หัตถกรรม

มรดกวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณ - จิตรกรรม

ศิลปะแห่งภาพประกอบที่ละเอียดอ่อน ที่มีความงดงาม และได้รับความนิยมในแถบตะวันออกอย่างยาวนาน เรียกว่างานจิตรกรรม
จิตรกรรมของอิหร่าน เริ่มตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นจนถึงยุคอิสลาม และยังคงมีอยู่ในแผ่นดินนี้เรื่อยมา ซึ่งนิยมใช้วาดเขียนในหนังสือทางวิชาการ การแพทย์ ศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวรรณกรรม
จิตรกรรมภาพวาดอิหร่านในยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรมกรอบรูปติดผนังที่งดงาม และมีการออกแบบตกแต่งที่สวยงาม
จิตรกรรมในอุดมคติหรือวิถีชีวิตของชาวอิหร่านนั้น เป็นสิ่งที่มาจากอารมณ์ความรู้สึก และความคิดในวิถีชีวิตของพวกเขา ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนวิถีชีวิตทางประวัติศาสตร์ของผู้คนในดินแดนแห่งนี้
จิตรกรในวรรณกรรมด้านอิรฟาน (ประจักษ์ด้านจิตวิญญาณ) คือแก่นแท้ที่อยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งในวรรณกรรมแห่งความรักจะถูกเรียกว่า นักรัก (มะอ์ชูก) และในศิลปะแห่งจิตรกรรมนั้น พระเจ้าคือจิตรกรตัวจริง ทุกสายตาจับจ้องไปยังพระองค์ และพระองค์ก็ปรากฏตัวขึ้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งตามคำจำกัดความนี้ จิตรกร คือนักวาดที่ประจักษ์ความจริง
แม้ว่าศิลปะจิตรกรรมและภาพวาดในงานทัศนศิลป์อิหร่านโบราณ จะมีมาตั้งแต่ยุคสมัย มอนี (จิตรกรที่มีชื่อเสียงในสมัยอาร์เดชีร์) แต่หลังจากการมาของอิสลาม ณ ประเทศอิหร่าน ทำให้รากฐานทางปัญญารวมถึงหลักคำสอนแบบใหม่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของชาวอิหร่าน จนทำให้พวกเขาพบวิถีทางใหม่
แนวคิดใหม่นี้ ได้สนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าของจิตรกรชาวอิหร่าน เช่น ฮุเซน เบห์ซาด และมะห์มูด ฟัรเชยาน ซึ่งเป็นจิตรกรชาวอิหร่านที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีผลงานที่ทรงคุณค่า อาทิ เช่น ผลงานด้านกีฬา "โปโล" (กีฬาขี่ม้า) "ชีรินและฟาร์ฮัด" (ตัวละครในบทกวีรัก)ผลงานเกี่ยวกับผู้ที่ถือกำเนิดในอาคารกะอ์บะฮ์ ผลงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงบ่ายวันอาชูรอ การเมียะอ์รอจของท่านศาสดาแห่งอิสลาม ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงและโด่งดังอย่างมาก
จิตรกรรมของชาวอิหร่านมีลักษณะพิเศษ 5 ประการ ได้แก่ :
1- ใช้ลายเส้นแทนการใช้แสงเงา
2- ใช้พื้นที่แสงโดยไม่ต้องใช้มุมเฉพาะ
3- ใช้สีที่สดและแบนราบ
4- ใช้ระดับและหลีกเลี่ยงมุมมองและแสดงความลึก
5- แสดงวัตถุจากมุมหรือมิติที่ดีที่สุด
ศิลปะจิตรกรรมของชาวอิหร่านได้รับการจดทะเบียนในการประชุมครั้งที่ 15 ในปี 2020 ขององค์การยูเนสโกว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมทางด้านจิตวิญญาณ ในฐานะเป็นมรดกที่จับต้องไม่ได้อีกชิ้นหนึ่งของอิหร่านในรายการมรดกโลกขององค์การยูเนสโก
หัตถกรรม

การทอพรมในจังหวัดฟาร์ส(Fars)

การทอพรมเป็นหนึ่งในทักษะที่เก่าแก่ที่สุดของชาวอิหร่าน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2010 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ ทักษะการทอพรมแบบดั้งเดิมเเพร่หลายในจังหวัดฟาร์ส ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ซึ่งตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่คือพรมที่มีอายุย้อนไปถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 9 ของคริสต์ศักราช พรมของจังหวัดฟาร์ส มีลักษณะทั่วไปที่แตกต่างจากพรมในภูมิภาคอื่นๆ ของอิหร่าน คุณลักษณะเฉพาะประการหนึ่งคือ เส้นด้ายที่ทอทำจากขนสัตว์ทั้งหมด หากเป็นด้ายที่ทำจากไหมจะไม่มีการย้อมสี จึงทำให้มองเห็นสีหลักและดั่งเดิมอยู่เสมอ เฉพาะในบางพื้นที่ของชนเขา ที่มีการทอพรมที่มาจากฝ้าย ซึ่งจะใช้ความประณีตในการทออย่างมาก พรมจังหวัดฟาร์ส เป็นตัวแทนของพรมชนบทที่ทอในอิหร่าน รวมถึงเสื่อทอมือประเภทต่างๆ โดยฝีมือสตรีชาวเปอร์เซีย โดยเฉพาะชาวชนบทที่ใช้เสื่อทอในชีวิตประจำวัน เส้นด้ายขนแกะย้อมด้วยวัสดุจากพืชซึ่งเป็นวัสดุหลักของพรม และเครื่องมือในการทำงาน ได้แก่ การถักนิตติ้ง หวี กรรไกร แกนหมุน และล้อหมุน การฝึกถักนิตติ้งสำหรับการทอทั้งหมดนั้นทำจากรุ่นสู่รุ่นโดยจากแม่สู่ลูก เมื่อเด็กผู้หญิงทอพรมจนกลายเป็นมืออาชีพ ซึ่งแค่การเรียนรู้ยังไม่เพียงพอ เขายังต้องศึกษาโดยการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม ที่มาพร้อมกับจินตนาการ จึงออกมาเป็นพรมทอ ต่อไปเราจะมาชมภาพพรม และลายทอในจังหวัดฟาร์ส

หัตถกรรม

ศิลปะตัษฮีบ (ปิดทอง) อัลกุรอาน

ตัษฮีบ (Illumination) เป็นคำภาษาอาหรับ ความหมายตามรากศัพท์เดิม แปลว่า ทอง (การปิดทอง) ศิลปะชนิดนี้ใช้ทองเป็นองค์ประกอบหลักจึงมักเรียกกันว่า การปิดทอง (Gilded) อิหร่านถือเป็นแหล่งกำเนิดศิลปะชนิดนี้ โดยเริ่มแรกใช้ในการตกแต่งพระคัมภีร์อัลกุรอานของชาวมุสลิม ยุคก่อนอิสลามการตกแต่งคัมภีร์และหนังสือต่าง ๆ ในอิหร่านมีอยู่อย่างแพร่หลาย และหนังสือที่โด่งดังที่สุดมีชื่อว่า อัรฉัง (Arzhang) (ค.ศ.274-216) เป็นของศาสดายุคก่อน ๆ ในอิหร่าน ตัษฮีบคัมภีร์กุรอ่านเริ่มแรกที่นำมาใช้นั้นเพื่อให้ง่ายต่อการอ่านโองการต่าง ๆ โดยการทำวงกลมสีทองหลังจากทุก ๆ 10 โองการซึ่งเรียกว่า มัชอัร แปลว่า สิบ หลังจากนั้นศิลปะชนิดนี้ค่อย ๆ เฟื่องฟูจนนำมาสู่การเขียนตัวษรและตกแต่งปกอัลกุรอ่าน กระทั้งได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 9 – 11 ตามปฏิทินอิสลาม คัมภีร์กุรอานปิดทองในปัจจุบันถูกนับว่าเป็นผลงานเอกของการตกแต่งหนังสือระดับโลก มีบทความและงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับความสวยงาม ความละเอียดอ่อน และความลึกลับของศิลปะชนิดนี้ ศิลปะการปิดทองอัลกุรอานยังถือได้ว่าเป็นศิลปะที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของศาสนาอิสลามด้วย
วิธีการปิดทอง (ตัษฮีบ) คัมภีร์อัลกุรอาน
ต้นแบบของศิลปะการปิดทองเกิดขึ้นพร้อมกับการเขียนและการประดิษฐ์ตัวอักษรของโองการอัลกุรอาน ในช่วงแรกจะเป็นลวดลายเรขาคณิตและลวดลายอิสลามแล้วนำมาทาสีด้วยทองหรือเงิน ทองเป็นองค์ประกอบหลักของงานศิลปะชนิดนี้เนื่องจากมีลักษณะพิเศษเพราะให้ความสว่าง สวยงาม และละเอียดอ่อน สาเหตุสำคัญที่ใช้ทองในศิลปะนี้นั้นก็เพราะทองมีความคงทนถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีก็ตาม โลหะเงินจะไม่นิยมนำมาใช้มากนักเพราะจะเป็นสีดำเมื่อเกิดการสัมผัสกับอากาศและความชื้นจนทำให้ความสว่างและความเงางามหายไป เงินถูกถอดออกจากหมวดสีการปิดทองและนำสีฟ้าเข้ม (Ultramarine) ที่มาจากหินแลพิสแลซูลี (Lapis Lazuli) มาใช้แทน จนสีฟ้าและสีของทองกลายเป็นสีหลักของศิลปะปิดทองจนถึงทุกวันนี้
วิธีการปิดทองมีดังนี้ ขั้นแรก ออกแบบลวดลายที่ต้องการซึ่งประกอบด้วยลายดอกไม้ ใบไม้ และลวดลายอิสลามในรูปแบบเรขาคณิต โดยนำมาวาดลงบนกระดาษขาวบางด้วยดินสอสีดำ เมื่อวาดเสร็จให้นำไปวางบนกระดาษสำหรับปิดทองแล้วใช้หินอาเกตปลายแหลมถูเพื่อคัดลอกลายจากกระดาษต้นแบบไปสู่กระดาษที่ใช้สำหรับการปิดทอง กระดาษสำหรับการปิดทองเป็นกระดาษที่ถูกเคลือบด้วยแป้งมัน หลังจากลวดลายถูกคัดลอกแล้วจะใช้หมึกสีน้ำตาลทาทับบนกระดาษเพื่อให้ลวดลายนั้นคงอยู่ ขั้นตอนต่อไปเป็นการลงสี โดยเริ่มต้นด้วยสีทอง ทุกส่วนที่มีสีทองจะถูกลงสีด้วยการปิดทองด้วยทองคำบริสุทธิ์ 24 กะรัต หลังจากการปิดทองจะทำการลงสีต่าง ๆ บนดอกไม้ ใบไม้ และบนลายอิสลาม เมื่อลงสีเสร็จแล้วจะใช้หมึกสีดำวาดเป็นกรอบของภาพด้วยพู่กันแบนเพื่อทำให้ชิ้นงานโดยเฉพาะสีต่าง ๆ ดูโดดเด่นขึ้น จากนั้นจะเป็นการลงสีพื้นหลังของภาพโดยใช้สีฟ้าเข้มและสีฟีรูเซะ (เทอร์ควอย) และในขั้นตอนสุดท้ายของงานเป็นการลงสีเงาให้กับดอกไม้ตามแบบลวดลายต่าง ๆ จนเสร็จสมบูรณ์
ศิลปะตัษฮีบในปัจจุบัน
ณ วันนี้ศิลปินมากมายในประเทศต่าง ๆ ได้แสดงความสนใจและตอบรับงานศิลปะชนิดนี้ ทำให้ศิลปะนี้ได้รับการจัดแสดงขึ้นทุกสองปีตามเทศกาลต่าง ๆ ในแถบประเทศอิสลาม ศิลปินวัยรุ่นได้ใช้ศิลปะชนิดนี้ควบคู่ไปกับการใช้ศิลปะแบบดั้งเดิม เช่น การใช้การปิดทองในการตกแต่งหนังสือทางวัฒนธรรม เช่น กวีนิพนธ์ของกวีผู้ยิ่งใหญ่ เช่น คัยยาม เมาลาวี ฮาฟิซ เฟรดูซี และซะดี เป็นต้น และพวกเขายังใช้ศิลปะนี้ในบริบทต่าง ๆ โดยการสร้างสรรค์ผลงานดั้งเดิมที่สวยงามในงานด้านทัศนศิลป์และการตกแต่งภายใน เช่น การตกแต่งฝาผนัง นาฬิกาตัษฮีบ เครื่องใช้ที่มีลวดลายตัษฮีบ และอื่น ๆ ศิลปะตัษฮีบเป็นศิลปะที่สวยงามและดูมีราคาสูง ความซับซ้อนและความสวยงามของมันทำให้ศิลปินเกิดความสงบสุขจนมีผู้สนใจศิลปะนี้มากมายทั่วโลก ศิลปะการปิดทองจัดเป็นหนึ่งในศิลปะศักดิ์สิทธิ์ในบรรดาศิลปะต่าง ๆ ของอิสลาม ในอิหร่านและประเทศอิสลามอื่น ๆ ได้นำศิลปะนี้มาสอนเป็นสาขาหนึ่งในระดับมหาวิทยาลัยด้วย ทุกท่านสามารถรับชมผลงานตัษฮีบอัลกุรอานได้ที่วิดีโอด้านล่างนี้
หัตถกรรม

ซุฟอล มีนอกอรี (เครื่องปั้นดินเผาเคลือบลาย)

อิหร่านเรียกภาชนะที่ทำด้วยดินว่า ซุฟอล (เครื่องปั้นดินเผา) โดยวัตถุดิบขั้นต้นสำหรับงานศิลปะชนิดนี้คือ ดิน น้ำ และไฟ ซึ่งวัตถุดิบดังกล่าวมีอยู่ในพื้นที่อาศัยทั่วไปและมนุษย์สมัยก่อนนำสิ่งเหล่านั้นไปสู่งานอุตสาหกรรมในที่สุด เครื่องปั้นดินเผาจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตทางสังคมและอารยธรรมของมนุษย์ หากมองในด้านประเพณีและรสนิยมของแต่ละพื้นที่หรือของแต่ละประเทศ ก็จะปรากฎซึ่งสัญลักษณ์ รูปแบบ และการตกแต่งเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันออกไป
ที่ราบสูงอิหร่านเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันตกที่มีบทบาทสำคัญในการเกิดขึ้นและการขยายตัวของอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาทางโบราณคดีจำนวนมากในอิหร่าน ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงแปดพันถึงหนึ่งหมื่นปีก่อนคริสตกาล นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของเครื่องปั้นดินเผามาจากอิหร่าน โดยให้เหตุผลจากการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาที่มีอายุ 8,000 ปีก่อนคริสตกาลในเทือกเขาอัลโบรซ์มัรกาซีและเทือกเขาบัคทียอรีของอิหร่าน ลักษณะสำคัญของเครื่องปั้นดินเผาในที่ราบสูงของอิหร่านคือ เครื่องปั้นดินเผามีสีแดงและมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์สวยงาม โดยเครื่องปั้นดินเผาชนิดนี้เป็นงานทำมือที่ถูกผสมด้วยดินเหนียว ทรายละเอียด และพืชที่ถูกบดละเอียด พื้นที่ที่สามารถพบเจอกับเครื่องปั้นดินเผาชนิดนี้ได้แก่ ชุมชนเช็ชเมห์-อาลี, อิสมาอิลลาบาด, ตะเพซอเฆ และ ตะเพชะยอร ของเมืองกาชาน
ศูนย์กลางเครื่องปั้นดินเผาโลกอยู่ที่ไหน?
ลาเลจิน (Lalejin) คือศูนย์กลางเครื่องปั้นดินเผาโลก เมืองลาเลจินเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดฮาเมดัน และเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกในตะวันออกกลางและของโลก เมืองลาเลจินเป็นหนึ่งในเมืองทางตอนเหนือของจังหวัดฮามาดันในอิหร่าน
ลาเลจิน เมืองเครื่องปั้นดินเผาโลก
ตามที่ได้มีการส่งไฟล์ประวัติเมืองลาเลจินไปยังสภาหัตถกรรมโลก (World Crafts Council) ทำให้กรรมการสภาฯ ดังกล่าวเดินทางเยี่ยมชมเมืองลาเลจินเมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 และได้ให้คะแนนและส่งผลการตัดสินไปยังผู้เชี่ยวชาญอาวุโสของสภาหัตกรรมโลก (WCC) หลังจากการตรวจสอบและลงความเห็นครั้งสุดท้ายโดยประธานของภูมิภาคทั้งสี่คือ ยุโรป ละตินอเมริกา อเมริกาเหนือ และแอฟริกา ตามจดหมายของ กาดา ฮีจาวีย์ (Ghada Hijjawi-Qaddumi) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตามการประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานประธานสภาหัตถกรรมโลก กระทั้งเมืองลาเลจินได้รับเลือกให้เป็นเมืองเครื่องปั้นดินเผาโลกในที่สุด
เครื่องปั้นดินเผาในลาเลจิน
นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์กล่าวว่าเครื่องปั้นดินเผาในลาเลจินมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งมีอายุกว่า 7,500 ปีที่แล้ว การขุดพบโบราณวัตถุจากเนินเขาฮิกมาตานาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันและเป็นตัวอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ในสมัยก่อนลาเลจินเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกที่สำคัญในตะวันออกกลาง และปัจจุบันประชากรประมาณ 80 % ของเมืองยังคงอาชีพเครื่องปั้นดินเผาอยู่ เวิร์กช็อปเครื่องปั้นดินเผาเมืองลาเลจินคือตัวแทนวิถีชีวิตของชาวลาเลจินและมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา เวิร์กช็อปเหล่านี้แบ่งออกเป็นสี่ประเภทคือ เวิร์กช็อปเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิม เวิร์กช็อปขนาดใหญ่ทำเครื่องปั้นดินเผาแบบสมัยใหม่ เวิร์กช็อปขนาดย่อมตามบ้านเรือน และเวิร์กช็อปการผลิตงานเคลือบและเซรามิก ซึ่งงานส่วนใหญ่เหล่านี้จะเป็นงานด้านศิลปะ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่งดงามนี้จะพบมากที่เมืองลาเลจิน เมื่อคุณเดินไปตามท้องถนนและตรอกซอกของเมืองโบราณลาเลจิน คุณจะเห็นผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กจำนวนมากกำลังสร้างผลงานศิลปะที่สวยงามและสานต่องานบรรพบุรุษของพวกเขาได้ตลอดเส้นทาง ไม่เป็นที่แปลกใจที่คนในเมืองนี้ทำอาชีพเครื่องปั้นดินเผา เพราะเมืองลาเลจินเป็นเมืองแห่งเครื่องปั้นดินเผา นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากเดินทางมาเมืองนี้เพื่อชมกรรมวิธีการผลิตและซื้อเครื่องปั้นดินเผาที่สวยงามนี้
เครื่องปั้นดินเผาและประเภทของเครื่องปั้นดินเผา
เครื่องปั้นดินเผาสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ แบบเคลือบและไม่เคลือบ โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาจะถูกนำมาเป็นภาชนะเครื่องใช้เป็นลำดับแรก และเป็นสิ่งของที่ใช้ประดับเป็นลำดับต่อมา โดยทั้งสองลำดับนี้มีทั้งแบบเคลือบและไม่เคลือบ การผลิตเครื่องปั้นดินเผาในอิหร่านนั้นมีความหลากหลายและยังมีวิธีการและรูปแบบการผลิตที่เป็นไปตามท้องถิ่นนั้น ๆ อีกด้วย เช่น เครื่องปั้นดินเผาเมืองกีลานจะใช้แป้นหมุนมือในการปั้น ส่วนในเมืองกัลโปรากอนจังหวัดซิซตานจะไม่ใช้เครื่องชนิดนี้ในการผลิต เป็นต้น
ศิลปะมีนอกอรี (อีนาเมล) เป็นการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบหลายอย่างเข้าด้วยกัน โดยศิลปะมีนอกอรียังสามารถใช้ในการตกแต่งวัตถุและเครื่องใช้จากวัสดุต่าง ๆ อีกด้วย การประยุกต์ใช้ศิลปะมีนอกอรีอย่างหนึ่งคือการใช้ตกแต่งภาชนะเครื่องปั้นดินเผา อันที่จริงงานมีนอกอรีมีความเป็นศิลปะในตัวของมันเองอยู่แล้ว มีนอกอรีได้เชื่อมระหว่างสองเมืองอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่อย่างฮาเมดันและอิสฟาฮานของประเทศอิหร่านเข้าด้วยกัน นั้นก็เพราะเมืองอิสฟาฮานเป็นแหล่งกำเนิดศิลปะมีนอกอรี และลาเลจินเมืองฮาเมดันเป็นศูนย์กลางของเครื่องปั้นดินเผาของอิหร่านนั้นเอง มีนอกอรี (งานเคลือบลวดลาย) บนเครื่องปั้นดินเผาจึงเป็นมากกว่าสะพานที่ทอดข้ามระหว่างสองเมืองดังกล่าว ศิลปะมีนอกอรียังถูกนำมาใช้ในการตกแต่งศาสนสถานด้วยเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าศิลปะชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับศาสนามาอย่างช้านาน
ความเป็นมาของศิลปะมีนอกอรี (อีนาเมล)
จากชิ้นงานที่ถูกค้นพบและเก่าแก่ที่สุดในศิลปะมีนอกอรี ทำให้กล่าวได้ว่าศิลปะชนิดนี้เป็นหนึ่งในศิลปะดั้งเดิมของอิหร่าน งานเก่าแก่นี้คือสร้อยคอลูกปัดแก้วที่ซึ่งบนลูกปัด 6 ชิ้น มีลวดลายรูปต้นไม้ที่มาจากศิลปะมีนอกอรีปรากฏอยู่ สร้อยคอนี้มีอายุประมาณ 900 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งถูกขุดพบในเนินเขาฮะซันลูจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันตกทางตอนเหนือของอิหร่าน ศิลปะมีนอกอรีมีมาก่อนการปกครองของจักรวรรดิอะคีเมนิดในอิหร่าน จึงแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่และความเป็นมาของศิลปะมีนอกอรีได้เป็นอย่างดีและยังเป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคอาคีเมนิดอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์งานมีนอกอรีจำนวนมากจากยุคนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานทองประดับตกแต่งด้วยลวดลายมีนอกอรี ดังนั้นงานศิลปะมีนอกอรีจึงถือเป็นหนึ่งในศิลปะดั้งเดิมของอิหร่าน
งานมีนอกอรีบนเครื่องปั้นดินเผา
งานมีนอกอรีบนเครื่องปั้นดินเผาเป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเมื่อนำทั้งสองมารวมกันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะที่น่าทึ่งขึ้น ความเป็นมาของมีนอกอรีบนเครื่องปั้นดินเผาเริ่มต้นขึ้นเมื่อศิลปะทั้งสองถูกประกอบเข้าด้วยกัน ศิลปะมีนอกอรีบนเครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายอิสลาม ผู้คนในเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ ทางตอนกลางของอิหร่านได้ศึกษาศิลปะและกำลังสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าในสาขานี้เป็นจำนวนมาก พลังของศิลปะชนิดนี้ยิ่งใหญ่มากแม้แต่แม่บ้านก็สามารถสร้างรายได้จากการสร้างผลงานนี้สู่ท้องตลาด ทั้งนี้มีนอกอรีบนเครื่องปั้นดินเผาจึงเป็นของฝากจากเมืองอิสฟาฮานและฮาเมดานของอิหร่าน สีฟ้าจะเป็นสีที่ควบคู่กับงานศิลปะนี้เสมอ เพราะสีฟ้าเป็นสีหนึ่งที่สามารถสื่อถึงความรู้สึกที่สงบให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาจะอธิบายถึงสภาพสังคมที่แตกต่างกันไปตามยุคนั้น ๆ
ขั้นตอนและวัสดุที่จำเป็นของงานมีนอกอรีบนเครื่องปั้นดินเผา
ก่อนจะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมีนอกอรีบนเครื่องปั้นดินเผาหรือศิลปะชนิดอื่นแน่นอนว่าจะต้องทำความรู้จักกับศิลปะชนิดนั้นเสียก่อน และลำดับต่อไปคือการทำความรู้จักกับวัสดุที่สำคัญของศิปละชนิดนั้น ในที่นี้จะแนะนำถึงวัสดุการทำมีนอกอรีคือ จะต้องมีเครื่องปั้นดินเผาที่ขึ้นรูปแล้ว น้ำยาเคลือบผสมสี กระดาษทราย และปากกาหมึกสีดำ ขั้นแรกนำกระดาษทรายมาขัดเครื่องปั้นดินเผาให้เรียบ จากนั้นให้ทำการวาดลวดลายตามชอบอย่างระมัดระวังและใช้ปากกาหมึกสีดำที่ผสมจากกาวและกราไฟท์เหลววาดทับ ขั้นตอนสุดท้ายใช้น้ำยาเคลือบผสมสีที่ต้องการโดยส่วนมากจะเป็นสีขาว สีฟ้า สีเขียว และสีแดงทาบนชิ้นงาน เสร็จแล้วนำเข้าเตาอบเพื่ออบให้ชิ้นงานแห้ง
สรุปได้ว่า...
มีนอกอรี (อีนาเมล) บนครื่องปั้นดินเผานั้นมีประวัติความเป็นมายาวนาน และยังเป็นศิลปะที่ทอดสะพานเชื่อมระหว่างสองเมืองระหว่างอิสฟาฮานและฮาเมดานเข้าด้วยกัน และยิ่งไปกว่านั้นเป็นศิลปะที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับศาสนา อันเนื่องมาจากศิลปะชนิดนี้ถูกนำไปใช้การตกแต่งในศาสนสถานต่าง ๆ นั้นเอง
หัตถกรรม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหัตถกรรมของอิหร่าน 1

