช่น จาน แจกัน ชาม กรอบรูป ประตูและหน้าต่าง ม่านศีล กล่องเครื่องประดับ กระจก เข็มขัด และเครื่องประดับต่างๆ
ประวัติความเป็นมาของมีนากอรีย์
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ศิลปะมีนากอรีย์ มีอายุกว่า 5,000 ปี โดยบางคนเชื่อว่าอิหร่านเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปะนี้ ในการขุดค้นทางโบราณคดี พบเครื่องประดับ เช่น แหวนทองคำหกวงในไซปรัส ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสต์ศักราช และถือเป็นตัวอย่างของมีนาที่ประดับด้วยอัญมณี หากข้อกล่าวอ้างนี้เป็นจริง ศิลปะมีนากอรีย์ได้แพร่กระจายทีละนิดจากอิหร่านสู่ยุโรปและดินแดนอื่นๆ.
ในอิหร่าน ผลงานมีนากอรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่คือ ต่างหูคู่หนึ่ง ซึ่งมีอายุประมาณ 7 ถึง 8 ศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช โดยต่างหูนี้ถือเป็นตัวอย่างของการเคลือบกระจกบนโลหะ การค้นพบผลงานหลายชิ้นจากสมัยราชวงศ์อาคีเมนิด (550 ถึง 330 ปีก่อนคริสต์ศักราช) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะนี้ในช่วงเวลานั้น โดยมีตัวอย่างเช่น ชามเบซันซี่ที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะลอสแอนเจลิส และข้อมือทองคำในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตในลอนดอน หลังจากสมัยอาคีเมนิด มีนากอรีย์ยังคงอยู่ โดยมีการค้นพบผลงานมีนากอรีย์ของอิหร่านหลายชิ้นในการขุดค้นทางโบราณคดี และปัจจุบันได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก.
สมัยเซลจูก (ศตวรรษที่ 11) เป็นหนึ่งในยุคที่สำคัญในการพัฒนาศิลปะมีนากอรีย์ของอิหร่าน ในช่วงนั้น ภาชนะที่ประดับด้วยมีนากอรีย์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายและยังถูกส่งออกไปยังดินแดนรอบๆ ด้วย การใช้เทคนิคการหล่อโลหะในมีนากอรีย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยทิมูเรีย (ศตวรรษที่ 14 และ 15) ซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในศิลปะนี้ มีนากอรีย์ถึงจุดสูงสุดในสมัยซาฟาวีย์ (ศตวรรษที่ 16 ถึง 18) โดยในช่วงนั้นเมืองอิสฟาฮานกลายเป็นศูนย์กลางหลักของศิลปินมีนากอรีย์ แต่ในปัจจุบัน ศิลปะนี้ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งผ่านการขยายการเรียนรู้ในเวิร์กช็อปต่างๆ และได้กลายเป็นหนึ่งในศิลปะที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่นิยมของอิหร่านอีกครั้ง.
วิธีการทำมีนากอรีย์
มีนาเป็นวัสดุเคลือบใสและเป็นกระจก ซึ่งได้จากการผสมเคลือบกระจกและออกไซด์ของโลหะ โดยการเผาในเตาอบจะทำให้มันแข็งตัวเหมือนกระจก โดยทั่วไปแล้ว การทำมีนากอรีย์สามารถทำได้2วิธีหลัก คือ "การแบ่งช่อง" และ "การวาดภาพ"
การทำมีนากอรีย์ แบบแบ่งช่อง หรือที่เรียกว่า วิธีนี้จะใช้ลวดบางๆ เพื่อสร้างลวดลายที่ต้องการ จากนั้นนำมาวางบนพื้นผิวงานและเคลือบด้วยมีนาที่เป็นกระจก เมื่อใส่ภาชนะลงในเตาอบ ลวดจะหลอมติดกับพื้นผิวงาน จากนั้นจะเติมสีพาวเดอร์ของมีนากอรีย์ลงไป จากนั้นจะต้องให้ความร้อนซ้ำๆ (และในบางกรณีทำการล้างด้วยกรด) จนได้มีนากอรีย์ ในรูปแบบที่ต้องการ วิธีนี้ปัจจุบันใช้กันน้อยลง
การทำมีนากอรีย์ แบบวาดภาพ: วิธีนี้เป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยลวดลายจะถูกสร้างขึ้นล่วงหน้าจากฝีมือของช่างฝีมือ จากนั้นศิลปินมีนากอรีย์ จะทำการทาสีด้วยการเคลือบและความร้อน ในวิธีนี้ การเคลือบและการให้ความร้อนจะทำใน3หรือ4ขั้นตอน
ประเภทของมีนากอรีย์
มีนากอรีย์ ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะและพื้นผิวของงานและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทำมีนากอรีย์
สัญลักษณ์แห่งชาติและระดับโลกของมีนากอรีย์
ปัจจุบัน เมืองอิสฟาฮานถือเป็นศูนย์กลางหลักของมีนากอรีย์ ในอิหร่าน และในปี 2023 เมืองอิสฟาฮานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมระดับสากลจากองค์การยูเนสโก สำหรับศิลปะมีนากอรีย์ นอกจากนี้ เมืองอาห์วาซยังได้รับการประกาศให้เป็นเมืองแห่งมีนาซาบีของอิหร่านในปี 2019.