อิหร่านมีอารยธรรมอันรุ่งโรจน์และล้ำลึกเป็นอันมาก เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอารยธรรมทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วมกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อารยธรรมอิหร่านสามารถพบได้ในงานศิลปะที่บรรพบุรุษของชาวอิหร่านได้ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ เช่น มัสยิด พระราชวัง และผลงานอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในผลงานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้มีผลงานด้านศิลปะเป็นบทบาทหลักเป็นตัวกำหนด
ผลงานทางศิลปะถูกนำใช้ในโครงสร้างต่าง ๆ ทางสังคม จนเกิดบทบาทในการถ่ายทอดพันธกิจของตนเอง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอิหร่านโดยการสร้างชั้นงานทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองและระดับชาติที่แตกต่างกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในบรรดาผลงานศิลปะประกอบกับการมีวัฒนธรรมที่หลากหลายทั่วประเทศอิหร่าน เราจึงเห็นผลงานที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหนึ่งในศิลปะที่รุ่งเรืองเหล่านั้นคือศิลปหัตถกรรม ที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมชนเผ่าและวัฒนธรรมแห่งความเป็นชาติ
ในบทความนี้จะนำเสนอถึงงานหัตถกรรมที่ดีที่สุดของอิหร่านที่ซึ่งถูกรู้จักไปทั่วโลก
หัตถกรรมอิหร่านคืออะไร?
งานหัตถกรรมของอิหร่านคือชุดงานฝีมือทางศิลปะตามแบบดั้งเดิมที่ผลิตขึ้นจากแกนของความคิดสร้างสรรค์ ความชอบ และสุนทรียศาสตร์ โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่และขั้นตอนการผลิตจะทำเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลโดยส่วนใหญ่ใช้มือทำและเครื่องมือที่เฉพาะ
ระหว่างงานหัตถกรรมกับสินค้าสมัยใหม่นั้นมีความแตกต่างจนนับไม่ถ้วน งานฝีมือเหล่านี้ไม่เพียงแค่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในแง่ของกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่กลับให้ทัศนคติที่แตกต่างแก่ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะนี้ด้วย ความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมเหล่านี้กับผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันไม่ได้ถูกระบุไว้ในกระบวนการผลิต หรือในรายละเอียดอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะนั้น ๆ วิธีการคิด และความเก่าแก่ทางวัฒนธรรมของภูมิภาคที่ผลิตงานฝีมือเหล่านี้ ดังนั้นศิลปะหัตถกรรมจึงไม่ถือเป็นสินค้า แต่เป็นการแลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างชาติและวัฒนธรรมเสียมากกว่า
ด้วยพื้นฐานเหล่านี้ งานหัตถกรรมจึงถือเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่กระบวนการออกแบบและการผลิต เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และรสนิยมทางศิลปะส่วนบุคคลอันเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นราคาของผลิตภัณฑ์จึงถูกกำหนดโดยอ้างอิงจากราคาวัสดุต้นทุนที่ 20% และ 80% เป็นค่าจ้างของศิลปินผู้ผลิต
คุณสมบัติของงานหัตถกรรมอิหร่าน
งานศิลปะแต่ละชิ้นต้องมีลักษณะที่เป็นไปตามกรอบกำหนดขององค์การขึ้นทะเบียนโลกและปัจจัยทั่วไปอื่น ๆ ดังที่จะแจกแจงถึงคุณลักษณะของศิลปะในงานหัตถกรรมดังนี้
• ดำเนินขั้นตอนการผลิตพื้นฐานด้วยมือ เครื่องมือ และเครื่องมือช่าง
งานหัตถกรรมแต่ละชิ้นมีขั้นตอนหลายขั้นตอน ไม่จำเป็นที่ทุกขั้นตอนต้องด้วยมือ หรือเครื่องมือ และเครื่องมือช่าง หากแต่บางขั้นตอนของการผลิตก็เพียงพอแล้ว ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตตามคุณสมบัติหลัก 80% ถึง 20% ในกระบวนการผลิตและการกำหนดราคา หากมีปัจจัยเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นผลงานศิลปะหัตถกรรมได้เช่นกัน
• มีประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตและกำหนดรูปแบบการออกแบบดั้งเดิม มีความเป็นไปได้ในการสร้างความหลากหลาย และนำการออกแบบที่แตกต่างกันไปใช้ในขั้นตอนการผลิตสินค้า
• การผลิตหรือใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบพื้นเมือง
• การประยุกต์ใช้วัฒนธรรมและการสร้างภาพวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองและของชาติ
• มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
• สามารถสร้างการขยายการผลิตในพื้นที่ใกล้เคียงกันได้
• สามารถถ่ายทอดกรรมวิธีการผลิตผ่านหรือถ่ายทอดวัฒนธรรมนั้น ๆ ได้ เช่น วิธีการของอาจารย์ ศิษย์
การแบ่งประเภทงานหัตถกรรมอิหร่าน
งานหัตถกรรมของอิหร่านมีมากกว่า 300 ชนิด ซึ่งสามารถแบ่งได้ตามประเภทวัสดุของแต่ละชนิดดังต่อไปนี้
- หัตถกรรมไม้
- หัตถกรรมโลหะ
- หัตถกรรมกระดาษ
- หัตถกรรมกระจก
- หัตถกรรมที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมดั้งเดิม
- หัตถกรรมหิน
- หัตถกรรมการถักและสิ่งทอ
ในแต่ละประเภทเหล่านี้สามารถแบ่งย่อยเป็นหลายสิบและอาจเป็นร้อยสาขาและหมวดหมู่ได้อีก ตัวอย่างเช่น ประเภทหัตถกรรมสิ่งทอแบ่งย่อยเป็นงานปักแบบดั้งเดิมชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาขาหัตถกรรมที่มีความหลากหลายมากที่สุดชนิดหนึ่งของอิหร่านและทั่วโลก ซึ่งรวมถึงชุดการปักแบบดั้งเดิมที่ได้รับการลงทะเบียนไว้ถึง 130 สาขา และมีรหัสประจำแต่ละสาขานั้น ๆ
ในครั้งหน้าจะนำเสนอและแนะนำถึงหัตถกรรมของแต่ละหมวดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นและเป็นที่รู้จักของโลกต่อไปว่ามีอะไรบ้าง
หัตถกรรม

ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 8 สีทั้งเจ็ดและวันต่าง ๆ ในสัปดาห์

ดังที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้านี้แล้วว่า สีในศิลปะและแนวความคิดของอิสลามเกิดขึ้นได้โดยวงโคจรรัศมีของแสง  เช่นเดียวกับรัศมีอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของพระเจ้าและความปรีชาญาณของพระองค์ สีจึงเป็นสัญลักษณ์ของการปรากฏอยู่และการมีอยู่จริง ตามความเชื่อของอิสลามรัศมีนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวซึ่งไม่ถูกผสมกับสีใด ๆ  และรัศมีดังกล่าวนั้นเป็นสาเหตุของการปรากฏขึ้นของสีต่าง ๆ และนั้นคือรัศมีแห่งพระเจ้า สีเป็นตัวแสดงสัญลักษณ์และรูปลักษณ์ของการดำรงอยู่ในแง่มุมต่าง ๆสีถูกนำมาใช้ในงานศิลปะของอิหร่านโดยตระหนักถึงความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสีและความหมายเชิงผลกระทบของคำต่าง ๆ ซึ่งผลกระทบที่ว่านี้มีผลต่อจิตวิญญาณที่ผ่านการผสมผสานหรือการประกอบกันของสีดังนั้นการใช้สีแบบดั้งเดิมในศิลปะของอิหร่านโดยส่วนมากเป็นการย้ำเตือนถึงความเป็นจริงบนท้องฟ้าของวัตถุนั้น ๆ เพื่อการเลียนแบบสีตามธรรมชาติอย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ สีจึงเป็นส่วนสำคัญของศิลปะอิหร่านและเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่จำเป็นที่ทำให้เกิดความสนใจในความหมายเชิงสัญลักษณ์เพื่อการเข้าใจถึงความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ศิลปะอิหร่าน ความหมายของสีต่าง ๆ ดั่งในนิยาย “ฮัฟต์ พัยคอร” (Haft Peykar) ของเนซอมี กันจะวี (Nizami Ganjavi) กวีผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 12 ซึ่งยังคงเป็นเรื่องเล่าสอนใจได้เสมอ ในผลงานของเนซอมีได้เขียนถึงนิยายของเบะฮ์รอมกษัตริย์โบราณของอิหร่านที่กำลังแสวงหาหนทางดับทุกข์สู่ความสุขนิรันดรไว้ โดยในนิยายได้อธิบายถึงเจ็ดภูมิอากาศในเจ็ดเหตุการณ์แก่เบะฮ์รอม ซึ่งในแต่ละเหตุการณ์นั้นจะเล่าในหนึ่งคืนภายในบ้านหนึ่งหลังซึ่งมีสีของบ้านที่ต่างกันไปจนครบทั้งเจ็ด ด้วยวิธีนี้ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ระหว่างสีและวันทั้งเจ็ดในหนึ่งสัปดาห์ที่แสดงออกมาในรูปแบบของนิยาย + ขอขอบคุณในการติดตามผลงานของเรา โดยท่านสามารถแชร์และเขียนความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจหรือติชมในชิ้นงานของเราได้ + เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ

หัตถกรรม

ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 7 สีในศิลปะอิหร่าน

ในบทก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับปรัชญาและความหมายของลวดลายและการออกแบบงานศิลปะอิหร่านดั้งเดิมกันไปแล้ว ซึ่งกล่าวได้ว่าประเด็นสำคัญเหล่านั้นคือ การให้ความหมายของลวดลายต่าง ๆ ที่ซ้อนอยู่ในศิลปะอิหร่านดั้งเดิม ซึ่งถือว่ามีความสำคัญกว่าความงดงามที่เห็นได้อย่างประจักษ์ การอธิบายความหมายนั้น ๆ ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางภูมิปัญญาอิหร่าน-อิสลาม เพื่อความต่อเนื่องของเนื้อหาจะขอนำแสนอถึงความเป็นมาและความหมายซึ่งเกี่ยวกับ “สีในศิลปะอิหร่าน” แบบสังเขป ในลำดับแรกต้องกล่าวก่อนว่า สี เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เหมือนกับรูปแบบและลวดลายในทางศิลปะ แต่ที่เด่นกว่าคือตัวของสีจะสะท้อนให้เห็นถึงความหมายของรูปแบบและลวดลายนั้น ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น  การใช้สีในศิลปะอิหร่านจะตระหนักถึงความหมายเป็นหลัก เพื่อเป็นข้อคิดและส่งผลต่อการผสมผสานและความกลมกลืนของสีนั้น ๆ ต่อจิตวิญญาณ ดังนั้นการใช้สีแบบดั้งเดิม (ตามจิตวิญญาณ) เป็นมากกว่าการเลียนแบบสีตามธรรมชาติ เพราะแต่ละสีจะสะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้และคุณลักษณะของสีนั้น ๆ ตามมา ด้วยเหตุนี้ สีจึงเป็นองค์ประกอบหลักของงานศิลปะและสถาปัตยกรรมอิสลามแห่งอิหร่าน และเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เข้าใจถึงความหมายที่ซ้อนอยู่ในงานศิลปะนั้นด้วย ศิลปะอิหร่าน–อิสลาม จะมีวัฏจักรของสีด้วยกัน 7 สี ซึ่งประกอบด้วยสีหลัก 4 สีคือ สีเขียว สีแดง สีฟ้า และสีเหลือง และ 3 สีรองคือ สีดำ สีขาว และโทนสีเทา ชิ้นงานตัวอย่างจากสีเหล่านี้ในศิลปะอิหร่านได้แก่ สีของกระเบื้องตามอาคารหรือมัสยิด เช่น มัสยิดนะศีรุลมุ้ลเมืองชีราซ หรือพรมอิหร่านซึ่งมีสีสันสวยงามและลวดลายที่หลากหลายโดยขึ้นอยู่กับพื้นที่การทอของพรมนั้น ๆ  แต่มีคำถามว่า อะไรคือประวัติความเป็นมาและความหมายทางปรัชญาของสีและการจำแนกสีทั้งเจ็ดนี้? เพื่อความเข้าใจในเบื้องต้นจะขออธิบายดังนี้คือ การนับช่วงเวลาของมนุษย์ทุกคนซึ่งมีการคำนวณวันและเวลาที่เหมือนกันนั้นคือ ในหนึ่งปีมี 365 -366 วัน ในแต่ละวันมี 24 ชม. และในหนึ่งปีมี 12 เดือน และทุกเดือนมี 4 สัปดาห์ และในหนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน ดังนั้นเมื่อต้องการจำแนกผู้คนทั้งหมดที่อาศัยบนโลกใบนี้ตามวันที่ตนเกิด ก็จะได้มนุษย์ออกเป็น 7 กลุ่มหรือ 7 วันด้วยกัน ดังนั้นจะพบว่าการจัดหมวดหมู่นี้เกี่ยวข้องกับวันทั้ง 7 ของสัปดาห์และมันคือการจัดหมวดสีใน 7 วันนั้นเอง อาจเกิดคำถามต่อไปว่า อะไรคือคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้และสิ่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานใด? ชาวอิหร่านโบราณใช้ดาวเคราะห์และสีที่เฉพาะในการเจาะจงวันต่าง ๆ ของสัปดาห์ และอธิบายถึงเรื่องราวการเคลื่อนที่ของมนุษย์จากความมืดสู่ความสว่างและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเส้นทางแห่งชีวิตเพื่อบรรลุความสุขโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ และนี้คือส่วนหนึ่งของศิลปะอิหร่านที่กล่าวถึงเรื่องราวของ 7 สีและวันในสัปดาห์ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสีประจำวัน ความพิเศษ และความเป็นมาจะนำมากล่าวในบทต่อไป. + ขอขอบคุณในการติดตามผลงานของเรา โดยท่านสามารถแชร์และเขียนความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจหรือติชมในชิ้นงานของเราได้ + เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ

หัตถกรรม

ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 6 ลวดลายชัมเซะห์

ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 6 ลวดลายชัมเซะห์

          ในบทก่อนหน้านี้เราได้กล่าวถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ของศิลปะอิหร่านดั้งเดิม โดยเกิดขึ้นตามความต้องการทางโลกทัศน์และความเชื่อทางวัฒนธรรมอิสลามและอิหร่าน ดังนั้นรูปแบบและลวดลายอันหลากหลายที่พบเห็นในศิลปะอิหร่านดั้งเดิมประเภทต่าง ๆ นอกเหนือจากความงดงามทางกายภาพแล้วยังมีมุมมองทางจิตวิญญาณอันเกี่ยวกับความต้องการทางภูมิปัญญาอิหร่านและอิสลามในชิ้นงานนั้น ๆ อยู่ด้วย 

          ในบทนี้จะนำเสนอถึงลวดลายยอดนิยมในการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมนั่นคือ “ลวดลายชัมเซะห์” (ลวดลายดวงอาทิตย์) ซึ่งรูปแบบหลักของดวงอาทิตย์นั้นคือวงกลมวงหนึ่งที่มีจุดรัศมีอยู่ตรงกึ่งกลาง โดยวงกลมนี้จะถูกแบ่งเนื้อที่เท่า ๆ กันจากจุดศูนย์กลาง และด้านในของวงกลมมีการวาดลวดลายและการลงสีที่สวยงามด้วยกฎการออกแบบที่พิเศษสไตล์อิหร่านดั้งเดิม

          ในการออกแบบชัมเซะห์ลำดับแรกคือการวาดวงกลมขึ้นมาแล้วแบ่งส่วนเล็ก ๆ จากจุดกึ่งกลางออกไปยังเส้นรอบวงเท่า ๆ กันออกเป็น 4 หรือ 8 หรือ 12 หรือ 16 ส่วน หลังจากนั้นก็ออกแบบส่วนเล็ก ๆ เหล่านี้ขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วนำไปสู่การออกแบบส่วนอื่น ๆ ที่แบ่งไว้ กระทั้งการออกแบบทุกส่วนของวงกลมเสร็จสมบูรณ์ จึงจะได้ชัมเซะห์ที่ดูคล้ายกับดวงอาทิตย์หนึ่งรูป 

         ความหมายของลวดลายอันนี้อาจจะซับซ้อนเล็กน้อย โดยเป็นที่ทราบกันว่าการวาดรูปวงกลมนั้นจะต้องกำหนดจุดศูนย์กลางก่อนเป็นลำดับแรกและสมมติขนาดของวงกลม จากนั้นลากเส้นรอบวงที่กำลังหมุนรอบจุดศูนย์กลางของวงกลมนั้นเพื่อให้ได้ขนาดและสัดส่วนที่เท่ากัน เมื่อจุดเริ่มต้นของเส้นรอบวงถูกวาดมาบรรจบกันก็จะได้วงกลมที่สมบูรณ์ และการถอดความหมายของลวดลายที่สวยงามก็เริ่มจากจุดศูนย์กลางนี้ โดยถือว่ามันคือสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นของการสรรค์สร้างและการมีชีวิต ที่มีชื่อเรียกว่า หนึ่ง เอกะ ต้นกำเนิดชีวิต หรือความลับที่ถูกซ่อน  การจะรู้จักจุดศูนย์กลางอันนี้จำต้องอาศัยพิสัยหนึ่งเพื่อให้สามารถถอดรหัสถึงที่มาและแหล่งกำเนิดชีวิตหรือศิลปะในพื้นที่เฉพาะนี้ได้

          พิสัยและพื้นที่เฉพาะที่ว่านั้นคือเนื้อที่ในวงกลมที่มุ่งสู่จุดศูนย์กลางแห่งความเป็นเอกะและมุ่งสู่รัศมีแห่งการเข้าใจและรับรู้ ซึ่งวงกลมนี้เป็นรูปทรงที่มีรัศมีอนันต์ที่สามารถเข้าใจได้โดยการเปรียบเทียบไปยังจำนวนของมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมากมาย ดังนั้นความหมายที่ซ่อนอยู่นั้นคือ มนุษย์ทุกคนมีหนทางที่จะเรียนรู้และเข้าใจถึงความลับที่ซ่อนอยู่และจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งทั้งหลายโดยอาศัยแนวคิดจาก “ลวดลายชัมเซะห์” อันนี้  อีกประเด็นหนึ่งคือ เส้นต่าง ๆ เหล่านี้จะมาบรรจบที่จุดศูนย์กลางจุดเดียว โดยศิลปะอิสลามเรียกจุดนี้ว่า “เอกเทวนิยม” สามารถกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า พื้นที่ของวงกลมนั้นถูกประกอบขึ้นโดยจุดศูนย์กลางที่ไร้ขอบเขตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตหรือความหลากหลายทางโลก

          แต่เมื่อทุกสรรพสิ่งเคลื่อนไปสู่จุดเริ่มต้นและแหล่งกำเนิดเดียวกัน พวกมันก็จะเข้าใกล้กันมากขึ้นจนกระทั่งถึงจุดเดียวกันที่อยู่ตรงกลางวงกลม และนี่คือความหมายของ “เอกเทวนิยม” แท้จริงแล้วลวดลายชัมเซะห์บอกเราว่า หากความเข้าใจและการรับรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ดั่งในพิสัยที่ถูกกำหนดไว้ในวงกลมซึ่งกำลังมุ่งสู่จุดศูนย์กลางและแหล่งกำเนิดของตน มันจะทำให้เกิดชีวิตที่งดงามและเป็นชีวิตที่มีความเป็นระบบระเบียบเฉกเช่นดวงอาทิตย์ที่ทอแสงเพื่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ นั้นเอง   

          โดยปกติลวดลายชัมเซะห์ที่ออกแบบมาสำหรับคัมภีร์อัลกุรอานจะเว้นพื้นที่ตรงกลางเอาไว้เพื่อใช้เขียนพระนามของพระเจ้า หรือในหน้าแรกของหนังสือจะมีคำขึ้นต้นว่า “บิสมิลลาฮ์...” (بسم‌الله الرحمن الرحیم) ซึ่งเรียกรูปแบบนี้ว่า “ชัมเซะห์บิสมิลลาฮ์” ดั่งตัวอย่างของลวดลายนี้ในศิลปะอิหร่านดั้งเดิม เช่น ลายกระเบื้อง ลายพรม ลายการตกแต่งคัมภีร์อัลกรุอานและหนังสือกวีของอิหร่าน ลายมีนอกอรี (meenakari) ลายคอตัมกอรี (Khatam) และอื่น ๆ เป็นต้น +

          ขอขอบคุณในการติดตามผลงานของเรา โดยท่านสามารถแชร์และเขียนความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจหรือติชมในชิ้นงานของเราได้ + เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ

หัตถกรรม

ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม บทที่ 4 – หลักการของสัดส่วนในรูปแบบทางเรขาคณิต

ในวัฒนธรรมอิสลาม มนุษย์จะมีองค์ประกอบหลักด้วยกันสองด้านคือ ด้านวิญญาณและด้านร่างกาย โดยวิญญาณสื่อถึงท้องฟ้าและร่างกายสื่อถึงพื้นดิน บนพื้นฐานอันนี้ความผ่าสุขและความสมบูรณ์ ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการสร้างความสมดุลและความเป็นสัดส่วนระหว่างองค์ประกอบทั้งสองนี้โดยขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของผู้นั้น ในบทที่ผ่านมาเราได้กล่าวไปแล้วว่า สี่เหลี่ยมนั่นคือสัญลักษณ์ของพื้นดินและวงกลมคือสัญลักษณ์ของท้องฟ้า และในบทนี้เราจะถอดรหัสอีกสองความหมายที่สำคัญของสัญลักษณ์ทั้งสองนี้ ที่มักนำไปใช้ในการออกแบบศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม  โดยพิจารณาให้สัญลักษณ์ของวงกลม คือ ท้องฟ้า การเคลื่อนไหว และสถานที่ชีวิตด้านวิญญาณ (Spiritual life) และสัญลักษณ์ของสี่เหลี่ยม คือ พื้นดิน ความมั่นคงหนักแน่น และสถานที่ชีวิตด้านวัตถุ (Material life) ศิลปินมุสลิมชาวอิหร่านได้ใช้ความรู้ทางศาสนาอิสลามโดยในที่นี้ได้ใช้หลักความสมดุลเพื่อให้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการดำเนินชีวิต นั่นคือการบรรลุสู่ความสุขและความสมบูรณ์ และหนทางในการบรรลุสิ่งนั้นก็คือการสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างชีวิตด้านวัตถุและชีวิตด้านจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นเอง ในความเป็นจริงสัญลักษณ์ของแนวคิดพื้นฐานเหล่านี้เกิดจากรูปแบบทางเรขาคณิตที่ซับซ้อนในศิลปะอิสลามของอิหร่าน ที่รูปทรงต่าง ๆ ดูซับซ้อนแต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความสวยงาม ซึ่งการสร้างความสมดุลและความกลมกลืน (Harmony) ระหว่างชีวิตด้านวัตถุและชีวิตด้านจิตวิญญาณของมนุษย์เป็นหลักการที่ศิลปินชาวอิหร่านได้ให้ความสำคัญ ดังจะเห็นได้จากงานออกแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรมอิสลามที่อยู่บนพื้นฐานการออกแบบทางเรขาคณิต (Geometric Design) ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน จุดที่น่าสนใจคือ รูปทรงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยการทำซ้ำและการวางรูปทรงกลมและสี่เหลี่ยมไว้ด้วยกัน ซึ่งการจัดระเบียบและการวางรูปแบบเหล่านี้อาจมีความยากและซับซ้อนอยู่เล็กน้อยซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนเป็นประจำ ในที่นี้จะขอนำภาพเกี่ยวกับการจัดวางรูปทรงเหล่านี้มาเป็นตัวอย่างให้ได้ชมกัน เพื่อให้เห็นถึงการจัดวางและการซ้อนรูปทรงกลมและสี่เหลี่ยมว่าทำอย่างไร เมื่อการออกแบบเหล่านี้ได้ถูกรวมเข้ากับสีที่พิเศษซึ่งมีความหมายในวัฒนธรรมอิสลามทำให้เกิดเอฟเฟกต์ที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของการออกแบบและสีสันต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งการออกแบบที่สวยงามเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ในงานศิลปะดั้งเดิมของอิหร่านหลายชิ้น เช่น คอตัม (Khatam) , งานกระเบื้องมัสยิดและอาคาร , งานปกหนังสือ , การปิดทองอัลกุรอาน , งานมีนอกอรี (Iranian Minakari) และอื่น ๆ เป็นต้น  ความหมายของลวดลายเหล่านี้แฝงไปด้วยแนวคิดที่ว่า ความผ่าสุขของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการสร้างความสมดุลอันเหมาะสมระหว่างชีวิตทางวัตถุและชีวิตทางจิตวิญญาณ และหากความสมดุลแห่งชีวิตถูกสร้างขึ้นผลลัพธ์ของมันก็เหมือนดั่งรูปแบบทางเรขาคณิตอันนี้ ซึ่งในขณะที่มันมีความซับซ้อนก็มีความสวยงามคงอยู่ มีการกล่าวกันว่าในอดีตอาชีพเหล่านี้โดยเฉพาะแวดวงนักศิลปินและช่างฝีมือ มีธรรมนูญปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า “ฟุตูต นอเมะฮ์” ซึ่งนอกเหนือจากการเรียนการสอนและฝึกทักษะการปฏิบัติแล้ว ศิลปินควรมีหน้าที่ฝึกอบรมและศึกษาเกี่ยวกับชีวิตทางศาสนาและจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน นั้นก็เพื่อจะได้นำคุณค่าทางจิตวิญญาณเหล่านั้นมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะนั้นเอง ขอขอบคุณที่คอยติดตามผลงานของเรา หากบทความนี้มีประโยชน์ท่านสามารถเผยแพร่และเขียนความคิดเห็นของท่านได้ เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ

หัตถกรรม

ศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม ส่วนที่สาม – สัดส่วน (รูปทรงเรขาคณิต)

ในส่วนที่หนึ่งและสองได้กล่าวถึงหลักการเคลื่อนที่ในการออกแบบและสัญลักษณ์ของการออกแบบไปแล้ว นั้นคือการเคลื่อนที่แบบหมุน และในส่วนนี้จะอธิบายถึงหลักการออกแบบศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิมที่เรียกว่า “สัดส่วน” หรือ “การออกแบบรูปทรงเรขาคณิต” (Geometric Design) ซึ่งรูปแบบในการออกแบบเรขาคณิตมีอยู่ 2 รูปแบบหลักคือ รูปแบบวงกลม และรูปแบบสี่เหลี่ยม โดยทั้งสองรูปแบบมีการนำมาใช้ในศิลปะอิหร่านเป็นเวลานานมาแล้วเมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตกาลตามหลักฐานที่มีอยู่ เช่น ภาพบนแก้วน้ำที่ถูกค้นพบในพื้นที่เมืองชูช จังหวัดคูสิสตานทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่านยุคโบราณ กล่าวได้ว่าทั้งสองรูปแบบนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญในวัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษย์ที่ใช้ในอิหร่านตั้งแต่นั้นมา ดังนั้นวงกลมจึงเป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้าซึ่งนำมาจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ส่วนสี่เหลี่ยมคือพื้นดินหรือความหมายอื่นที่ต่างออกไป เช่น องค์ประกอบของธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ หรืออาจหมายถึง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก หรือแบบแปลนที่ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น อาคารกะบะห์ของชาวมุสลิม  ด้วยเหตุนี้วงกลมและสี่เหลี่ยมจึงเป็นสองสัญลักษณ์ที่สำคัญในการออกแบบสไตล์ดั้งเดิม หากพิจารณาจะพบว่าศิลปินชาวอิหร่านได้นำสัญลักษณ์เหล่านี้มาใช้ได้อย่างประณีต เช่นการออกแบบที่สำคัญอันหนึ่งและมีการนำไปใช้มากในศิลปะอิหร่านซึ่งเรียกว่า นักเช-ตะรันญ์ (ลวดลายตะรันญ์) ซึ่งจะพบเจอลวดลายนี้ได้บนพรม ปกหนังสือ ถาดเงินแกะสลัก กระเบื้องโมเสกอิหร่าน อาจมีคำถามว่าแล้ววงกลมและสี่เหลี่ยมที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน? ซึ่งคำตอบคือ ทั้งสอบรูปแบบนั้นได้ถูกซ้อนไว้ในชิ้นงานตามวิธีการวาดภาพนั้นเอง ซึ่งลวดลายตะรันญ์เกิดจากวงกลมตรงกลางและสี่เหลี่ยมสองอันที่หมุนจากศูนย์กลางของวงกลมเก้าสิบองศา หากลองพิจารณาตามภาพประกอบด้านล่าง จะพบว่าลวดลายตะรันญ์นั้นเกิดจากการรวมกันของวงกลมและสี่เหลี่ยมสองอันนั้นเอง และถ้าหากเรามีเพียงสี่เหลี่ยมหนึ่งอันกับวงกลมหนึ่งวง ก็จะทำให้ได้ลวดลายใหม่อีกหนึ่งชิ้นซึ่งเรียกว่า นักเช-นิชอน (ลวดลายเนชอน) (Neshan Motif) นิชอน หมายถึงเครื่องหมาย ซึ่งเป็นลวดลายที่พิเศษในศิลปะดั้งเดิมอิหร่าน โดยส่วนมากจะอยู่ในศิลปะการปิดทองอัลกรุอานซึ่งถือเป็นศิลปะที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของชาวมุสลิมตามภาพด้านล่างที่นำมาให้ชมกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเนื้อหาต่อไป เราจะได้ทำความรู้จักกับความลับของศิลปะดั้งเดิมอิหร่านให้มากขึ้นและร่วมสนุกไปกับมัน โดยท่านสามารถติดตามและแชร์เพจของเราได้ เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ

หัตถกรรม

การวาดภาพเคลื่อนที่แบบเกลียวกับศิลปะชนเผ่าอิหร่าน - ส่วนที่สองของการเคลื่อนไหวแบบหมุนเวียนในการออกแบบดั้งเดิม

ในส่วนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวิธีการวาดการเคลื่อนที่แบบวงกลม (แบบหมุนหรือเกลียว) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ถึงศิลปะอิสลามและอิหร่านดั้งเดิม กล่าวได้ว่า วิธีการวาดภาพเคลื่อนที่แบบเกลียวคือพื้นฐานของการออกแบบศิลปะสไตล์ดั้งเดิมซึ่งเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและน่าสนใจ ในที่นี้จึงพยายามอธิบายถึงขั้นตอนการทำงานศิลปะชิ้นนี้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าใจในเนื้อหานี้ได้อย่างถ่องแท้ ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเรากำลังทำความรู้จักกับหนึ่งในความลับของศิลปะดั้งเดิมอิหร่าน และนั่นคือการถอดรหัสรูปแบบการเคลื่อนที่การหมุนที่ซับซ้อนนั้นเอง โดยงานศิปละนี้เริ่มต้นด้วยการสมมุติวงกลมหนึ่งขึ้นมา ซึ่งนักออกแบบดั้งเดิมเมื่อมีการออกแบบพื้นที่ใด ๆ ด้วยลวดลายแบบดั้งเดิมแล้วนั้น ขั้นแรกจะวาดวงกลมที่พอดีกับชิ้นงานที่ต้องการขึ้นมาก่อน โดยให้วงกลมอยู่ในกรอบของพื้นที่สามเหลี่ยม ที่พื้นที่ของมันเต็มไปด้วยวงกลมขนาดใหญ่หนึ่งวงและวงกลมเล็ก ๆ หลายวง (ภาพที่ 1) จากนั้นให้แบ่งจำนวนที่ต้องการเท่า ๆ กัน และวาดส่วนโค้งหมุน (ภาพที่ 2) ก็จะได้วงกลมที่มีการเคลื่อนที่แบบเกลียวขนาดเล็กและใหญ่ตามลำดับ หลังจากนั้นก็วาดดอกไม้และใบไม้บนเส้นต่างๆ ของวงกลมที่แสดงถึงทิศทางเดียวกันซึ่งถูกวางไว้อย่างเหมาะสมด้วยวงกลมขนาดต่างๆ ที่เป็นระเบียบ หากลองพิจารณาดูดีๆ จะเหมือนกับทารก (ที่เคลื่อนที่) ในครรภ์ของมารดา การออกแบบแบบสไตล์ดั้งเดิมก็เช่นกันซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยวิธีการหมุนนี้ (ภาพที่ 3) คุณอาจสงสัยว่าวงกลมเล็ก ๆ เหล่านี้มีไว้เพื่ออะไร? ใช่แล้ว วงกลมเล็กๆ เหล่านี้ใช้เป็นพื้นที่จัดวางดอกไม้เพื่อความสวยงามตามการออกแบบสไตล์ดั้งเดิมนั้นเอง รูปแบบสามเหลี่ยมนี้ถูกวางในชิ้นงานศิลปะดั้งเดิมของอิหร่านตามมุมของชิ้นงานต่างๆ และชื่อของสามเหลี่ยมในศิลปะดั้งเดิมอิหร่านคือ ละจัก (lachak) แน่นอนว่าท่านคงเคยเห็นตัวอย่างรูปแบบเหล่านี้ในงานกระเบื้อง (โมเสก) จากอาคารอิหร่าน หรือลวดลายพรม หรือศิลปะแกะสลัก หรือศิลปะการตกแต่งหนังสือ เช่น การปิดทอง มาบ้างแล้ว ในที่นี้เราได้เลือกภาพบางส่วนจากชิ้นงานเหล่านั้นมาให้ท่านได้ชมอีกเช่นกัน  ทุกท่านได้ทราบถึงวิธีการเคลื่อนที่แบบหมุนตามการออกแบบสไตล์ดั้งเดิมและวิธีการสร้างองค์ประกอบหลักของศิลปะสไตล์ดั้งเดิมอิหร่านไปแล้ว ด้วยเหตุนี้การเคลื่อนที่หรือเรื่องราวต่างๆ ของชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความลับ ซึ่งมีวิธีเดียวที่จะค้นพบหนทางและถอดรหัสลับเหล่านี้ได้ นั้นคือ การดำเนินชีวิตและหมุนไปบนแนวทางที่ถูกต้องนั้นเอง การหมุนของวงกลมจึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการดำเนินชีวิตตามการออกแบบสไตล์ดั้งเดิมนี้ ในความเป็นจริงแล้วศิลปะดั้งเดิมอิหร่านนั้น เมื่อการออกแบบหรือไอเดียถูกเปลี่ยนเป็นแนวคิดหนึ่ง จนกลายเป็นโครงการ และนำไปสู่โลกแห่งการออกแบบและการเติมแต่งสีสันที่ได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่สวยงามขึ้นมา  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเนื้อหาต่อไป เราจะมาทำความรู้จักกับความลับของศิลปะดั้งเดิมอิหร่านให้มากขึ้นและร่วมสนุกไปกับมัน ขอให้ท่านคอยติดตามและแนะนำเราแก่เพื่อนของท่านด้วยครับ เนื้อหาและบทความเป็นของ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ หากมีการคัดลอกเนื้อหาขอความกรุณาใส่เครดิตด้วยครับ ขอขอบคุณครับ

หัตถกรรม

ทำความรู้จักกับศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม ส่วนที่หนึ่ง - การออกแบบสไตล์ดั้งเดิม

บางทีอาจมีคำถามเกิดขึ้นสำหรับคุณว่า อะไรคือปัจจัยในการก่อตัวขึ้นของการออกแบบและแบบแปลน (ทางศิลปะ) ต่างๆ ของอิหร่าน-อิสลาม และมีพื้นฐานมาจากสิ่งใด? งานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม งานเขียนสีวิจิตร (ดีไซน์) งานโลหะ งานกระเบื้อง และศิลปะอิสลามที่สำคัญของอิหร่านที่เราพบเห็นนั้นเกิดขึ้นจากองค์ประกอบใดบ้าง เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรคือกฎและหลักการที่ซับซ้อนเหล่านั้น? และคำตอบของมัน คือ การออกแบบต่างๆ เหล่านี้อยู่บพื้นฐานการออกแบบตามศิลปะสไตล์อิหร่านดั้งเดิม โดยการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมนั้นคือ การวาดชุดของรูปทรงและลวดลายที่บรรดานักศิลปะได้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการตกแต่งงานศิลปะและงานสถาปัตยกรรมที่เป็นไปตามช่วงยุคสมัย เนื่องจากรูปแบบที่มั่นคงทางแบบแปลนและมีความสวยงามที่เด่นชัด จนสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณให้แก่ผู้พบเห็นถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปเท่าไรก็ตาม จนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาหรือชาติพันธุ์ และต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและอารยธรรมอิหร่าน – อิสลาม ไปโดยปริยาย การออกแบบลวดลายดั้งเดิมที่ใช้ในงานศิลปะ เช่น เครื่องปั้นดินเผา งานกระเบื้อง งานก่ออิฐ งานปูนปั้น ลายพรม งานเขียนตกแต่งด้วยเงินและทอง (เอกสารตัวเขียนสีวิจิตร Illuminated manuscript) เป็นต้น อาจมีคำถามอื่นอีกว่า อะไรคือคุณสมบัติพิเศษของการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิม และอะไรทำให้การออกแบบประเภทนี้แตกต่างจากประเภทอื่นๆ ที่คล้ายกัน? การออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมถูกสร้างบนพื้นฐานของรูปแบบองค์รวมที่เป็นระบบ สวยงาม และมีความหมายซ่อนอยู่ ซึ่งหลักการเหล่านี้จัดอยู่ในหลายหมวดหมู่ด้วยกัน ลำดับแรกคือหลักของการเคลื่อนที่ (วิวัฒนาการสู่ความสมบูรณ์) กล่าวกันว่าหลักของการเคลื่อนที่ในการออกแบบสไตล์อิหร่านนั้นก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีการเคลื่อนที่ทั้งสิ้น และการเคลื่อนที่นี้ หากเคลื่อนไปตามแนวทางที่ถูกต้องจะทำให้สิ่งนั้นเกิดความสมบูรณ์ขึ้น ตัวอย่างเช่น  ตัวอ่อน (ทารกในครรภ์) ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และถูกต้อง จนเกิดเป็นทารกน้อยที่สมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตอื่นก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพืชเล็กๆ หรือตัวอ่อนของมนุษย์ (ก็อาศัยหลักการเคลื่อนที่และวิวัฒนาการนี้)  หลักการนี้เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมซึ่งรวมทั้งการเคลือนที่ในรูปแบบเกลียว (Logarithmic spiral) หรือการหมุนแบบก้นหอยทาก ความหมายการเคลือนไหวแบบเกลียว (Logarithmic spiral) ดั่งรูปแบบที่ 1 ดังนั้นการหมุนเกลียวในการออกแบบสไตล์อิหร่านดั้งเดิมจึงเป็นสัญลักษณ์ของหลักการเคลื่อนที่ รูปแบบที่ 2 คำถาม : คุณสามารถหาเกลียวในภาพด้านล่างได้หรือไม่?