پاپیه ماشه در ایران، با هنرهایی نظیر نقاشی گل و مرغ تلفیق شده و رنگ و بویی متفاوت با دیگر کشورهای پیدا کرده است.
|
|
پاپیه ماشه، هنری با جنبههای مدرن و سنتی | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Other | ||
| Registration |
|
«پاپیه ماشه» یک لغت فرانسوی به معنای «کاغذ جویدهشده» است. این لغت به یک رشته از صنایع دستی اشاره دارد.
پاپیه ماشه چیست؟
تکههای کاغذ یا خمیر کاغذ مواد اصلی کارِ هنرمندان پاپیه ماشه است. این مواد گاهی با پارچه و مواد چسبنده، محکم میشوند و اشکال مختلف و ظروفی را به وجود میآورند. برای تهیه محصولات پاپیه ماشه، کاغذ را پس از خمیر کردن با سریش مخلوط میکنند و تحت فشار قرار میدهند تا شکل اولیه محصول به دست آید.
امروزه هنرمندان با استفاده از کاغذ روزنامه یا کاغذ باطله، مواد اولیه کار خود را فراهم میکنند. آنان در ابتدا خردهکاغذها را به مخلوطی از آب و چسب چوب آغشته و آن را روی قالبی که با سیم مفتول یا مقوایی ضخیم درست شده سوار میکنند. پس از این کار به چند روز زمان نیاز است تا خمیر روی سطحِ کار خشک شود و اثر شکل خود را به خوبی حفظ کند. برخی آثار پاپیه ماشه را رنگآمیزی میکنند. برای این کار باید دو یا سه لایه رنگ سفید روی کاغذ پیاده شود و پس از آن رنگهای اصلی متناسب با طرح نهایی مورد استفاده قرار گیرد.
تاریخچه پاپیه ماشه
به اذعان کارشناسان، پاپیه ماشه علیرغم نام فرانسویاش، در آسیا زاده شده و قدمتی طولانی دارد. بر این اساس پاپیه ماشه مقارن با ساخت کاغذ در چین به وجود آمده و به تدریج به کشورهای دیگر راه یافته است. گفته میشود سرآغاز گسترش این فن، جنگهای ایران و چین در قرن هشتم میلادی بوده است. پاپیه ماشه در قرن دهم میلادی به مراکش و از آن جا به اسپانیا، فرانسه و دیگر کشورهای این قاره گسترش یافته است. البته برخی معتقدند ونیزیها پاپیه ماشه را از طریق مبادلات تجاری با شرق آموخته بودند و آن را به هند و ایران منتقل کردند. اما قدر مسلم آن است که در قرن 15 میلادی، در اروپا با استفاده از فن پاپیه ماشه، مجسمههای کوچکی درست میشد که بیشتر وجهه مذهبی داشت.