หัตถกรรม

ประวัติและการใช้งานของ "กาลัมกอรี" ศิลปะดั้งเดิมของเมืองอิสฟาฮาน

ประวัติและการใช้งานของ "กาลัมกอรี" ศิลปะดั้งเดิมของเมืองอิสฟาฮาน
กาลัมกอรี เป็นศิลปะที่ประกอบด้วยสองส่วน คือ "กาลัม" ซึ่งหมายถึง "ปากกา" และ "กอร์" (Kar) ซึ่งหมายถึง "การทำงาน" ดังนั้น กัมลากอร์ จึงเป็นศิลปะที่ใช้ปากกาในการสร้างลวดลายและรูปแบบต่างๆ บนผืนผ้า โดยปกติแล้วศิลปะนี้จะใช้ปากกาเขียนลวดลายต่างๆ ด้วยมือหรือเครื่องมือในการวาดภาพบนผืนผ้า

เมื่อมีการใช้แม่พิมพ์ไม้ในการสร้างลวดลาย กาลัมกอร์จึงกลายเป็นศิลปะผสมที่เรียกว่า "กาลัมกอรีนักกอชี" ซึ่งรวมเอาศิลปะการพิมพ์ลายบนผ้า หรือที่เรียกว่า "ชีทซอซี" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ศิลปะการทำชีทซอซีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้แม่พิมพ์ไม้ในการพิมพ์ลวดลายบนผ้าที่ทำจากผ้าคาร์บาส (ผ้าลินิน), ผ้าคอตตอน หรือผ้าฝ้าย ซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักในงานผ้าปูโต๊ะและผ้าคลุมแบบดั้งเดิมของเมืองอิสฟาฮาน

ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างกาลัมกอรี, กาลัมกอรีนักกอชี, และชีทซอซี คือการใช้แม่พิมพ์ในการพิมพ์ลวดลายที่ส่งผลต่อกระบวนการสร้างศิลปะเหล่านี้ โดยการใช้แม่พิมพ์ไม้จะเพิ่มมิติและรายละเอียดให้กับงานศิลปะที่เกิดขึ้น

ประวัติศาสตร์ของ "กาลัมกอรีนักกอชี"
การทำกาลัมกอรี หรือการพิมพ์ลวดลายบนผ้ามีประวัติยาวนาน โดยไม่สามารถระบุช่วงเวลาเริ่มต้นที่ชัดเจนได้ แต่จากแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เราทราบว่าการตกแต่งผ้ามีอายุประมาณสองพันปีและมีการแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย อียิปต์ และจีน

มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในอิหร่าน การใช้ลวดลายพิมพ์บนผ้าเริ่มต้นในยุคซาเซเนียน(ศตวรรษที่ 3 ถึง 7) ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลาย ในการขุดค้นที่เมืองเนชอบูร์พบเครื่องมือที่ใช้ในการพิมพ์ลวดลายบนผ้า ซึ่งเป็นแม่พิมพ์หินที่เก่าแก่ที่สุดในอิหร่าน โดยมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 4 และ 5 ฮิจเราะห์ (ประมาณศตวรรษที่ 11 ของคริสต์ศักราช)

จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ศิลปะการทำกาลัมกอรีในอิหร่านเริ่มเป็นที่นิยมในสมัยจักรวรรดิอิลคานิด (1256–1356) โดยในช่วงเวลานี้ขุนนางมองโกลได้ให้การสนับสนุนศิลปินที่ทำงานในสาขานี้ ตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดที่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบันคือสมัยราชวงศ์กัซนาวิด (977–1187) ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ศิลปะการทำกาลัมกอรีมีการแพร่หลายมาก่อนสมัยอิลคานิด

อย่างไรก็ตาม การวาดลวดลายบนผ้าโดยใช้กาลัมกอรีเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงราชวงศ์ทิมูเรีย (1370–1506) และเจริญรุ่งเรืองมากในช่วงสมัยซาฟาวิด (1501–1736) ซึ่งกรุงอิสฟาฮานในช่วงนั้นกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้ากาลัมกอร์ที่สำคัญที่สุดในอิหร่าน ช่วงนั้นมีการผลิตผ้ากาลัมกอร์เพื่อใช้ในการผลิตเสื้อผ้าหรูหราซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งขุนนางและพ่อค้า ศิลปะการทำกัมลากอร์ ยังคงได้รับความนิยมจนถึงกลางสมัยกาจาร์ (ศตวรรษที่ 19) แต่เริ่มลดความนิยมลงหลังจากนั้น.

กาลัมกอร์นักกอชีในยุคปัจจุบัน
ในประวัติศาสตร์ คนทั่วไปได้ใช้ผลิตภัณฑ์จากกาลัมกอรีแต่เนื่องจากต้นทุนที่สูงในการผลิตผ้าชนิดนี้ ทำให้การใช้ผ้ากาลัมกอร์ในวงกว้างเป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงมีการคิดค้นเทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตผ้าและเพิ่มความเร็วในการผลิต ในตอนแรกมีการผสมผสานศิลปะการทำชีทซอซี กับกาลัมกอรีโดยใช้เทคนิคการพิมพ์ในการผลิตผ้า แต่ต่อมา การใช้แม่พิมพ์เพียงอย่างเดียวในการพิมพ์ลวดลายบนผ้าได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่า

ในปัจจุบัน การใช้แม่พิมพ์ไม้และพลาสติกเพื่อสร้างลวดลายบนผ้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และผลงานนี้ได้ถูกเรียกว่า "กาลัมกอร์นักกอชี" ซึ่งเป็นการพิมพ์ลวดลายบนผ้าที่ผลิตออกมาสำหรับคนทั่วไป

ศิลปะกาลัมกอร์ดั้งเดิมที่ใช้ฝีมือมนุษย์ในการสร้างลวดลายซับซ้อนยังคงมีความยากกว่าและมีต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จากกาลัมกอร์ดั้งเดิมจึงไม่ความสามารถแข่งขันในเชิงราคากับผ้ากาลัมกอร์ที่ผลิตโดยการพิมพ์แบบใหม่ นักศิลปะที่เชี่ยวชาญในกาลัมกอร์ดั้งเดิมจึงมีจำนวนน้อย และศิลปะกาลัมกอร์แบบดั้งเดิมจึงถือเป็นหนึ่งในศิลปะที่กำลังเสี่ยงสูญหาย

คุณสมบัติของกาลัมกอร์นักกอชี
ในงานฝีมือที่เกี่ยวกับกาลัมกอร์นักกอชีนี้ จะมีลวดลายต่างๆ เช่น รูปสัตว์และธรรมชาติ  ภาพมินียาทูร์  ดอกไม้และใบไม้ การออกแบบที่เกี่ยวกับอิสลาม การเขียนตัวอักษร และลวดลายทางศาสนา ถูกพิมพ์ลงบนผ้า เนื่องจากผ้าฝ้ายมีคุณสมบัติที่ดีในการดูดซึมสี จึงมักจะใช้ผ้าฝ้ายในการทำกาลัมกอร์นักกอชีและชีทซอซี นอกจากนี้ผ้าขนสัตว์จะไม่ค่อยถูกใช้ในงานนี้

สีที่ใช้ในศิลปะนี้มีแหล่งที่มาจากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสีสันที่มีคุณภาพและความเป็นธรรมชาติ สำหรับแม่พิมพ์ที่ใช้ในการพิมพ์ลวดลายบนผ้า มักจะทำจากไม้ประเภทต่างๆ เช่น ไม้แอปเปิล ไม้ลูกพลับ และไม้ฮอว์ธอร์น

ในปัจจุบัน ผ้ากาลัมกอร์ส่วนใหญ่จะถูกใช้ในการทำผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ผ้าคลุมโต๊ะอาหาร และพรมสำหรับใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา

การขึ้นทะเบียน "กาลัมกอร์นักกอชี" เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ในปี 2009 ได้มีการจัดทำแฟ้มเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียน "กาลัมกอร์นักกอชี" เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชาติอิหร่าน และได้รับการขึ้นทะเบียนด้วยหมายเลข 65 ซึ่งถือเป็นการรับรองคุณค่าทางวัฒนธรรมและศิลปะของผลงานนี้ นอกจากนี้ ในปี 2012 "การพิมพ์กาลัมกอร์" หรือ "ชีทซอซี" ได้รับการขึ้นทะเบียนในรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของอิหร่านด้วยหมายเลข 770

คุณสมบัติที่ทำให้ศิลปะนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนรวมถึงความเป็นพื้นบ้านและดั้งเดิม ความมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีการฝึกอบรมโดยอาจารย์และการดำเนินงานของโรงงานผลิตที่ยังคงดำรงอยู่ ทำให้ทั้งสองศิลปะนี้ได้รับการยอมรับในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ

https://fa.icro.ir/Handicrafts/%D8%AA%D8%A7%D8%B1%DB%8C%D8%AE%DA%86%D9%87-%D9%88-%DA%A9%D8%A7%D8%B1%D8%A8%D8%B1%D8%AF%D9%87%D8%A7%DB%8C-%D9%82%D9%85%D9%84%DA%A9%D8%A7%D8%B1-%D9%86%D9%82%D8%A7%D8%B4%DB%8C%D8%8C-%D9%87%D9%86%D8%B1%DB%8C-%D8%A7%D8%B5%DB%8C%D9%84-%D8%AF%D8%B1-%D8%B4%D9%87%D8%B1-%D8%A7%D8%B5%D9%81%D9%87%D8%A7%D9%86

 

 

 

 

หัตถกรรม

มูทอบี ทักษะในการทอผ้าอย่างแข็งแรงและทนทาน

มูทอบี ทักษะในการทอผ้าอย่างแข็งแรงและทนทาน

การเลี้ยงสัตว์ทำให้มนุษย์สามารถได้อาหาร รวมถึงขนและหนังสัตว์และวัตถุดิบอื่นๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ในระหว่างนี้ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นและเติบโตขึ้น โดยส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือพื้นฐานและแรงงานมือในการผลิตผลิตภัณฑ์ของพวกเขา "มูทอบี" เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายและแรงงานมือในการนำขนแพะและอูฐมาใช้ในการปั่นเส้นด้าย

มูทอบี คืออะไร?

การทำมูทอบี เป็นการปั่นเส้นด้ายที่ใช้ขนแพะโดยใช้จักรมือเพื่อแปรสภาพขนแพะให้กลายเป็นเส้นด้าย ตาข่าย หรือเชือก ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการใช้เทคนิคมูทอบี มีความแข็งแรงมากและใช้ในงานต่างๆ เช่น การตั้งเต็นท์ของชนเผ่าเร่ร่อน การผูกสัตว์สี่เท้า การทำเครื่องไม้เครื่องมือการเกษตรให้ทนทาน การมัดเครื่องใช้ของอูฐ และการผลิตผ้าคลุมสี่ชิ้น การใช้ขนแพะในการทอเต็นท์ของชนเผ่าเร่ร่อนเป็นเพราะในอากาศร้อน ขนแพะจะเปิดออกทำให้มีการหมุนเวียนของอากาศและทำให้ภายในเต็นท์เย็น นอกจากนี้ หลังจากฝนตก ขนแพะจะมีลักษณะเหนียวและช่วยป้องกันน้ำจากการซึมเข้ามาในเต็นท์ได้ วัฒนธรรมการทอเต็นท์ของชนเผ่าเร่ร่อนด้วยขนแพะยังคงดำเนินต่อไป แต่เมื่อเทคนิคมูทอบี เริ่มหายไป สตรีในชนเผ่าเร่ร่อนหันไปใช้เทคนิคที่เรียกว่า "อัชตีรีซี" แทน ถึงแม้ว่ามูทอบี ยังคงได้รับความสนใจในฐานะเป็นทักษะที่ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรงและมีประโยชน์มาก

วิธีการทำมูทอบี

ช่างฝีมือในการทำมูตาบีใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนกว่าจักรปั่นด้ายมือทั่วไป นอกจากนี้ในการทำมูทอบี ยังใช้ขนแพะ ซึ่งแตกต่างจากจักรปั่นด้ายที่ใช้ปั่นฝ้ายเป็นด้าย สำหรับการเตรียมวัสดุ ขนแพะสีดำและสีอื่นๆ จะถูกแยกออกจากกัน ซึ่งขนเหล่านี้อาจได้จากแพะที่มีชีวิตหรือจากหนังที่ผ่านการฟอกแล้ว ช่างฝีมือมูทอบี เชื่อว่าคุณภาพของขนแพะจากแพะที่มีชีวิตดีกว่า ขั้นตอนแรก ขนแพะจะถูกตีบนแท่นที่เรียกว่า "ตัดต์ซีกา" เพื่อแยกเส้นใยและคลายขนที่พันกัน จากนั้นขนจะถูกแปรรูปด้วยคันธนูเฉพาะตัวเพื่อให้ได้ขนที่แยกออกเป็นเส้นๆ และในขั้นตอนสุดท้าย ขนจะถูกปั่นเป็นเส้นด้ายหรือเชือก ในมูทอบียังใช้ขนอูฐโดยเฉพาะขนจากบริเวณโคนคอที่ยาวกว่า

คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผลิตภัณฑ์จากมูทอบีคือความแข็งแรง ความแข็งแรงนี้จะไม่เห็นในผลิตภัณฑ์ที่ทอด้วยเครื่องจักรไฟฟ้า จึงทำให้มูทอบีที่ทำด้วยมือมีคุณค่าพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์

มูทอบีแพร่หลายที่ไหน?

ก่อนที่เครื่องปั่นด้ายรุ่นใหม่จะเข้ามาแทนที่ ชาวบ้านมักจะใช้เวลาว่างหรือช่วงเวลาที่รวมกลุ่มกันมาทอเส้นด้ายและทำมูทอบีโดยใช้ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านและจักรปั่นด้ายมือ นอกจากนี้ยังมีโรงงานขนาดเล็กในพื้นที่ต่างๆ ที่ใช้เครื่องมือพื้นฐานในการทำมูทอบีและปั่นด้าย ปัจจุบันอาชีพนี้มีความจำกัดและยังคงพบได้ในบางพื้นที่ของจังหวัดฮัมเมดาน  ยัซด์ และโลเรสตาน โดยเฉพาะในหมู่บ้านเบฟรูอิเยห์ เมืองมียาดในมณฑลยัซด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านการทำมูทอบีที่มีประวัติยาวนาน ในอดีตประชาชนในแต่ละหมู่บ้านของมียาดมีอาชีพเฉพาะ หนึ่งในนั้นคือมูทอบีเป็นที่แพร่หลายในยุคนั้น

การขึ้นทะเบียนมูทอบีในระดับชาติ

จนถึงปัจจุบัน มูทอบีได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติในหลายครั้ง เช่น การจดทะเบียน "ศิลปะและทักษะมูทอบี" ของมณฑลโลเรสตานในปี 2022 และในปี 2012 มูทอบีจากฮัมเมดานได้รับการจดทะเบียนในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของอิหร่าน รวมทั้งมูทอบีจากหมู่บ้านเบฟรูอิเยห์ ก็ได้รับการจดทะเบียนในปี 2014 ในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของประเทศ

https://fa.icro.ir/Handicrafts/%D9%85%D9%88%D8%AA%D8%A7%D8%A8%DB%8C%D8%8C-%D9%81%D9%86%DB%8C-%D8%A8%D8%A7-%D8%A8%D8%A7%D9%81%D8%AA%D9%87%E2%80%8C%D9%87%D8%A7%DB%8C%DB%8C-%D9%85%D8%AD%DA%A9%D9%85-%D9%88-%D8%A8%D8%A7%D8%AF%D9%88%D8%A7%D9%85

 

หัตถกรรม

مهارت‌های کهن قالیبافی فارس

قالیبافی به عنوان یکی از هنرهای دستی ایران، در استان فارس نقش و نگار و شیوه بافتی خاص پیدا کرده است.

قالیبافی یکی از هنرهای دستی کهن ایران‌زمین است. این هنر در هر نقطه از این سرزمین، متناسب با جغرافیا و رسوم همان منطقه، تغییراتی پیدا کرده است. از جمله مناطق ایران که این هنر سنتی را به سبکی خاص به اجرا درمی‌آورد و محصولاتی ویژه عرضه می‌کند، فارس است. مهارت‌های قالیبافی در استان فارس که یکی از استان‌های باستانی ایران به شمار می‌رود، به عنوان میراث فرهنگی ناملموس ایران در تونسکو به ثبت جهانی رسیده است.
 

سنت دیرینه قالیبافی

استان فارس به عنوان یکی از استان‌های پهناور ایران شناخته می‌شود و در جنوب آن قرار گرفته است. این استان را به خاطر وجود درختان نارنج و سنت دیرینه قالیبافی، «منطقه نارنج و ترنج» لقب داده‌اند. تقریبا یک سوم جمعیت این استان را عشایر چادرنشین تشکیل می‌دهند که با پرورش دام، روزگار می‌گذرانند. در بین این عشایر، قالیبافی از گذشته‌های بسیار دور رواج داشته است. مهارت‌های منحصر به فرد عشایر قشقایی و فارس در قالیبافی، قالی فارس را شهرتی جهانی داده و آن را به عنوان سوغات این استان مطرح کرده است.

مدارک و شواهد تاریخی نشان می‌دهد مهارت‌های قالیبافی فارس، قدمتی 1200 ساله دارد. قدیمی‌ترین مدرک در این باره، در صورت اموال خزانه‌داری هارون‌الرشید (خلیفه سلسله عباسی که حوالی سال 800 میلادی حکومت می‌کرد) پیدا شده است. در این فهرست نام برخی کالاها مانند قالی خلیفه، هزار بساط ارمنی، پانصد بساط طبیری و سیصد بساط دشت می‌شان به چشم می‌خورد.

 

ویژگی‌های قالی فارس

قالی فارس در طول تاریخ تغییرات فراوانی از نظر طرح و نوع بافت به خود دیده است، با این حال می‌توان ویژگی‌های مشترک آن را در این موارد خلاصه کرد:

• وزن متوسط
• نرمی و ظرافت
• غالب بودن رنگ‌های نه چندان روشن
• وجود حاشیه‌ای که تا هفت لایه
• غالب بودن نقش‌های گوشه‌دار بر نقش‌های قوس‌دار
• وجود نوارهای بافته‌شده با سبک گلیم در رنگ‌های آبی، قرمز و بلوطی، به خصوص در قالی‌های قدیمی
• وجود سه ترنج (لوزی) متصل به هم در میانه قالی و نبود طرح در گوشه آن.
با وجود آن که قالیبافی در سراسر ایران به عنوان یک هنر دستی رواج دارد، قالی فارس از ویژگی‌هایی خاص برخوردار است که آن را نسبت به بقیه نقاط ایران متمایز می‌کند: تارهای قالی فارس به طور کامل از پشم تشکیل می‌شود و اگر در آن از ابریشم استفاده شود، آن را رنگ نمی‌کنند. از این رو رنگ اصلی قالی همیشه نمایان است. در سراسر استان فارس، تنها در برخی مناطق کوهستانی مانند داراب، آباده، فراغه، اقلید و بعضی قسمت‌های نیریز که قالی‌های ریزبافت و ظریف در آن‌ها بافته می‌شود، تار و پود را از پنبه تهیه می‌کنند.
به طور کلی قالی با دو پود بافته می‌شود، ولی در برخی مناطق، قالی را با یک پود می‌بافند و به آن «گبه» می‌گویند. این نوع قالی‌ها، به خاطر سبک بافت، بسیار لطیف هستند ولی دوام بالایی دارند.
یکی دیگر از انواع قالی‌هایی که در فارس بافته می‌شود، «گلیم» و «جاجیم» است. رنگ‌های مورد استفاده در تارهای این نوع قالی بسیار متنوع است و به بافنده امکان می‌دهد طرح‌ها و نقوش رنگارنگ و مختلفی خلق کند. جاجیم را معمولا با خطوط باریک و نقوشی راه‌راه می‌بافند.
 

طرح‌های قالی فارس

استان فارس قله‌های بلند و آب و هوایی نسبتا معتدل دارد. عشایر استان برای تامین غذای دام‌های خود، در تابستان و زمستان محل زندگی خود را تغییر می‌دهند و در این کوچ دائمی، با طبیعت زندگی می‌کنند. از این رو چشم‌اندازهای زیبای این استان که با زندگی عشایر گره خورده، به خوبی در طرح‌هایی که در بافت قالی مورد استفاده قرار می‌گیرد، متجلی شده است. بیشتر طرح‌هایی که در بافت قالی‌های فارس مورد استفاده قرار می‌گیرد، به صورت ذهنی و بدون طرحِ قبلی، ساخته شده است.
به خاطر کوچ دائمی عشایر، دارهای قالی از نقطه‌ای به نقطه دیگر منتقل می‌شود. بدین ترتیب در مدت بافت کامل یک قالی، ممکن است چند بار دار از جایی به جای دیگر برده و تنظیم شود. معمولا یک قالی که بافت آن تمام شده، «دستور» نامیده می‌شود و به عنوان الگویی برای شروع بافت قالی‌های دیگر مورد استفاده قرار می‌گیرد. برای آن که دستورالعملی برای نصب مجدد دار قالی وجود داشته باشد، یک قالی دستور همیشه در دسترس قالیبافان وجود دارد.
مهارت‌های ظریف قالیبافی و ترفندها و نکات ظریف آن، از سوی زنان عشایر اجرا و از نسلی به نسل دیگر منتقل می‌شود.
 
انواع طرح‌های قشقایی
کارشناسان طرح‌های مورد استفاده در قالی‌های قشقایی را به دو دسته تقسیم کرده‌اند:
• طرح‌های سنتی که شکل‌های هندسی دارند و بدون طرحِ چاپ‌شده و از پیش آماده بافته می‌شوند،
• طرح‌های منظم که به صورت متقارن طراحی و اجرا می‌شوند.
در یک تقسیم‌بندی کلی، قالی‌های فارس به 10 دسته تقسیم می‌شود که هر کدام زیرمجموعه‌هایی دارد. در این جا برای اختصار فقط به دسته‌های اصلی این تقسیم‌بندی اشاره می‌شود:
1. نگاره‌های مرغی و طرح‌های کله مرغی
2. نقش‌های گیاهی
3. نقش‌های بته‌ای
4. نقوش حیوانات
5. نقوش عناصر گردونه خورشید
6. نقوش انواع گل‌ها
7. نقوش ستارگان
8. نقوش شطرنجی
9. نقش‌های دندانه‌دار ماهی و برگ
10. نقوش لوزی با آرایه‌های چهار بازویی
 
شیوه بافت
قالی فارس هنوز هم به شیوه‌های سنتی بافته می‌شود. در مجموع دو روش کلی برای بافت این قالی وجود دارد: «لول» و «تخت». اکثر عشایر قشقایی به شیوه «لول» یا «نیم‌لول» قالی می‌بافند. قالی‌های بافته‌شده به سبک تخت نرم‌تر هستند و زمانی که روی زمین پهن می‌شوند، زیاد صاف به نظر نمی‌رسند.
قالیبافان فارس به خلاف قالی‌هایی که در بیشتر مناطق ایران بافته می‌شود، از دار قالی افقی استفاده می‌کنند. البته در سال‌های اخیر با گسترش کارگاه‌های قالیبافی، دارهای ایستاده نیز گسترش پیدا کرده است. علاوه بر این بر خلاف گذشته، از طرح‌های ذهنی استفاده کمتری می‌شود.
หัตถกรรม

نسخه‌پردازی، فن کهن زیباسازی کتاب در ایران

یکی از عواملی که سبب شده نسخه‌پردازی به عنوان هنر زیباسازی کتاب در ایران رشدی چشم‌گیر پیدا کند، پیشینه علمی این سرزمین است.

در گذشته‌های دور که صنعت چاپ وجود نداشت، نسخه‌برداری مهم‌ترین شیوه تکثیر کتاب و انتقال مفاهیم علمی بود، صنعتی که ایرانیان آن را به یک هنر تبدیل کردند و نسخه‌پردازی را از آن به وجود آوردند. 

نسخه‌پردازی در ایران

نسخه‌پردازی در زمان ساسانیان، توسط مانوی‌ها، مسیحیان و یهودیان در ایران گسترش یافت. مانوی‌ها در آن زمان پیشتاز هنر نسخه‌پردازی بودند. برخی کتاب‌ها که در حدود قرن هشتم و نهم هجری توسط آنان صحافی شده، در ترکستان چین پیدا شده است.
پس از اختراع کاغذ توسط چینی‌ها، این اختراع در سال 740 میلادی به سمرقند وارد شد و گسترش یافت. به تدریج استفاده از کاغذ در سرزمین‌های اسلامی به اندازه‌ای رواج پیدا کرد که در قرن دهم هجری، این محصول در بغداد به میزان انبوه تولید می‌شد. هم‌زمان فنون تولید کاغذ که در آن از مواد معدنی بومی استفاده می‌شد، در ایران پیشرفت کرد.
 

نسخه‌پردازی چگونه انجام می‌شد؟

نسخه‌پردازی به این شکل بود که متن یک کتاب ابتدا به وسیله دست نوشته و سپس صفحات آن به شیوه‌های مختلف تزئین می‌شد. در نهایت هم صفحات کتاب صحافی می‌شد و در یک جلد محکم قرار می‌گرفت. 
هر کتاب با شمسه‌هایی تزئین می‌شد که هنر تذهیب در آن به کار رفته بود. این کار علاوه بر زیبایی، امکان معرفی حامی یا صاحب کتاب را فراهم می‌کرد.
 

در نسخه‌پردازی از چه موادی استفاده می‌شد؟

در نسخه‌پردازی از رنگ‌های مختلف گیاهی و معدنی استفاده می‌شد. مینیوم (خاک سرخ)، شنگرف، اخرای زرد، زرنیخ زرد، سفید گچی، سفیداب سرب، آبی زنگاری (زنگار مس)، گرد مرمر سبز، گرد لاجورد و لاجورد که از دیگر مواد گران‌قیمت‌تر بود، از جمله مواد اولیه برای تهیه رنگ به شمار می‌رفت. این رنگدانه‌ها با بعضی حلال‌های طبیعی ترکیب می‌شد و هنرمند نسخه‌پرداز، آن را با قلمی که از موی گربه یا سمور ساخته شده بود، برای نقاشی مورد استفاده قرار می‌داد.
برای تهیه جلد، از پوست بز (قسمت بیرونی) و پوست گوسفند (قسمت داخلی) استفاده می‌کردند. ممکن بود گاهی چرم مورد استفاده در جلد کتاب، برای نمایش نگاره‌ها برش بخورد.
 
کاربرد نسخه‌پردازی چه بود؟
برخی مجلدها در قطعی بسیار بزرگ، به دستور پادشاهان یا مقامات حکومتی ساخته می‌شد. در گذشته کارگاه‌هایی برای نسخه‌پردازی وجود داشت و خرید و فروش کتاب‌های نسخه‌پردازی‌شده بسیار رایج بود و کاتبان افرادی مورد احترام بودند.
 
گسترش نسخه‌پردازی در ایران
تاریخ دقیق آغاز نسخه‌پردازی در ایران مشخص نیست، ولی برخی محققان معتقدند نسخه‌های خطی عهد ساسانیان که در شهر استخر کشف شده، نشان می‌دهد این هنر در دوره ساسانی ریشه دارد.
پس از اسلام، نسخه‌پردازی در ایران گسترش پیدا کرده و برخی نسخه‌های ساخته‌شده توسط هنرمندان ایرانی قرن‌های دهم و یازدهم میلادی، در کتابخانه مشهور چستر بیتی (Chester Beatty) دوبلین نگهداری می‌‌شود. یک جلد قرآن که با یک ردیف از شاخ‌های دو تایی بز کوهی تزئین شده نیز در استانبول نگه‌داری می‌شود. این کتاب در سال 972 میلادی ساخته شده و پس‌زمینه آن طرحی با شطرنجی‌های الماس‌شکل است که یک گل رز در محل تقاطع خانه‌های شطرنجی رسم شده است. یک جلد قرآن دیگر نیز وجود دارد که در طرحی مشابه، یک چلیپا در محل‌های تقاطع طراحی شده است و طرح‌های پازیریک (متعلق به دوران هخامنشیان) را یادآوری می‌کند.
 
کتاب‌سازی در دوره‌های مختلف چه تقاوت‌هایی به خود دیده‌ است؟
در دوره ایلخانی (قرن 13 و 14 میلادی) در بخش‌های مختلف کتاب، طرح‌های زاویه‌دار، طرح‌های ستاره‌دار و نقش‌های چلیپایی و بادامی‌شکل به کار می‌رفت. برای جلد نیز از طرح نخل یا لبه‌برگردان استفاده می‌شد. آستر و بدرقه‌ها نیز با نقش‌های اسلیمی مهرشده طراحی می‌شد. معمولا طلا به صورت پودری روی کتاب پخش می‌شد یا به عنوان ماده خام برای تزئین جذاب‌تر صفحات، حاشیه‌ها، شمسه‌ها انگاره‌ها، جلد یا لبه‌برگردان‌ها کاربرد داشت.
از ابتدای قرن چهاردهم میلادی، با ورود پارچه‌های نقش‌دار از شرق، هنر و صنایع دستی ایران نیز تحت تاثیر نقش‌های چینی قرار گرفت. استفاده از حلقه ابرهای چینی به دوران تیموری (قرن 14 تا 16 میلادی) نسبت داده شده است. در این دوره مهرکوبی انگاره‌های مختلف در میان کتاب‌سازان شیرازی محبوب شد. ترکیب سبک‌ها و مضامین چینی با سبک صحافی ایلخانان که در بغداد آغاز شد، تنوع رنگ و نقش در کتاب‌پردازی را بالا برد و به عنوان سبک جلایری معروف شد.
بعدها در یزد نیز سبکی تقلیدی مورد استفاده قرار گرفت که در آن یک طراحی متعادل انتخاب و طرح برخی حیوانات مهرکوبی می‌شد. هنرمندان تبریزی و هراتی نیز در همکاری با یکدیگر، طرح‌هایی جدید به وجود آوردند که در آن اسلیمی‌ به وفور به چشم می‌خورد. در مکتب تبریز رنگ‌ها قوی‌تر و تیره‌تر بودند و آبی، طلایی، سیاه، سفید، سبز و قهوه‌ای به وفور استفاده می‌شد.
استفاده از شکل بدن انسان در طراحی جلد یک دیوان شعر که نخستین بار بعد از ورود اسلام به ایران، در نیمه اول قرن پانزدهم توسط یک شاعر زن به نام جهان‌خاتون صورت گرفت، کتاب‌پردازی را وارد مرحله جدیدی کرد. در این طراحی یک مرد تاج‌دار زانو زده بود و با زنی صحبت می‌کرد. پیکره‌های انسانی تزئین‌شده با طلا و نقره که از تزئینات سبک چینی بهره نمی‌برد، شیوه جدیدی برای کتاب‌پردازی به وجود آورد که به آن سبک مظفری می‌گویند. سبک مظفری در غرب ایران و احتمالا در همدان رواج پیدا کرده است. در انتهای دوره تیموری استفاده از انگاره تزئینی سیمرغ روی جلد کتاب‌ها مشاهده شده است.
در عصر صفویه (ابتدای قرن شانزدهم تا اواسط قرن هجدهم) سبک جدیدی رواج پیدا کرد که در آن تصویرها به صورت کامل با مهرهایی بزرگ ضرب می‌شد. معمولا مضامین بسیار ریز بود و برخی جزئیات، بعدا در طرح اصلی نقاشی می‌شد. در این شیوه چارچوب‌ها به وسیله صدف یا فلز خاتم‌کاری می‌شد یا با طلاکاری به وجود می‌آمد. سلیقه‌ ایرانی‌ها در این دوره، کتاب‌پردازی را به استفاده از تزئینات رنگارنگ در جلدها، لبه برگردان‌ها، آسترها و بدرقه‌ها سوق داد. بدین ترتیب کاغذهای طلاکاری ظریفی که در آن طرح‌های گل و گیاه روی زمینه‌هایی آبی، قرمز، سبز، نارنجی و سیاه نصب می‌شد و شبیه ملیله‌دوزی بود، رواج پیدا کرد.
برخی نسخه‌های خطی سلطنتی این دوره که در تبریز تذهیب شده، تاثیر سبک هرات را به وضوح به نمایش می‌گذارد. معمولا اغراق در تزئینات به اندازه‌ای بود که فضا برای اتمام کار، کم می‌آمد! جلا و برخی انواع رزین در تبریزِ آن دوره برای نقاشی زیر لاکی مورد استفاده قرار می‌گرفت و زمینه‌ها به رنگ طلایی، قرمز و سبز طراحی می‌شد.
در دوره صفویه تصویر پادشاهی که در باغی روی تخت نشسته و فرشتگان بالای سر او پرواز می‌کنند و درباریان مشغول پذیرایی از او هستند، به وفور در آثار نسخه‌پردازی دیده می‌شود.
 
تاثیر اروپا بر نسخه‌پردازی ایرانی
پس از قرن هجدهم، طرح‌های تذهیبی وضوح خود را از دست داد و فراوانی جزئیات، بر مضمون اصلی سایه انداخت. در اواخر قرن هجدهم میلادی، طرح‌های اروپایی بر نسخه‌پردازی ایرانی اثر گذاشت، به طوری که برخی نقوش، مانند آرایه برگ کنگری تزئینی که از سبک قرنتی معماری یونان باستان سرچشمه می‌گیرد، در نسخه‌های ایجادشده در این دوره دیده می‌شود.
عناصر اصلی جلد مانند حاشیه، لچک‌های چهارگوش، ترنج و سر ترنج‌های بالایی و پایینی از گذشته بر جای مانده بود، ولی ترکیب‌بندی ستر و بدرقه‌ها با تناسب‌های جدید و دم‌گیر‌هایی که چندان محکم کارسازی نشده بود، از تاثیر اروپا بر نسخه‌پردازی ایرانی پرده بر می‌داشت.
تاثیر ارتباط با اروپا در دوران زندیه (اواخر قرن هفدهم) خودنمایی کرد و تا دوره قاجار (قرن هجدهم و نوزدهم میلادی) ادامه یافت. در دوره قاجار نقاشی لاک الکل صحنه‌های درباری و رزمی که به سبک واقع‌گرایانه صورت می‌گرفت، به نسخه‌پردازی‌ها راه یافت. البته در این دوره سبک‌های چینی نیز فراموش نشده بود و جلدهای مزین به نقاشی‌های زیرلاکی با رنگ‌هایی که به سبک اروپایی روی زمینه رنگارنگ پیاده می‌شد، مورد پسند عموم مردم بود.
با ظهور صنعت چاپ در قرن بیستم، هنر نسخه‌پردازی ایرانی منسوخ شد، هر چند در حال حاضر نیز در برخی نقاط ایران، برخی هنرمندان آن را به عنوان یکی از جنبه‌های فرهنگ ایران زنده نگه داشته‌اند.
หัตถกรรม

زیبایی شگفت‌انگیز مهارت‌های قالیبافی کاشان

قالیبافی کاشان یکی از هنرهای منحصر به فرد ایران است که زیبایی شگفت‌انگیز آن در طول تاریخ مورد توجه هنردوستان و گردشگران بوده است.

مهارت‌های قالیبافی کاشان که در سال 2010 به عنوان میراث ناملموس جهانی در فهرست یونسکو به ثبت رسیده، یکی از ظریف‌ترین هنر‌های ایرانی به شمار می‌رود.
کاشان از گذشته‌های دور مرکز تولید ابریشم بوده و کلیاب‌کشی (حل رزین ابریشم) در آن رواج داشته است. علاوه بر این ابریشم‌بافی و بافت قالی‌های ابریشمی نیز در این منطقه گسترش پیدا کرده، تا جایی که قالی کاشان شهرتی جهانی دارد. رنگ‌رزی این قالی‌ها با استفاده از رنگ‌های طبیعی و خاص در کنار طراحی بی‌نظیر قالی‌ها در اندازه‌های مختلف، این محصولات را منحصر به فرد کرده است.
 

پیشینه مهارت‌های قالیبافی کاشان

کاشان تاریخ کهنی دارد. تپه‌های سیلک که در دل شهر امروزی کاشان واقع شده، به تمدنی تعلق دارد که هم‌عصر حمورابی (سلطنت از 1792 تا 1750 پیش از میلاد) بوده است. مردمی که در سیلک زندگی می‌کردند به عنوان «کاسو» یا «کاشو» شناخته می‌‌شدند. همین عنوان موجب شد شهر محل سکونت آنان به تدریج با نام «کاسیان» یا «کاشان» شناخته شود. گفته می‌شود ریشه قالیبافی کاشان به این دوره تاریخی باز می‌گردد.
 

قالیبافی کاشان در متون تاریخی

هنر قالیبافی با مهارت‌های تولید پارچه، تافته، مخمل و تولید پارچه اطلس که با عنوان «پارچه‌های هرمزی» هم شناخته می‌شود، مرتبط است. جهانگردانی که در دوره‌های مختلف تاریخی به کاشان رفته‌اند، آن را مرکز تولید پارچه و لباس‌های قیمتی معرفی کرده‌اند. ژان شاردن و آنتونی شرلی، به مهارت پارچه‌بافی کاشانی‌ها اشاره کرده و گفته‌اند اهالی این شهر با پارچه‌های ابریشمی ساده، پارچه‌های ابریشمی دمشقی یا ابریشم مخلوط با طلا و نقره لباس‌هایی می‌دوزند.
منابع مربوط به قرون هفدهم و هجدهم میلادی نشان می‌دهد مهارت‌های قالیبافی کاشان مخصوص بافت قالی‌های سلطنتی بوده و چندین تخته قالی به دستور شاه عباس بافته شده است.
در دوره قاجار حاج باب قربان‌علی عدالت یکی از بزرگ‌ترین تاجران و تولیدکنندگان فرش کاشان بوده است. در حال حاضر خانه او با نام «قالی خانه» محلی برای نمایش 28 تخته فرش کاشان است که در دوره‌های صفویه و قاجاریه بافته شده‌اند.
 

قالی کاشان در موزه‌های جهان

امروزه یک تخته قالی کاشان که به عنوان قدیمی‌ترین قالی به جا مانده از این شهر به شمار می‌رود و به قرن هفدهم میلادی تعلق دارد، در موزه قالی ایران نگهداری می‌شود.
در موزه متروپولیتن نیویورک، نمونه‌قالی‌هایی با طرح شکارگاه وجود دارد که اطلاع دقیقی از محل بافت آن وجود ندارد. با این حال برخی پژوهشگران معتقدند برخی قالی‌های لهستانی قدیمی در منطقه کاشان بافته شده است.
قالی مشهور آرامگاه شیخ صفی یکی از نمونه‌های مهم و ارزنده قالی‌های کاشان است، البته این قالی به «قالی اردبیل» معروف است و در موزه ویکتوریا و آلبرت لندن نگهداری می‌شود. قالی شاه‌عباسی که با گل‌های درشت خود مشهور شده، محصولی از این دوره است.
 
مهارت‌های قالیبافی کاشان
تار و پودهای قالی کاشان با استفاده از پنبه ایجاد می‌شود. ابریشم برای بافت قالی‌های بسیار ظریف مورد استفاده قرار می‌گیرد. در منطقه کاشان نخی به نام «شهری» و تارهایی پنبه‌ای به نام «اصفهانی» به عنوان پود زیرین استفاده می‌شود که از پودهای رویی ضخیم‌تر است.
 
یک قالیباف کاشانی در حال بافت قالی روی دار قالی مخصوص
 
در قالی‌های امروزی کاشان، از پشم گوسفند استفاده می‌شود که ممکن است از کشورهایی مانند استرالیا وارد شده باشد. نخ‌های پشمی خراسان، کرمانشاه، آذربایجان و تهران، دیگر مواد اولیه‌ای است که برای بافت قالی کاشان کاربرد دارد.
برای بافت قالی کاشان، از نقشه‌هایی مدرج استفاده می‌شود که هر خانه آن، بیانگر یک گره است. این نقشه طرح‌هایی از شاخه‌ها، گل‌ها، برگ‌ها، شکارگاه‌ها و صحنه‌های نبرد در خود دارد و ممکن است روایتگر یک رویداد تاریخی یا اسطوره‌ای باشد. مهارت قالیبافی کاشان با زدن گره‌هایی نامتقارن صورت می‌گیرد، گره‌هایی که پیچ و تابی مجزا دارند و در پشت قالی، به شکلی مساوی نمایان می‌شوند.
 
ویژگی‌های قالی کاشان
مهارت‌های قالیبافی کاشان به دو دسته عشایری و شهری تقسیم می‌‌شود و قالی‌های عشایری بیشتر در میمه و جوشقان بافته می‌شود. ویژگی‌های کلی قالی کاشان به این شرح است:
• رج پایینی، ۳۰ تا ۴۵ گره روی خطی ۷ سانتی‌متری دارد،
• زمینه فرش قرمز تیره است و حاشیه سرمه‌ای دارد،
• در طرح فرش ترنج‌های لوزی شکل مورد استفاده قرار می‌گیرد که به بیضی متمایل هستند،
• طرح‌های اسلیمی در گوشه‌ها، ترنج و حاشیه‌های قالی به کار می‌رود.
هنر قالیبافی در سراسر ایران وجود دارد و در هر منطقه، متناسب با جغرافیا و فرهنگ آن، ویژگی‌هایی متفاوت پیدا کرده است. ارتفاع خاب، بافت ریز و با ظرافت در کنار زمینه‌های لاکی و سرمه‌ای، از جمله تفاوت‌های قالیبافی کاشان با قالی‌های بافته‌شده در دیگر نقاط ایران است.
معمولا رنگ‌رزی نخ‌های مورد استفاده در فرش کاشان در همان منطقه صورت می‌گیرد. رنگ‌رزی کاشان هم مانند قالیبافی کاشان، پیشینه‌ای طولانی دارد و در آن از رنگ‌های طبیعی، سنتی و گیاهان بومی استفاده می‌شود. ریشه روناس، پوست انار، گردو و برگ انگور، از جمله منابعی است که رنگ‌های مورد استفاده در رنگ‌رزی از آن استخراج می‌شود.
 
رنگ‌رزی هم مانند قالیبافی، در کاشان مهارت‌های ویژه‌ای پیدا کرده و جزء سنت‌های ناملموس آن به شمار می‌رود
 
در صورتی که به کاشان مسافرت کنید، می‌توانید با بازدید از بازار قدیمی این شهر، حجره‌های فرش‌فروشانی را که قالی‌های دستباف کاشان را در معرض فروش گذاشته‌اند، مشاهده کنید.
หัตถกรรม

تراش روی شیشه، به ظرافت شیشه و به زیبایی قالی ایرانی!

ظرافت و حساسیت برخی صنایع باعث می‌‌شود حتی یک اشتباه کوچک، تمام کار صنعتگر را از بین ببرد؛ موضوعی که اهمیت تجربه را در هنر تراش روی شیشه نمایش می‌دهد.

تراش روی شیشه به عنوان یکی از صنایع دستی ایران شناخته می‌شود که بیشتر از همه شهرها، در اصفهان رواج دارد. امروزه در کشورهایی مثل چین و ایتالیا نیز برخی صنعتگران با الگو گرفتن از ایرانی‌ها، هنر تراش روی شیشه را دنبال کرده‌اند. در این هنر که با نام تراش‌کاری شیشه و بلور هم شناخته می‌شود، برای تزئین ظروف با استفاده از ابزار دستی و ماشینی، نقوشی روی آن‌ها به وجود می‌آید.

ابزار تراش روی شیشه

عمده‌ترین ابزار مورد استفاده در این هنر، دستگاه‌هایی شبیه مته با لبه‌های دو یا سه قسمتی است. از آن جا که ممکن است تراش روی شیشه باعث به وجود آمدن تراشه‌ها و لبه‌های تیز شود، سمباده هم در این هنر دستی کاربرد زیادی دارد و با استفاده از آن، لبه‌های برنده و ناهمواری‌های شیشه ساییده می‌شود. این ابزار علاوه بر تراش روی شیشه، برای ساخت صفحات شیشه‌ای بزرگ نیز کاربرد دارد.
 