در حال حاضر در بیشتر کشورهای جهان از پاپیه ماشه برای ساخت مجسمههای کاغذی استفاده میکنند. گستردگی محصولات پاپیه ماشه به حدی است که آن را برای خلق تزئینات منزل و میز و مبلمان نیز مورد استفاده قرار میدهند. حتی در طول جنگ جهانی دوم مخازنی بر اساس پاپیه ماشه برای نگهداری سوخت طراحی شده بود. این مخازن روی هواپیما نصب میشد و به دلیل وزن کمش، به هواپیما اجازه میداد مسافت طولانیتری پرواز کند و قدرت تحرک بیشتری داشته باشد.
پاپیه ماشه در ایران
در قرن شانزدهم میلادی هنرمندان ایرانی نیز به این هنر گرایش پیدا کردند و اصفهان و قزوین پایگاههای اصلی تولید محصولات آن شد. قزوین در دوره شاه تهماسب صفوی (1514 تا 1576 میلادی) به مرکزی برای تولید محصولات مبتنی بر پاپیه ماشه، خصوصا قلمدان تبدیل شد و جایگاه خود را تا اواخر دوره قاجاریه (اوایل قرن بیستم) حفظ کرد، ولی از آن به بعد، این هنر در بین هنرمندان این شهر به تدریج رو به افول نهاد.
برخی مورخان معتقدند ورود پاپیه ماشه به ایران به پیش از عصر صفوی باز میگردد. به عقیده آنان برای نخستین بار در شهر هرات، پاپیه ماشه به عنوان یک فن پذیرفته شد و در ایران عصر تیموری (1370 تا 1506 میلادی) گسترش پیدا کرد. گفته میشود فردی به نام «میر سید علی همدانی» در قرن چهاردهم میلادی بانیان ورود این هنر به ایران بوده است. وی عارف و شاعری ایرانی بود که سفرهای زیادی برای تبلیغ اسلام به سرزمینهای مختلف انجام داد. احتمالا در یکی از همین سفرها او با فن پاپیه ماشه آشنا شده و موجبات گرایش هنرمندان ایرانی به آن را فراهم آورده است. در دوره تیموری خوشنویسی به عنوان یک هنر درباری مورد توجه بود و پاپیه ماشه بهترین فن برای ساخت قلمدان به عنوان محل قرارگیری قلم خوشنویسی به شمار میرفت.
در ایران به جز استفادههای معمول، این هنر برای ساخت قلمدان، قاب قرآن و جلد کتاب نیز کاربرد دارد. همچنین در آثاری که به «لاکی» یا «نقاشی گل و مرغ» معروف است، پاپیه ماشه نقش محوری دارد. تلفیق هنرهای ایرانی نظیر تذهیب، تشعیر، مینیاتور و فنونی همچون صحافی و ترکیب رنگ، آثار پاپیه ماشه ایرانی را در طول تاریخ بسیار تنوع بخشیده است.
ثبت ملی پاپیه ماشه
در ایران پاپیه ماشه دو بار به عنوان میراث ناملموس استانهای قزوین (1391 خورشیدی/ 2012 میلادی) و اصفهان (1389 خورشیدی/ 2010 میلادی) به ثبت رسیده است.
در گذشته تولیدات احرامیبافی به عنوان لباس حج مورد استفاده قرار میگرفت و امروزه بیشتر به عنوان سجاده کاربرد دارد.
|
|
احرامیبافی، هنری گرهخورده با باورها و مناسک دینی | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Knitting, sewing and textile | ||
| Registration |
|
قفلهایی که با شیوههای سنتی در ایران تولید میشوند، ظاهرا ساده به نظر میرسند، ولی فنونی دقیق و رمزآلود در ساخت آنها به کار میرود.
|
|
قفلسازی سنتی ایران، ساده و پررمز و راز | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Metal and ornaments | ||
| Registration |
|
هنرمندان کوفتهگری سطح حجمهای فلزی را با استفاده از مفتولهایی از جنسهای مختلف تزئین میکنند.
|
|
کوفتهگری، هنری برای زیبایی بخشیدن به فلز بیجان | ||
|
|
|||
|
|
|||
|
|
Metal and ornaments | ||
| Registration |
|
No registration |
شکل بافت گلیم در همه جای ایران تقریبا مشابه است، ولی طرحها و کاربردهای آن در مناطق مختلف ایران تنوعی گسترده دارد.
|
|
گلیم، بافتهای با تنوعی به گستردگی فرهنگ و جغرافیای ایران | ||
|
|
|||
| Registration |
|
No registration |