هنر تراش روی شیشه

انواع تراش روی شیشه

احتمالا قدمت هنر تراش روی شیشه به اندازه تاریخ کشف این محصول است. در ساخت شیشه از سنگ‌های سیلیسی که در فوران آتش‌فشان‌ها به وفور وجود دارد، استفاده می‌شود. بر اساس یافته‌های موجود شیشه‌گری در ایران به دوران تمدن عیلامی (3200 تا 2700 پیش از میلاد) بر می‌گردد. در روش‌های جدید تولید شیشه که شکل جدیدتر روش‌های کهن است، ماسه‌های سیلیسی را با سنگ‌آهک و چند ماده دیگر ترکیب می‌کنند و در در داخل کوره حرارت می‌دهند تا به حالت مذاب در آید. سپس این ماده مذاب را داخل قالب خاصی سرد می‌کنند تا ظرفی شیشه‌ای درست شود.
مثل هر هنر دیگر، تراش روی شیشه نیز به مرور زمان تکامل پیدا کرده و انواع مختلفی از آن به وجود آمده است. در این جا برخی از متداول‌ترین و پرطرفدارترین طرح‌های تراش روی شیشه معرفی می‌شود:
تراش روی شیشه با گل‌های رنگی
در ایران برخی شیشه‌ها که برای تزئینات داخلی مورد استفاده قرار می‌گیرد، به «شیشه کهنه‌کاری‌شده» معروف هستند. این شیشه‌ها پس از مراحلی سخت و طولانی به وجود می‌آیند. کسانی که چنین شیشه‌هایی را تولید می‌کنند، بسیار معدود هستند و رموز کار خود را آشکار نمی‌کنند. با این حال یکی از فنون ایجاد ترک روی شیشه و کهنه‌کاری آن، سرد کردن ناگهانی شیشه‌ای است که در کوره زیر حرارت شدید بوده است. در این روش مواد حرارت‌دیده درون ظرف بزرگی از آب سرد فرو برده می‌شود و بلافاصله به درون کوره باز می‌گردد تا از خرد شدن آن جلوگیری شود. این روش نیازمند مهارت و تجربه‌ای بسیار زیاد است، زیرا در صورتی که کوچک‌ترین تعللی صورت گیرد، شیشه خرد می‌شود. شناخت جنس و ضخامت شیشه و تنظیم دمای کوره و آب و زمان حرارت‌دهی به شیشه برای دستیابی به محصولی مناسب، ضروری است.
 
یک ظرف و شش لیوان شیشه‌ای تراشکاری‌شده
شیشه‌های کهنه‌کاری‌شده با استفاده از گل‌های طلایی جلوه‌ای چشم‌گیر به خود می‌گیرد. به دلیل هزینه بالای طلاکاری این نوع شیشه‌ها، گاهی از مس هم برای گل‌کاری آن‌ها استفاده می‌شود.
تراش روی شیشه با عناصر طبیعی
در این روش، اشکال و عناصر طبیعی روی شیشه تراش داده می‌شود. استفاده از تصویر طبیعت و جانوران، از جمله تفاوت‌های این سبک با دیگر سبک‌های تراش روی شیشه است.
تراش روی شیشه با نقوش سنتی
در این روش نقوشی مثل گل و بته که از طراحی‌های اصیل ایرانی در تولید صنایع دستی به شمار می‌رود، استفاده می‌شود.
 

دستگاه تراش روی شیشه

در گذشته ابزارهای دستی برای تراش روی شیشه مورد استفاده قرار می‌گرفت، امروزه ولی این ابزارها کاربرد خود را از دست داده‌اند و ابزارهای پیشرفته‌تر ماشینی جایگزین آن‌ها شده است. دستگاه‌های جدید به دو صورت ایستاده و متحرک (گردان) طراحی شده است که هر کدام ویژگی‌های خاصی را در محصولات به وجود می‌آورند. دستگاه‌های ایستاده با برخورداری از سرعت بالاتر، کمیت تولید را افزایش می‌دهد، در مقابل دستگاه‌های متحرک با وجود آن که سرعت کمتری دارد، ولی امکان اعمال نقوش ظریف‌تر را فراهم می‌آورد و برای قطعاتی که لبه‌های تیز و ناهموار دارند، بهتر است.
 
استفاده از تراش روی شیشه برای آینه و کریستال
هنرمندانی که روی تراش ظروف شیشه‌ای مهارت کسب کرده بودند، به تدریج هنر خود را برای تزئین وسایل دیگر به کار بردند. بدین ترتیب تراش روی آینه و کریستال هم در کنار تراش روی شیشه مورد توجه قرار گرفت.
 
یک ظرف کریستال که با ظرافت بسیار زیادی تراش خورده است
هنر تراش روی شیشه برای تمام شیشه‌ها و آینه‌ها و ظروفی که در آن از مواد خام شیشه‌مانند استفاده می‌شود، کاربرد دارد.
หัตถกรรม

خاتم‌کاری، تلفیق هنر و استعداد و زیبایی

خاتم‌کاری یکی از صنایع دستی ایران و نمادی از هنر و ذوق مردم این سرزمین است. محصولات تزئین‌شده با خاتم‌کاری بسیار نفیس و زیبا هستند.

صنایع دستی را می‌توان بر اساس مواد خامی که برای پیاده‌شدن طرح‌ و نقش مورد استفاده قرار می‌گیرد، دسته‌بندی کرد. از این نظر خاتم‌کاری را باید یکی از مهم‌ترین صنایع دستی ایرانی دانست که روی چوب و فلز پیاده می‌شود و محصولاتی جذاب و چشم‌نواز می‌آفریند.
هنرمندان در خاتم‌کاری مثلث‌های کوچک یا چندضلعی‌های منتظم را کنار هم قرار می‌دهند و به وسیله آن شکل‌ها و طرح‌های زیبا می‌آفرینند. این تکه‌های کوچک ممکن است به جز چوب، از فلز یا مواد دیگری مانند استخوان ساخته شده باشد. ظرافت هنر خاتم‌کاری به اندازه این اشکال هندسی مرتبط است و هر چه از اشکال کوچک‌تری استفاده شود، زحمت ایجاد اثر و ارزش و ظرافت آن بالاتر می‌رود.
 

ابزار موردنیاز خاتم‌کاری

هنرمند خاتم‌کار برای ایجاد یک محصول خاتم‌کاری، علاوه بر طراحی نقشه، باید از ابزارهایی برای برش، ساییدن و پرس استفاده کند. اره، سوهان، رنده، سمباده، مغار و انواع‌ گیره‌ها در کارگاه‌های خاتم‌کاری به صورت گسترده مورد استفاده قرار می‌گیرد.
چوب‌های مورد استفاده در خاتم‌کاری عمدتا از درختان عناب، نارنج، گردو و آبنوس به دست می‌آید. فلزهای مورد استفاده نیز برنج، آلومینیوم، نقره و برنز است. گاهی نیز از استخوان شتر، الاغ، اسب و فیل در خاتم‌کاری استفاده می‌شود. سریش، لاک و چسب، دیگر مواد اولیه خاتم‌کاری است که برای چسباندن و تثبیت قطعات به سطح کار، کاربرد دارد.
 
یک جعبه خاتم‌کاری
 

مراحل تولید در خاتم‌کاری

به طور کلی خاتم‌کاری در دو مرحله انجام می‌شود:
1. خاتم‌سازی
پیش از اجرای خاتم‌کاری، باید کارهای زیادی انجام شود، از جمله طراحی خاتم، تهیه مواد و مصالح، برش و ایجاد گل. بعد از فراهم آوردن مواد اولیه، باید گل‌ها به هم چسبانده شود و «قامه» به وجود آید. قامه کوچک‌ترین واحد هندسی در خاتم‌کاری است و حداقل از سه مثلث تشکیل می‌شود. قامه‌های بزرگ تا 400 مثلث دارد.

در این مرحله ابتدا چوب، استخوان یا فلز به شکل منشورهایی مثلث‌شکل برش داده می‌شود، سپس در کنار هم قرار داده می‌‌شود تا اشکال هندسی منظمی را شکل دهد. این قطعات با استفاده از سریش با نظم خاصی روی یک ورقه نازک چوبی قرار می‌گیرد و پس از خشک شدن، برای تزئین اشیا به کار می‌رود.

2. خاتم‌کاری
زیرسازی، چسباندن لایه‌های خاتم روی اشیا و جلاکاری، در این مرحله صورت می‌گیرد.
 

پیشینه خاتم‌کاری

در قرون اولیه اسلامی، نوعی خاتم‌کاری در ایران رواج داشت که آن را «خاتم ساده» می‌نامیدند. امروزه به این نوع خاتم‌کاری، «خاتم مربع» گفته می‌شود. در این نوع خاتم‌کاری، به جای مثلث اشکال دیگری مثل مربع، مستطیل، متوازی‌الاضلاع و لوزی برای تزئین سطح چوب مورد استفاده قرار می‌گیرد.
 
خاتم‌کاری در ورودی مسجد سید اصفهان
 
در بسیاری آثار تاریخی، از خاتم‌کاری برای تزئین استفاده شده است. برای مثال در مسجد عتیق شیراز و مقبره امیر سمرقند، خاتم‌کاری برای تزئین درهای چوبی به کار رفته است. یک جفت درِ چوبی مربوط به مقبره امیر سمرقند که در قرن پانزدهم ساخته شده، هم‌اکنون در موزه آرمیتاژ روسیه قرار دارد.
بر اساس شواهد موجود می‌توان پیدایش هنر خاتم‌کاری امروز را مربوط به سلسله ایلخانان (1256 تا 1356 میلادی) دانست. در ابتدا هنرمندان ایرانی نوعی خاتم‌کاری با نام «خاتم‌کاری چینی» را آموختند و با قرار دادن قطعات کوچک سیاه و سفید مثلثی در کنار هم، اشیای چوبی را تزئین کردند.
به تدریج استفاده از قطعاتی به رنگ‌های قرمز، سبز و زرد رواج پیدا کرد. این پیشرفت در کنار استفاده از قطعاتی از جنس روی و برنج، تحولی در خاتم‌کاری به وجود آورد. در همین دوره‌ها استفاده از اشکال هندسی غیر از مثلث (پنج ضلعی، هشت ضلعی و 10 ضلعی) رایج شد.
در دوره تیموریان (1370 تا 1506 میلادی) نیز خاتم‌کاری به قدری مورد توجه بود که تیمور لنگ، پادشاه گورکانی (سلطنت از 1370 تا 1405 میلادی)، از هنرمندان این رشته درخواست کرد درهای قصر دلگشا را با خاتم‌کاری تزئین کنند. پس از مرگ تیمور نیز مزار او را با صندوقچه‌ای از خاتم پوشاندند.
در دوره صفوی (1501 تا 1736 میلادی) خاتم‌کاری نیز مثل بسیاری دیگر از هنرهای اسلامی رشد قابل توجهی داشت. شیراز، اصفهان و کرمان مهد خاتم‌کاری در آن دوران بودند. هنرمندان عصر صفوی از شیوه‌ای جدید به نام «گُل‌بندی» استفاده می‌کردند. در این شیوه منشورهایی با قاعده مثلث، از پهلو به هم اتصال پیدا می‌کردند. در این دوره از فلزات سبز و قرمز نیز برای خاتم‌کاری استفاده می‌شد.
در دوره زندیه (1751 تا 1794 میلادی) استفاده از خاتم گره و در دوره قاجار (1796 تا 1925 میلادی) استفاده از خاتم نیمه‌معرق رواج یافت. در دوره قاجار آستر‌های کاغذی به جای چوب و مفتول ساییده‌نشده کاربرد پیدا کرد.
در دوره پهلوی (1925 تا 1979 میلادی) در خاتم‌کاری از رنگ‌های شیمیایی استفاده شد و ضربه سهمگینی بر اصالت این هنر وارد آمد. با این وجود در این دوره آثار ارزشمندی به وجود آمد که برخی از آنان عبارتند از:
• تالارِ خاتمِ کاخ مرمر
• تالار خاتمِ مجلس شورا
• میز خاتمِ نیم‌گرد، اهدایی به رئیس‌جمهور وقت آمریکا، آیزنهاور
• میز اهدایی به ملکه الیزابت
• صندوق خاتمِ بارگاه حضرت زینب در سوریه
• صندوق قبر حضرت عبدالعظیم حسنی در شهر ری
در زمانه حاضر هنر خاتم‌کاری به عنوان یکی از صنایع دستی ایران در کارگاه‌های مخصوصی اجرا و محصولات آن به بازار عرضه می‌شود.
หัตถกรรม

صنایع دستی ایران، نمایشگر ذوق و هنر و تمدن ایرانی

صنایع دستی ایران با تنوع و ظرافت خود، بیانگر ذوق و هنر ایران است و شناخت آن می‌تواند مردم و تمدن ایران را معرفی کند.

صنایع دستی مجموعه‌ای از هنرها یا صنایعی است که با استفاده از مواد اولیه بومی ساخته می‌شود. معمولا در صنایع دستی، از مواد اولیه‌ای که در همان منطقه وجود دارد، استفاده می‌شود و ذوق هنری و خلاقیت صنعتگر به خوبی در محصول به نمایش در می‌آید. بدین ترتیب می‌توان صنایع دستی هر ملت و هر منطقه را، نمودی از فرهنگ و تمدن آن دانست. بنابراین مطالعه و شناخت صنایع دستی می‌تواند فضایی را که مردم یک سرزمین در آن زندگی کرده‌اند به خوبی به همگان معرفی کند.
 

تاریخچه صنایع دستی ایران

در ایران مانند تمام مناطق صاحب تمدن جهان، در طول تاریخ انواع مختلفی از صنایع دستی به وجود آمده است. نخستین موارد از صنایع دستی که در ایران یافت شده، به عصری بر می‌گردد که انسان‌ها کشت غلات را آموخته بودند (حدود شش هزار سال پیش). در این دوران استفاده از ظروف سفالی مورد توجه قرار گرفته بود.
 
شانه چوبی به جا مانده از عصر هخامنشیان
 
نزدیک 2700 سال پیش، مواد اولیه مورد استفاده در صنایع دستی تحول پیدا کرد و بدین ترتیب، جریان جدیدی در تولید این محصولات به وجود آمد. در این دوران ایرانیان در فلزکاری، ساخت هاون، مجسمه‌سازی و سفال‌گری سرآمد بودند و با ابزار و تجهیزات ابتدایی خود، محصولاتی ظریف و کارآمد می‌ساختند.
 

دسته‌بندی صنایع دستی ایران

برای شناخت بهتر صنایع دستی ایران، باید به دسته‌بندی آن پرداخت، هر چند این کار با توجه به گستردگی جغرافیایی، تنوع طرح‌ها و ایده‌های مورد استفاده، امکانات گوناگون و کاربردهای محصولات، دشوار است، ولی این دسته‌بندی می‌تواند نمایی کلی از زیست و تمدن ایرانی ارائه دهد. فرهنگستان هنر جمهوری اسلامی ایران در این رابطه یک دسته‌بندی ارائه کرده که در این جا مورد استفاده قرار می‌گیرد:
1. صنایع دستی بافت و نساجی
گفته می‌شود نخستین صنایع دستی که در ایران به وجود آمده، مربوط به این دسته است. دلیل قدمت این صنایع، نیاز انسان به پوشش بوده است. البته بافته‌هایی نظیر فرش، قالی، گلیم، گبه و زیلو نیز به عنوان محصولات زیر مجموعه صنایع دستی نساجی و بافت به شمار می‌آید.
 
دستگاه سنتی ابریشم‌بافی در خراسان
 
گبه‌بافی، ابریشم‌بافی، چادرشب‌بافی، مخمل‌بافی، نواربافی و چفیه‌بافی، از هنرهایی است که در آن از بافت استفاده می‌شود. هر کدام از این صنایع در گوشه‌ای از سرزمین ایران رشد پیدا کرده و تجلی هنر و هویت بخشی از مردم ایران است.
2. رودوزی سنتی
بشر از دیرباز به دنبال زیبایی بوده، از این رو هنرهایی برای تزئین مواد مختلف به وجود آمده است. از آن جا که پارچه یکی از پر کاربردترین مواد مصرفی بشر بوده، برای تزئین پارچه فنون و مهارت‌های مختلفی در طول تاریخ شکل گرفته که در میان صنایع دستی ایران نیز جایگاهی ویژه دارد. رودوزی‌های سنتی جزء متداول‌ترین و گسترده‌ترین هنرهای دستی ایران هستند که سوزن‌دوزی، ملیله‌دوزی، پته‌دوزی و قلاب‌دوزی زیر مجموعه آن به شمار می‌رود. از آن جا که این هنرها بیشتر در منازل کاربرد داشته، زنان بیشترین نقش را در گسترش آن بر عهده داشته‌اند.
 
پته‌دوزی از صنایع دستی ایران
 
3. صنایع دستی فلزی
از زمان کشف فلز در دوران باستان، از آن برای تهیه ظروف و ابزار استفاده شد. در ایران نمونه‌هایی از وسایل فلزی که در دوران باستان ساخته شده، کشف شده است. ساخت و تزئین وسایل و ابزار فلزی یکی از شاخه‌های صنایع دستی ایران است که در طول تاریخ متناسب با تحولاتی که در شیوه و ابزار کار رخ داده، تکامل پیدا کرده است. دوات‌گری، حکاکی روی فلز، قلم‌زنی، ملیله‌کاری و زرگری از جمله مهم‌ترین صنایع دستی ایران است که با فلز سر و کار دارد.
4. میناکاری
میناکاری هنری بسیار ظریف و به غایت زیباست، در عین حال به عنوان یکی از دشوارترین هنرهای دستی ایران به شمار می‌آید، محصولات آن توسط ماهرترین استادکارها ساخته می‌شود و بسیار نفیس و گران‌بهاست. 
 
میناکاری مرصع یکی از دشوارترین صنایع دستی ایران به شمار می‌رود
 
مینای خانه‌بندی، مینای مرصع، مینای نقاشی، مینای مشبک و مینای صبی انواع مختلف میناکاری است.
5. سفالگری
از نخستین روزهایی که انسان به فکر ساختن افتاد، خاک و آب را به عنوان عناصری یافت که می‌توانست مورد استفاده قرار دهد. به همین ترتیب سفالگری که خاک و آب عناصر اصلی آن به شمار می‌رود، از دوران باستان رواج داشته است. شیوه ساخت سفال تقریبا از ابتدا تا کنون تفاوت چندانی نکرده است. شاید بتوان تغییر اساسی سفالگری را در استفاده از خاک‌هایی مثل رس به جای خاک‌های معمولی و به کار گیری روش‌های جدیدتر پخت سفال دانست.
 
سفالگری از صنایع دستی ایران است که از دوران باستان تا امروز رواج داشته است 
 
سفال‌هایی که از دوران باستان به جا مانده، از قدیمی‌ترین صنایع دستی ایران است. در این هنر به طول کلی دو نوع سفال تولید می‌شود: سفال لعابدار و سفال بدون لعاب.
6. آبگینه
شفافیت و شکنندگی شیشه، ذوق هنرمندان ایرانی را از گذشته‌های دور برای ساخت آثار هنری متنوع تحریک کرده است. حاصل کار صنعتگران و هنرمندان ایرانی به وجود آمدن دسته‌ای از صنایع دستی است که شیشه‌گری، تزئین شیشه، تراش روی شیشه، نقاشی روی شیشه مینایی، نقاشی پشت شیشه، آبگزکاری، مات‌کاری و تلفیق شیشه و فلز از زیر مجموعه‌های آن است.
 
هنر شیشه‌گری یکی از صنایع دستی ایران
 
7. صنایع دستی چوبی
در کنار خاک، شیشه، فلز و پارچه، چوب هم به دست هنرمندان ایرانی اشکال مختلفی پیدا می‌کند. متناسب با شیوه و نحوه فعالیت هنرمندان صنایع دستی ایران، کار با چوب در خراطی، معرق‌کاری، منبت‌کاری، خاتم‌کاری و مشبک‌کاری دسته‌بندی می‌شود.
 
نمایی از پیکرتراشی روی چوب از صنایع دستی ایران
 
هنرمندان ایرانی از چوب برای پیکرتراشی، ارسی‌سازی و سوخت روی چوب استفاده می‌کنند.
8. صنایع دستی سنگی
هنرمندان ایرانی در طول تاریخ فنونی ابداع کرده‌اند که به وسیله آن، سنگ بی‌جان را به محصولاتی هنری تبدیل کنند. قدمت این هنر نیز به خاطر ارتباط دیرینه انسان با سنگ، به دوران باستان بر می‌گردد. پس از کشف سنگ‌های براق و تزئینی، صنایع دستی مرتبط با سنگ رشد قابل توجهی داشته‌اند.
 
فیروزه‌کوبی از جمله صنایع دستی ایران به شمار می‌رود که به وسیله آن محصولاتی چشم‌گیر به دست می‌آید
 
سنگ‌تراشی، خراطی سنگ، معرق، حکاکی، مشبک، مرصع‌کاری و فیروزه‌کوبی فنون مختلفی است که در صنایع دستی ایران از سنگ استفاده می‌کنند.
9. نگارگری
از آن جا که نگارگری برای تزئین وسایل مختلف مورد استفاده قرار می‌گیرد، با بسیاری از دیگر صنایع دستی ایران ارتباط نزدیک دارد.
 
نگارگری و تذهیب یکی از صنایع دستی ایران است که هنرمندان در آن، با ذوق و قریحه خود به ترکیب رنگ‌ها و ترسیم نقش‌ها می‌پردازند
 
تذهیب، نگارگری کتاب و مرقعات، طراحی قالی و گلیم، طراحی قلمی، گره‌کشی، ساخت ابزار و ساخت مهر از رشته‌هایی است که نگارگری در آن نقش دارد.
10. چاپ‌های سنتی
این هنر برای چاپ روی کاغذ و پارچه مورد استفاده قرار می‌گیرد، ولی امروزه در معماری نمای مساجد و بنای تاریخی کاربرد دارد. در مسجد شیخ‌ لطف‌الله اصفهان نمونه‌هایی از چاپ‌های سنتی قابل تشخیص است.
 
چاپ دستی روی پارچه یکی از صنایع دستی ایران
 
11. پوستین دوزی
این هنر در میان عشایر مرسوم است، زیرا آنان در طبیعت زندگی می‌کنند و برای مقابله با گرمای هوا باید از پوشینه‌های مخصوصی استفاده کنند. پوست بره و گوسفند موارد اولیه این هنر است.
12. نمدمالی
نمد پشم کوبیده‌شده گوسفند و شتر است و از آن به عنوان فرش، زیرانداز و پتو استفاده می‌شود. نمد هم به صورت خام مورد استفاده قرار می‌گیرد و هم تزئینات و رنگ‌آمیزی‌هایی به وسیله دوخت روی آن انجام می‌شود. ساخت نمد بسیار پر زحمت و طاقت‌فرساست.
 
تزئین نمد
 
13. حصیربافی
در مناطق جنوبی ایران که درختان خرما در آن رشد می‌کنند، حصیربافی رواج پیدا کرده است. در این هنر از برگ درخت خرما برای بافت ظرف استفاده می‌شود. البته حصیربافی در مناطق شمالی ایران نیز رواج دارد. در این مناطق به جای برگ درخت خرما، ساقه گندم، نی و انواع ترکه‌ها کاربرد دارد.
 
کپوبافی که در دزفول رواج دارد، یکی از زیرمجموعه‌های حصیربافی به شمار می‌رود
 
بوریابافی، چیغ‌بافی، بامبوبافی، کپوبافی، ترکه‌بافی، ارغوان‌بافی، مرواربافی و چم‌بافی از انواع مختلف حصیربافی است که در مناطق مختلف ایران رواج دارد.
14. صنایع دستی چرمی
پوست حیوانات، خصوصا پوست گاو و گوسفند مواد اولیه محصولات پرطرفدار صنایع دستی ایران است. هنرمندان ایرانی چرم را برای حکاکی، سراجی، سوخت روی چرم و معرق مورد استفاده قرار می‌دهند.
 
معرق و سوخت چرم از صنایع دستی ایران
15. رنگ‌سازی سنتی
رنگ‌سازی و رنگرزی نیاز مبرم هنر نساجی و قالیبافی است. از این رو این هنر به عنوان یکی از صنایع دستی ایران در طول تاریخ گسترش پیدا کرده و از مواد مختلفی همچون روناس، انار، پیاز، لارو حشرات و روغن کوهی، رنگ‌هایی دل‌فریب و چشم‌نواز به دست آورده است. به طور کلی رنگ‌سازان ایرانی از چهار منبع استفاده می‌کردند: گیاهان، حیوانات، مواد معدنی و مواد شیمیایی. مرکب‌سازی هم یکی از زیر مجموعه‌های رنگ‌سازی محسوب می‌شود.
 
کارگاه رنگرزی
 
رنگ‌سازی مواد اولیه رنگ‌رزی را فراهم می‌آورد. رنگ‌رزان در کارگاه‌های رنگ‌رزی خود الیاف و پارچه‌ها را رنگ‌آمیزی می‌کنند.
16. پوشاک سنتی
در نقاط مختلف کشور، لباس‌هایی سنتی با استفاده از پارچه‌های مختلف تولید می‌شود و به عنوان یکی از نمادهای فرهنگی هر منطقه به شمار می‌آید. تولید پوشاک سنتی که شامل تن‌پوش‌ها و پاپوش‌های مختلف است، از شاخه‌های صنایع دستی ایران به شمار می‌رود.
 
پوشاک اقوام مختلف ایران
17. سایر صنایع دستی
در میان صنایع دستی ایران، برخی هنرها گستردگی کمتری دارد. از آن میان می‌توان به صنایع دستی وابسته به کاغذ، صنایع دستی دریایی، صنایع دستی حاصل از تلفیق معماری و صنایع دستی، تجهیزات موسیقی و سازسازی و نقاشی روی استخوان اشاره کرد.
หัตถกรรม

مروری بر آثار جهانی هنر ایرانی و شهرت آن

هنر ایرانی بخشی از هویت و تمدن ایران‌زمین است و آثار مختلف آن توجه جهانیان را به خود جلب کرده است.

ایران تاریخی کهن و فرهنگی غنی دارد. همین دو ویژگی‌ کافی است تا هنر این سرزمین، به عنوان نمودی از فرهنگ و تاریخ آن، شکل‌های منحصر به فرد و جذابی به خود بگیرد و محصولاتی به سراسر جهان عرضه کند که سرامد و پرطرفدار است. در این جا با مرور هنرهای ایران که در سطح جهانی شناخته‌شده هستند، به شکلی مختصر برخی هنرهای ایرانی را که شهرتی جهانی دارند، معرفی خواهیم کرد.
 

شهرت جهانی فرش ایرانی

در میان همه هنرهای ایرانی، فرش یکی از مهم‌ترین و شناخته‌شده‌ترین‌هاست. فرش ایرانی در نقاط مختلف کشور، متناسب با جغرافیا و فرهنگ آن، شیوه بافت متفاوت پیدا کرده و طرح‌ها و مواد خامی مجزا دارد. 
قدمت فرش ایرانی به دوره هخامنشیان (550 تا 330 پیش از میلاد) بر می‌گردد. در طول تاریخ فرش ایرانی از نظر رنگ و نقشه تحول پیدا کرده ولی مهارت‌هایی که برای بافت قالی‌های دستبافت در بسیاری از نقاط ایران به کار برده می‌شود، همان مهارت‌های کهن است و در طول تاریخ سینه‌ به سینه منتقل شده است.
برای بافت فرش ایرانی از پشم و ابریشم استفاده می‌شود و فرش‌هایی که از نخ و چله‌های ابریشمی استفاده می‌کند، مرغوب‌تر است. طرح‌ها و رنگ‌های فرش ایرانی بسیار متنوع است. از مشهورترین طرح‌هایی که برای بافت فرش ایرانی مورد استفاده قرار می‌گیرد شاه‌عباسی، اسلیمی، بته جقه، درختی، ایلی عشایری و هندسی است. هنر قالیبافی در بسیاری از شهرهای ایران رواج دارد، ولی کاشان، اصفهان، قم، تبریز، هریس (استان آذربایجان شرقی)، شیراز، کرمان، مشهد، ترکمن، همدان و کردستان در میان‌ آنان شهرت جهانی دارند.
این هنر به خاطر زیبایی‌اش، در سراسر جهان مشهور شده و با خود، فرهنگ و هنر ایرانی را به همگان معرفی کرده است. نمونه‌های زیادی از فرش ایرانی در موزه‌های مطرح جهان در معرض نمایش همگان قرار دارد. برخی نمونه‌های فرش ایرانی، به عنوان تابلوفرش، در عمارت‌ها و خانه‌ها نصب می‌شود.
فرش ایرانی در دربار لهستان
حکومت صفویه (1501 تا 1736 میلادی) را می‌توان دوران معرفی فرش ایرانی به سراسر جهان آن روزگار معرفی کرد. در آن دوران تبریز یکی از مراکز اصلی بافت فرش در ایران بود و در کنار آن، بافندگان همدان، شوشتر، هرات و کاشان بهترین و زیباترین فرش‌های زمان خود را عرضه می‌کردند.
علاقه شاه‌ طهماسب صفوی (سلطنت از 1524 تا 1576 میلادی) به هنر قالیبافی، زمینه این گسترش را فراهم آورده بود. شاه طهماست، خود چند قالی را طراحی و دستور بافت آن را صادر کرده بود. این قالی‌ها در همان زمان به مسجد سلیمانیه استانبول هدیه شد. پس از مرگ او شاه عباس (سلطنت از 1587 تا 1629 میلادی) کارگاه‌های فرشبافی را در کاشان و اصفهان تاسیس کرد و موجبات گسترش هر چه بیشتر این هنر را فراهم آورد. در این دوران در کاشان فرش‌هایی با استفاده از نخ‌های ابریشمی و طلایی بافته شده است.
سیگیسموند سوم، شاه لهستان و دوک بزرگ لیتوانی، فرمانروای مشترک‌المنافع لهستان- لیتوانی از ۱۵۸۷ تا ۱۶۳۲ میلادی و شاه سوئد از ۱۵۹۲ تا زمان برکناری‌اش در ۱۵۹۹ میلادی، تاجری ارمنی به نام «صفر موراتوویچ» را که مسئول تدارکات دربار لهستان بود به تهران فرستاد تا چند فرش را که از طرف او سفارش داده بود، به ورشو حمل کند. این فرش‌ها با استفاده از نخ‌های ابریشمی و تارهای نقره‌ای یا نقره مطلا، با ظرافت و کیفیتی بی‌نظیر بافته شده بودند.
 

معماری ایرانی در هند

معماری ایرانی یکی دیگر از جلوه‌های هنر ایرانی است که در سراسر جهان مورد توجه بوده است. بنای معروف تاج‌محل که به عنوان نماد کشور هند به شمار می‌رود، یکی از مهم‌ترین بناهایی است که با هنر معماری ایرانی ساخته شده است. تاج‌محل به دست استاد عیسی یا ملا مرشد شیرازی، از معروف‌ترین معماران آن دوران ساخته شده است.
در داخل تاج‌محل، آرامگاهی وجود دارد که علاوه بر شباهت به ماندلای هندی، سنت‌های دیرینه صنایع دستی ایرانی را نیز به نمایش گذاشته است. در واقع تاج‌محل یک مقبره است و در طراحی آن، چهارتاقی‌های ایرانی که از دیرباز در آرامگاه‌های ایرانی استفاده می‌شد (مقبره کوروش در پاسارگاد دارای همین شکل معماری است) به کار رفته است.
 

موزه‌های جهانی میزبان هنر ایرانی

در طول تاریخ بسیاری از آثار فرهنگی و هنری ایران از کشور خارج شده است. این آثار در حال حاضر در بسیاری موزه‌های جهان به نمایش گذاشته شده است. 
موزه متروپولیتن نیویورک
در این موزه قالی اصفهان، کتاب خمسه نظامی، لباس رزم ایرانی و جام شیر غران که به تاریخ ایران باستان و تاریخ ایران پس از اسلام مربوط است، نگهداری می‌شود.
موزه آرمیتاژ روسیه
در طبقه سوم این موزه، تعدادی از آثار مربوط به هنر ایرانی نگهداری می‌شود که مهم‌ترین آن‌ها عبارتند از:
• نقاشی‌های مربوط به قرن‌های 16 تا 19 میلادی
• نقاشی‌های قجری
• نقره‌های ساسانی
• قالی پازیریک ایران (قدیمی‌ترین قالی جهان)
موزه لوور پاریس
در موزه لوور نزدیک به 35 هزار اثر باستانی نگهداری می‌شود. در این موزه سالنی متعلق به ایران است که 2500 قطعه از آثار ملی ایران به چشم می‌خورد. مهم‌ترین این آثار عبارتند از:
• اسب دو سر
• بز بالدار طلایی
• سر ستون‌های تخت جمشید
• مجسمه‌های سنگی
• صفحات شاهنامه
• کتیبه‌های داریوش
موزه ویکتوریا و آلبرت لندن
یک قالی قدیمی اردبیلی که در گذشته مقبره شیخ صفی‌الدین اردبیلی با آن فرش شده بود، در این موزه نگهداری می‌شود. این قالی ابریشمی یکی از نفیس‌ترین و زیباترین قالی‌های جهان و یکی از برجسته‌ترین نمادهای هنر ایرانی به شمار می‌رود.
 
هنر ایرانی مدرن در گالری‌های جهان
پس از درگذشت کمال‌الملک (1847 تا 1940 میلادی) نقاش مشهور ایرانی، جنبش هنر مدرن در ایران به وجود آمد. برخی افراد که در این جریان نقش داشتند و شهرت جهانی پیدا کردند عبارتند از:
سهراب سپهری
وی شاعر و نقاش معاصر است که آثار خود را با الهام از عرفان و سنت بودایی خلق می‌کرد. آثار نقاشی سپهری در گالری‌های معروف سراسر جهان به معرض نمایش درآمده است.
پرویز تناولی
وی را یکی از پیشگامان نهضت سقاخانه می‌دانند که در مجسمه‌سازی و نقاشی دستی داشته است.
بهجت صدر محلاتی
وی برجسته‌ترین نقاش زن معاصر ایرانی است که به دلیل استفاده از یک چاقوی پالت برای نشان دادن ریتم بصری و حرکت مشهور شده است.
หัตถกรรม

ترمه‌بافی، هنری کهن با طرح و نقشی شاهانه

ترمه‌بافی یکی از هنرهای قدیمی شهر یزد است. ترمه به عنوان محصول این هنر، بسیار زیبا و چشم‌نواز و یکی از گزینه‌های اصلی انتخاب به عنوان سوغات ایرانی است.

صنایع دستی هر منطقه و جغرافیا، نمادی از فرهنگ و هنر آن سرزمین است. در یزد که یکی از منطق کویری ایران، با آب و هوایی گرم و خشک به شمار می‌آید، ترمه‌بافی به عنوان یکی از صنایع دستی و ترمه به عنوان محصول آن، آوازه و پیشینه‌ای جالب توجه دارند. شیوه بافت و طرح‌هایی که در ترمه به کار می‌رود، به قدری چشم‌گیر است که کمتر گردشگری پس از بازدید از یزد، بدون خرید ترمه این شهر، آن را ترک می‌کند! یزد در گذشته یکی از مراکز اصلی نساجی در ایران بود. از این رو علاوه بر ترمه‌بافی، هنرهایی مانند زری‌بافی، شمدبافی، دارایی‌بافی، چادرشب‌بافی، دستمال‌بافی و احرامی‌بافی در آن رواج داشته است.

تاریخچه ترمه 

ترمه نوعی پارچه زیباست که قدمت آن به اوایل دوره صفویه (اوایل قرن شانزدهم میلادی) بر می‌گردد. زرتشتیان را پایه‌گذار هنر ترمه‌بافی و نخستین کاربرد این نوع پارچه را در لباس‌های مذهبی پیروان زرتشت می‌دانند. 

دوران شاه عباس صفوی (سلطنت از 1587 تا 1629 میلادی) را می‌توان دوره شکوفایی ترمه لقب داد. بر اساس نقل‌های موجود، در این دوره ترمه بازاری پر رونق داشت و غیاث‌الدین نقشبند یزدی به عنوان یکی از اساتید ترمه‌بافی، حدود 600 هنرآموز را تعلیم می‌داد.


ویژگی‌های ترمه

طرح‌های متفاوت و لطافت بی‌نظیر ترمه، مهم‌ترین تفاوت این نوع پارچه با دیگر پارچه‌هاست. ترمه از تار و پودی از جنس کرک و پشم یا ابریشم بافته می‌شود. رنگ‌های اصلی ترمه، زرشکی، قهوه‌ای، آبی و سبز است و روی این رنگ‌ها، نقش‌هایی نظیر بته‌جقه، گل‌هی شاه‌عباسی، شاخ گوزنی، امیری، راه‌راه (محرمات)، بته‌سروی و بته‌بادامی کار می‌شود. این نقوش به عنوان طرح‌های اصیل ایرانی شناخته می‌شود و از دیرباز نمونه‌هایی از آن‌ها در معماری ایرانی به کار رفته است.
بته‌جقه پرطرفدارترین طرح پارچه‌های ترمه است. در این طرح، سروی خمیده به تصویر کشیده می‌شود. این سرو در عقاید زرتشتیان بیانگر خضوع در برابر معبود (اهورامزدا) و یکی از نمادهای طراحی ایرانی است.

انواع ترمه

ترمه در انواع مختلفی تولید می‌شود که هر کدام از نظر نوع بافت و طرح، با دیگری تفاوت دارد:
• کشمیری: به عنوان یکی از مرغوب‌ترین انواع ترمه به شمار می‌رود و بته‌جقه، شاخ گوزنی و درختی، مهم‌ترین نقوشی است که در آن استفاده می‌‌شود. ترمه کشمیری نیز انواع مختلفی دارد که نوع اعلای آن، ترمه زمردی است. پس‌زمینه نیلی با نقش‌های بته‌جقه و رنگ سبز زمردی، دلیل نام‌گذاری این نوع ترمه است. ترمه امیری نیز یکی دیگر از انواع ترمه اعلای کشمیری است،
• ترمه شال راه‌راه: در دو نوع باریک و پهن تولید می‌شود،
• اتابکی: ماده اولیه آن پشمی لطیف است که آن را به ترمه کشمیری شبیه می‌کند،
• چهرقدی: بیشتر برای بقچه و روسری مورد استفاده قرار می‌گیرد و در دو نوع ترنجی و گل‌دار تهیه می‌شود،
• شال‌بندی: طرحی شبیه لانه زنبور دارد و در هر خانه آن، یک گل یا بته جای گرفته است،
• ترمه شال کرمان: نامی عمومی برای ترمه‌هایی است که در کرمان بافته می‌شود،
• یزدی: در آن از طرح‌های راه‌راه استفاده می‌شود. گل‌های شاه‌عباسی تزئین اصلی این نوع ترمه است.

ترمه یکی از بهترین گزینه‌ها برای انتخاب به عنوان سوغات ایران است

ترمه‌ها بر اساس تعداد رنگ‌های به کار رفته و تراکم بافت، ارزش‌گذاری می‌شود. هر چه رنگ‌های بیشتری در ترمه به کار رفته باشد و بافت آن ریزتر باشد، ارزش آن بالاتر می‌رود. ترمه‌هایی که تراکم بافت بالاتری دارند، در برابر شستشو و نور خورشید بیشتر دوام می‌آورند و بیشتر عمر می‌کنند. البته به دلیل آن که در ترمه از یراق و آستر استفاده می‌شود، بافت آن باید با نهایت دقت صورت گیرد.

شیوه بافت ترمه
امروزه به دلیل رواج ماشین‌های صنعتی، بافت دستی ترمه رو به زوال نهاده است. با این وجود در گذشته بافت ترمه در گروه‌هایی دو نفره انجام می‌شد. برای این کار ابتدا پشم را می‌شستند و چربی‌زدایی می‌کردند. سپس با استفاده از مشتقات گوگرد آن را سفید می‌کردند. گاهی نیز پشم را در چمن‌زار پهن می‌کردند تا شبنم در شب به آن جذب و در روز تبخیر شود و به تدریج، به سفیدی بگراید. پس از سفید کردن، نوبت به رنگ‌کاری پشم می‌رسید که کاری دقیق و حساس بود. رنگرزی در قدیم با استفاده از رنگ‌های طبیعی و گیاهی صورت می‌گرفت.
پس از طی این مراحل، نوبت به استفاده از دستگاه ترمه‌بافی می‌رسید. دستگاه‌های قدیمی به طور کامل از چوب و به دست هنرمند ترمه‌باف ساخته می‌شد. تا چند دهه پیش در یزد، بیش از 500 دستگاه ترمه‌بافی وجود داشت.


دستگاه قدیمی ترمه‌بافی

کاربردهای ترمه
در گذشته مشتریان اصلی ترمه، درباریان و افراد متنفذ بودند، به همین دلیل ترمه بیشتر برای دوخت لباس‌های اشرافی مورد استفاده قرار می‌گرفت. ولی امروزه در زمینه‌هایی همچون تولید وسایل تزئینی، پرده، مبلمان و تولید کیف و کفش نیز از ترمه استفاده می‌شود. از گذشته‌های دور ترمه با هنرهایی مانند سرمه‌دوزی و ملیله‌دوزی تزئین می‌شد و زیبایی دوچندانی پیدا می‌کرد. 
หัตถกรรม

شعربافی، هنر نساجی مردمان کویری ایران

شعربافی مجموعه‌ای از هنرهای مربوط به بافت پارچه‌ است که در یزد و برخی شهرهای مرکزی ایران رواج داشته است.

مردم یزد در گذشته، نساج‌های زبردستی بودند و بیشتر صنایع دستی آنان، پیرامون بافندگی و نساجی شکل گرفته است. یکی از این هنرها که مثل بسیاری دیگر از هنرهای دستی، امروز رونق گذشته از دست داده، شعربافی است.
به مجموع هنرهای نساجی سنتی یزد شامل دارایی‌بافی، اِحرامی‌بافی، ترمه‌بافی و بافت دستمال و شال سنتی شعربافی می‌گویند. این هنر هنوز در یزد و برخی شهرهای دیگر ایران، مانند کاشان زنده است و برخی هنرمندان به آن مشغولند. محصولات حاصل از شعربافی را می‌توان به عنوان یکی از سوغاتی‌های یزد به شمار آورد.


نمونه‌ای از تولیدات شعربافی


شَعر و شَعربافی چیست؟

برخی تحقیقات تاریخی نشان می‌دهد سابقه شعربافی به قرون ابتدایی ورود اسلام (قرن هفتم و هشتم میلادی) بر می‌گردد، ولی شاید حدود 350 سال پیش را بتوان دوران اوج شعربافی در ایران دانست. در آن زمان پارچه‌های بافته‌شده هنرمندان شعرباف شهرتی بسیار و بازاری پر رونق داشتند.
«شعر» از نظر لغوی به موی انسان و حیوان گفته می‌شود. در صنعت نساجی، شعر پارچه‌ای است که با مو یا پشم حیوان ریسندگی می‌شود و الیاف و تار و پودهای به کار رفته در آن بسیار ظریف و نازک است. دستگاهی که شعربافی با آن انجام می‌شد «دستگاه بافندگی چهاروردی» نامیده می‌شد.


یک هنرمند شعرباف بافته دست خود را نمایش می‌دهد

کار با چَهاروَردی تا نیم قرن پیش بسیار دشوار بود و تجربه و مهارت فراوانی می‌طلبید. ولی با تغییراتی که جوانی به نام «حبیب‌الله خاتم» در این دستگاه‌ها به وجود آورد، کار با آن بسیار آسان‌تر شد. خاتم قطعه‌ای به نام «چَک» به دستگاه افزود و موجب شد ساز و کار دستگاه با سهولت بیشتری انجام شود.

تولیدات شعربافی

در مجموع شعر پارچه‌ای ساده و معمولا بدون نقش و نگار است. البته در بیشتر انواع این پارچه‌ها، از نقوش راه‌راه استفاده می‌شود. شعر بیشتر برای لباس زنانه کاربرد دارد. در تولید شعر از رنگ‌های گرم مانند زرشکی، قرمز، بنفش و زرد بهره برده می‌شود. البته استفاده از سبز و مشکی و حتی نقش گل نیز چندان نادر نیست. شعری با راه‌راه سفید و سیاه نیز برای استفاده در لباس مردانه تولید می‌شود.
شعر در ابعاد دو در 1.5 متر بافته می‌شود. از چند دهه پیش، بافندگان نام خود را در سر و ته پارچه درج می‌کنند تا به نوعی پارچه را تضمین و در صورت وجود مشکل در بافت پارچه آن را تعویض کنند. شعربافی از گذشته‌های دور پیشه‌ای مردانه به شمار می‌رفت. یک هنرمند شعرباف با یک دستگاه قدیمی، روزی یک تا دو متر پارچه تولید می‌کرد.
پارچه‌ای که در شعربافی تولید می‌شد، به دلیل نازکی و خنکی، در مناطق گرم طرفدار بیشتری داشت. از این رو شعربافی بیشتر در مناطق مرکزی ایران رواج پیدا کرد و شهرهایی مثل یزد و کاشان به پایگاه‌های اصلی آن تبدیل شدند.
در مجموع می‌توان تولیدات شعربافی را در چند مورد خلاصه کرد:
1. زری‌بافی: در بافت این نوع پارچه از الیاف نازک طلا استفاده می‌شد. پارچه‌های زربفت بیشتر برای تولید لباس‌های فاخر درباریان و افراد صاحب‌نفوذ به کار می‌رفت. زری‌بافی از دوران پیش از میلاد در ایران رواج داشته است.
2. پرده‌بافی: کارگاه‌های پرده‌بافی تا چند سال پیش در یزد دایر بودند ولی اکنون دیگر اثری از این کارگاه‌ها بر جا نمانده است.
3. رو لحاف‌بافی: دستگاه‌های چهاروردی که برای شعربافی کاربرد دارد، برای بافت رو لحافی که جنبه‌های تزئینی بیشتری داشت، مورد استفاده قرار می‌گرفت. امروز دستگاه‌های دیگری به نام «هفت‌وردی» که توان تولید پارچه‌هایی در عرض 3.5 متر را دارند، برای بافت رو لحافی استفاده می‌شود.
4. چادرشب‌بافی: چادرشب معمولا در ابعاد دو در دو متر با طرح‌های چهارخانه و با ترکیب رنگ نیلی، زرد، قرمز، سبز و مشکی تولید می‌شد. چادرشب پارچه‌ای بود که رختخواب را در آن قرار می‌دادند.
5. دستمال: در سه نوع عشایری، ابریشمی و مرس ریزه بافته می‌شد.
6. قناویز: چنین پارچه‌ای دیگر تولید نمی‌شود.
7. شَمَدبافی: پارچه‌ پنبه‌ای یا ابریشمی بود که تابستان‌ها به عنوان رو انداز مورد استفاده قرار می‌گرفت. نازکی و سبکی این پارچه آن را به روانداز مناسب شب‌های گرم تابستان تبدیل کرده بود.
8. احرامی‌بافی: بیشتر مورد استفاده حجاج قرار می‌گرفت و ابعاد آن معمولا 70 در 100 یا 90 در 120 سانتی‌متر بود.
9. دندانی‌بافی: جامه زرتشتیان با استفاده از این نوع پارچه دوخته می‌شد. دندانی‌بافی هنری بسیار پر زحمت بود که اکنون اثری از آن باقی نمانده است.
10. دارایی‌بافی: دارایی پارچه‌ای بود که به صورت کامل از ابریشم بافته می‌شد و در رنگ‌آمیزی آن به صورت کامل، رنگ‌های طبیعی و گیاهی مورد استفاده قرار می‌گرفت. از محصولات این هنر به عنوان رومیزی، بقچه سوزنی و رو لحافی استفاده می‌شد. دارایی‌بافی هنوز هم هنری زنده به شمار می‌آید، ولی نسبت به گذشته تغییراتی در نقوش آن به وجود آمده است.
หัตถกรรม

کلاش کردستان، پای‌پوشی محکم و کاملا طبیعی

کلاش یا گیوه کردی، به صورت کامل با استفاده از الیاف طبیعی دوخته می‌شود و بهترین پای‌پوش برای استفاده در پیاده‌روی‌ها و کوه‌پیمایی‌های طولانی است.

تن‌پوش مردمان کرد، متناسب با شرایط کوهستانی محل زندگی آنان شکل گرفته است. در طول قرن‌ها، مهارت‌هایی برای ایجاد بهترین کفش و لباس در میان اهالی کردستان به وجود آمده و تکامل پیدا کرده که نتیجه آن استفاده از بهترین مواد اولیه در دسترس با بهترین شیوه دوخت بوده است. در این میان، دوخت پای‌پوش مردمان کرد، به عنوان یک رشته صنایع دستی در این استان محسوب می‌شود. گیوه که کردها در زبان محلی خود به آن «کلاش» می‌گویند، یکی از بخش‌های اصلی لباس مردان کرد است. با وجود آن که کردها معمولا کلاش سفید به پا می‌کنند، این کفش محلی در رنگ‌های آبی و قرمز نیز تولید می‌شود.

ویژگی‌های کلاش

کلاش باید علاوه بر سبکی، هم دوام داشته باشد و هم محکم باشد. کلاش باید پای مردان کرد را از آسیب‌هایی که ممکن است عبور از صخره‌های نوک‌تیز و راه‌های صعب‌العبور به دنبال داشته باشد، حفظ کند. این مسائل موجب شده فناوری دستی تولید کلاش به تولید محصولی سبک، راحت و بسیار محکم منتهی شود که در طول چندین قرن پر طرفدار و کارآمد ظاهر شده است.
کلاش بر خلاف کفش‌های معمول، جفت راست و چپ ندارد و می‌توان هر لنگه را به هر دو پا پوشاند. معمولا توصیه می‌شود که هر چند وقت یک بار، جای لنگه‌های کلاش با هم عوض شود تا طول عمر آن افزایش یابد.
مواد مورد استفاده در کلاش کاملا طبیعی است و در دوخت آن از هیچ دستگاه صنعتی استفاده نمی‌شود. از این رو استفاده از این کفش آلودگی زیست‌محیطی به دنبال ندارد، در حالی که پای‌افزارهای مرسوم به دلیل استفاده از مواد پلاستیکی، محیط زیست را آلوده می‌کنند. به خاطر همین ویژگی کلاش قابل شستشو نیز هست. البته طبیعی بودن مواد کلاش موجب می‌شود در صورتی که به مدت طولانی در جایی قرار داده شود، مورد هجوم حشرات و موریانه‌ها قرار گیرد. از این رو اگر کلاشی خریداری کرده‌اید و مدتی قصد دارید آن را در جایی بگذارید، قطعه‌ای قرص نفتالین یا مقداری توتون در آن قرار دهید تا حشرات به آن نزدیک نشوند!

تاریخچه دوخت کلاش

تاریخچه دقیقی از شکل‌گیری و تکامل کلاش وجود ندارد، ولی برخی کارشناسان معتقدند این نوع کفش، پیشینه‌ای هزار ساله دارد. به اعتقاد آنان در زمان فردوسی (اوایل قرن یازدهم میلادی) کلاش وجود داشته است و داستانی که بر اساس آن گیو سفری به ترکستان انجام داده تا سیاوش و مادرش را بازگرداند، دلیلی بر این مدعاست. بر اساس این داستان، گیو هفت سال در ترکستان سرگردان بود و برای طی مسیر طولانی سفر به پای‌افزاری محکم و سبک نیاز داشت. از این رو گیوه را به وجود آورد.
به نظر می‌رسد اورامانات خاستگاه اصلی کلاش در کردستان باشد. در این منطقه، تولید کلاش یک پیشه خانوادگی است و هنوز هم اعضای برخی خانواده‌ها، خصوصا در مریوان، در کنار هم به تولید این محصول مشغولند.

مراحل دوخت کلاش

ساخت زیره کلاش کاری دشوار است و به قدرت بدنی مناسب نیاز دارد. از این رو معمولا در بین خانواده‌ها، ساخت این قسمت به مردان سپرده می‌شود و دوخت رویه‌ها بر عهده خانم‌هاست. برای ساخت زیره، پارچه‌های پنبه‌ای در رنگ‌های قرمز و آبی را به صورت طولی و عرضی برش می‌دهند و پس از تا کردن و کوبیدن، به شکلی منظم به سیخ می‌کشند. شیوه مخصوصی که پس از به سیخ کشیده شدن، در کوبیدن زیره کلاش مورد استفاده قرار می‌گیرد، در استحکام و کارآیی آن نقش ویژه ایفا می‌کند. در این مرحله برای آن که از گسستن پارچه‌ها جلوگیری شود، چهار رشته نوار چرمی محکم که از پوست گاو درست شده، از میان پارچه‌ها عبور داده می‌شود. رشته‌های چرمی علاوه بر بالا بردن استحکام کفش، در فصل گرم که تعرق پا بیشتر است مانند بوگیر عمل می‌کنند.
زیره کلاش معمولا به سه صورت تهیه می‌شود:
• کف پارچه‌ای یا در اصطلاح لته‌ای یا شیوه‌ای،
• کف آجیده که ترکیبی از نخ پنبه‌ای و چند لایه چرم لطیف است،
• کف تمام‌چرمی.
در برخی تولیدات جدیدتر از زیره‌های پلاستیکی هم استفاده می‌شود که این نوع کلاش، مرغوبیت کلاش‌های طبیعی را ندارد.
مرحله بعد در ساخت زیره‌ها، برش آن در اندازه‌های لازم است. سپس برای آن که زیره کلاش محکم‌تر شود، در گوشه‌های هر جفت آن حدود 50 میخ ریز می‌کوبند.
رویه کلاش با استفاده از الیاف نخی، با شیوه‌ای خاص که به «خوشه گندمی» مشهور است، بافته می‌شود. این کار به قدری دشوار و زمان‌بر است که برای بافت رویه هر جفت کلاش، پنج تا شش روز زمان لازم است. شیوه بافت رویه به شکلی است که علاوه بر محکمی، امکان تبادل هوا را نیز فراهم می‌کند و در مسافت‌های طولانی، پا را خسته نمی‌کند.
در مرحله نهایی باید رویه و زیره به هم دوخته شود.

کلاش مردانه و زنانه
کلاش‌هایی که برای مردان دوخته می‌شود، زیره‌ای زمخت با نوک برآمده دارد تا در هنگام انجام کارهای سنگین و کوهپیمایی‌های طولانی دوام بیشتری داشته باشد، ولی کلاش‌های زنانه، زیره‌هایی زیباتر با رنگ‌های متنوع دارد.
หัตถกรรม

صنایع دستی کردستان، قدیمی، اصیل و کاربردی

صنایع دستی کردستان انواع مختلفی از هنرها را در بر می‌گیرد. هنرمندان کرد با استفاده از این هنرها، در طول تاریخ ملزومات زندگی خود را تامین کرده‌اند.

هر کدام از شهرها و استان‌های ایران، تاریخی مخصوص به خود دارند، از این رو جلوه‌های فرهنگی آنان نیز تا حد زیادی مخصوص و منحصر به فرد است. کردستان به عنوان یکی از استان‌های ایران با برخورداری از فرهنگ اصیل و کهن کردی، محلی برای رشد باورها و هنرهای مردم در جغرافیایی خاص بوده است. صنایع دستی کردستان با به کارگیری مواد اولیه و شیوه‌هایی که در فرهنگ و تاریخ این استان ریشه دارد، به عنوان یکی از نمادهای فرهنگی برجسته این استان خودنمایی می‌کند.
به خاطر آن که در کردستان چوب درختان به وفور در دسترس است و بخشی زیادی از مردم به پرورش دام مشغولند، بیشتر صنایع دستی این استان از چوب، پشم و چرم به عنوان ماده اولیه استفاده می‌کنند.

قالی و گلیم

قالی و گلیم ایرانی شهرتی جهانی دارد. مثل هر نقطه دیگر ایران، در کردستان نیز این محصول ایرانی متناسب با جغرافیای این استان، رنگ و بویی خاص به خود گرفته و تفاوت‌های خود را در طرح و بافت به نمایش گذاشته است. گلیم‌سنه بیشتر در سنندج بافته‌ می‌شود و با طرح‌هایی الهام‌گرفته‌شده از فرش‌های هرات، نقوشی عمدتا گل و بته‌ای دارد. بیشتر این نقوش دارای زوایایی تند هستند که شاید تداعی‌گر دشواری‌های زندگی در مناطق صعب‌العبور کوهستانی باشد.
نقوش به کار رفته در قالی و گلیم کردستان معمولا بدون هیچ نقشه قبلی و کاملا به صورت ذهنی، از سوی بافنده پیاده می‌‌شود. از این رو آن را می‌توان برداشتی مستقیم از طبیعت و زندگی بافنده به شمار آورد. چنین موضوعی سبب شده تنوع طرح و نقش در قالی و گلیم کردستان، به شدت زیاد باشد، به طوری که پیدا کردن دو محصول شبیه به هم بسیار بعید است.

ابزارسازی موسیقی

کار با چوب یکی از صنایع قدیمی کردستان است. در میان هنرمندان چوب کردستان، چوب سنجد و گردو به خاطر برخورداری از گره‌های ریز طبیعی، کاربرد بیشتری دارد. از این چوب‌ها برای ساخت وسایل تزئینی، جعبه جواهر، عصا و... استفاده می‌شود.
هنرمندان کردستانی به قدری در کار با چوب به مهارت دست یافته‌اند که کردستان به عنوان یکی از مهم‌ترین مراکز ساخت ابزار موسیقی شناخته می‌شود. دف، ویولن، تار، سه‌تار، قانون و سنتور از جمله سازهایی است که ظرافت هنر هنرمندان کردستان، در ساخت آن به کار می‌رود.

کلاش

یکی از پای‌پوش‌های محبوب کردستان، گیوه محلی یا «کلاش» است. این گیوه به صورت کاملا طبیعی، از پارچه و چرم ساخته می‌شود و علاوه بر سبکی، از استحکامی قابل توجه برخوردار است. همین موضوع سبب شده مردان کردی در پیاده‌روی‌های طولانی که با عبور از پیچ و خم‌های تند و پستی‌ و بلندی‌های متعدد همراه است، کلاش را به عنوان کفش خود بر گزینند.
بافت رویه کلاش با فراهم آوردن امکان تبادل هوایی، از بو گرفتن پا جلوگیری می‌کند. دوخت کلاش به شکلی است که بر خلاف کفش‌های معمول لنگه چپ و راست ندارد و هر کدام از لنگه‌های کفش را می‌توان به هر دو پا پوشاند. از این رو هر چند وقت یک بار جای لنگه چپ و راست را با هم عوض می‌کنند تا دوام و استحکام کلاش، بیشتر شود.

نمدمالی
در کردستان از بافته‌های نمدی به عنوان لباس‌های رویین که وظیفه گرم‌ کردن بدن را بر عهده دارند، استفاده می‌شود. نمدمال‌ها با استفاده از فشار، حرارت و رطوبت، در فرایندی پر زحمت و زمان‌بر پشم‌ها را به قدری مالش می‌دهند که به صورت یک‌پارچه درآید و قابل برش و دوخت شود.
بر اساس نظر برخی کارشناسان، پیشینه هنر نمدمالی به بیش از سه هزار سال پیش باز می‌گردد. کلاه، خورجین، شال و انواع تن‌پوش‌ها، از مهم‌ترین محصولاتی است که در کرستان با نمد تولید می‌شود.

جولایی
لباس کردی را می‌توان یکی از زیباترین لباس‌های رایج در ایران دانست. طراحی این لباس به شکلی است که در طول تاریخ، نظم و هماهنگی و کاربردی مشخص برای هر قسمت از آن تعریف شده است.
پارچه‌بافی سنتی کردستان که به آن جولایی هم می‌گویند، قدمت زیادی دارد. «جولا» در زبان کردی به معنای تحرک و جنب‌ و جوش است و اطلاق آن به این هنر دستی، به خاطر تحرک زیادی است که بافنده باید در هنگام کار خود صورت دهد. از بافته‌های جولایی در تهیه سجاده، رختخواب‌پیچ، لباس سنتی کردی و زیرانداز استفاده می‌شود.

ارغوان‌بافی
درخت ارغوان به خاطر رنگ زیبایش، در ادبیات فارسی مورد توجه شاعران و نویسندگان بوده است، ولی جلوه این درخت در نزد مردمان کرد، به خاطر کاربرد هنری آن در صنایع دستی کردستان، جور دیگری است. هنرمندان کردستان با استفاده از الیاف طبیعی به دست آمده از این درخت، محصولاتی مانند آبکش و سبد نان و میوه می‌بافند.
หัตถกรรม

سفالگری میبد، خلق آثار هنری از خاک بی‌جان

سفالگری میبد یکی از صنایع دستی مشهور استان یزد است که در آن، با استفاده از خاک، محصولاتی زیبا و کارآمد ساخته می‌شود.

یکی از هنرهای دستی که در میبد یزد گسترش پیدا کرده، سفالگری است. سفالگری میبد هنری کهن است که در طول زمان حیات خود تکامل پیدا کرده و امروز، محصولات بسیار زیبایی تولید می‌کند.

تاریخچه سفالگری میبد

قدمت هنر سفالگری میبد به بیش از هزار سال می‌رسد. در نارین قلعه که با حدود چهار هزار سال پیشینه، به عنوان قدیمی‌ترین ارگ حکومتی جهان شناخته می‌شود، قطعاتی از خرده‌سفال‌های رنگی مشاهده شده است.
در گذشته در نقاط مختلف میبد، کارگاه‌های سفالگری وجود داشته است. این کارگاه‌ها تا «بشنیغان»، محله مرکزی میبد امتداد داشت و تا 40 سال پیش، کوره‌های سفال‌پزی داخل محدوده شهری فعالیت می‌کردند. از آن زمان کارگاه‌ها و کوره‌ها به «کرخانه»، محلی در خارج از شهر منتقل شده است.


ظروف سفالی ساخته شده در میبد


کارگاه‌های سفالگری میبد

کارگاه‌های سفالگری میبد از 100 تا هزار متر مربع وسعت دارند. در آن‌ها از خاک رسی که به وفور در منطقه در دسترس است، استفاده می‌شود.


قلک‌های سفالی حاصل هنر سفالگران میبد

در گذشته هر کدام از اساتید سفالگری، روی محصول تولیدی خود علامتی مخصوص قرار می‌دادند و آن را به نوعی امضا می‌کردند. این کار علاوه بر نشان دادن اصالت محصول، نوعی ضمانت هم محسوب می‌شد و اگر مشتری در آن ایرادی مشاهده می‌کرد می‌توانست آن را تعویض کند.

انواع سفال‌های میبد

سفالگری میبد دو شیوه برای تولید محصولات خود دارد که بر اساس مواد اولیه آن تغییر می‌کند. مواد اولیه سفال‌های میبد دو نوع است:
• گل رس،
• خاک سفید که ترکیبی از کوارتز، کائولن و سیلیس است.
سفال خاک رس نیز در دو نوع تولید می‌شود: سفیدوار و رنگینه‌وار. سفیدوار سفالی ساده و بدون رنگ است. معمولا کوزه و گلدان از این روش تولید می‌شود. در مقابل سفال رنگینه‌وار، دارای رنگ‌های مختلف است و خمره‌های کوچک و بزرگ با استفاده از آن تولید می‌شود.
در میبد نوعی دیگر از سفال به نام «کاشی» یا «نانی» (مخفف نائینی) نیز تولید می‌شود.

مراحل سفالگری میبد با خاک رس
به دلیل آن که خاک‌های پیرامون کارگاه‌های سفالگری میبد از چسبندگی لازم برخوردار نیستند، خاک رس از مسافتی دورتر به آن جا حمل می‌شود. قبل از شروع مراحل تولید سفال، خاک رس را می‌کوبند تا کلوخه‌های آن خرد شود و آب را راحت‌تر جذب کند. پس از آن آب را اضافه می‌کنند و گل را ورز می‌دهند. گلی که از این فرایند حاصل می‌شود تا 15 روز رطوبت را در خود نگه می‌دارد و می‌توان آن را در تولید سفال مورد استفاده قرار داد.
گل را پس از آماده شدن، در قطعاتی جدا می‌کنند و هر کدام از این قطعات را به صورت جداگانه، روی سنگ مسطحی شبیه سنگ آسیاب، مجددا ورز می‌دهند تا آماده مراحل بعدی شود.
چرخ سفالگری دستگاهی متشکل از یک سطح چوبی و دایره‌مانند با محوری عمودی است. در روش سنتی سفالگری، در قسمت پایین چرخ سفالگری صفحه‌ای تعبیه شده بود که سفالگر با پای خود آن را می‌چرخاند، ولی امروز نیروی لازم برای چرخش صفحه سفالگری با استفاده از دستگاه‌های مکانیکی تامین می‌شود. شکل مورد نظر سفال روی چرخ سفال ایجاد می‌شود، سپس قالب‌ها در آفتاب قرار داده می‌شود تا خشک شود. پس از این که کمی از رطوبت سفالینه‌ها کم شد، اگر جزء محصولات سفیدواره باشد، نقشی روی آن ایجاد می‌شود. این نقش «سوزنی» نام دارد. سفال‌های رنگینه در این مرحله، به جای نقش سوزنی با لعابی که از قبل آماده شده، پوشانده می‌شود.
حال فقط مرحله پخت سفال باقی مانده است. چیدن سفال‌های نیمه‌خشک در کوره، باید با دقت صورت گیرد تا همه سطح سفال، به یک اندازه گرما ببیند و شکننده نشود.

مراحل سفالگری با خاک سیلیس
سنگ مورد نیاز ساخت این نوع سفال‌ها که به آن کاشی هم گفته می‌شود، از استان قزوین که کیلومترها با میبد فاصله دارد، وارد می‌شود. در هنگام ساخت ماده اولیه این نوع سفال، برای آن که از ترک‌خوردگی آن جلوگیری کنند، مقداری گرد شیشه به آن می‌افزایند.
این نوع سفال باید دو بار در کوره قرار گیرد. پس از دو بار پخت و سرد شدن، نقوش مورد نظر هنرمند روی آن ایجاد می‌شود.

رنگ‌آمیزی سفال میبد
روش مورد استفاده برای رنگ‌آمیزی سفال میبد، «زیر رنگی» نام دارد. پس از رنگ زدن سفال، نوبت لعاب دادن است که در آن از شیشه استفاده می‌شود: ابتدا پس از خرد کردن و سایید شیشه، مقداری آب و کتیرا و گاهی براده مس به آن اضافه می‌کنند تا مایعی غلیظ شکل گیرد. این مایع را در تمام سطح سفال می‌گسترانند و مجددا آن را به کوره بر می‌گردانند.

نقوش مورد استفاده در سفالگری میبد
در گذشته ایجاد نقوش روی سفالینه‌ها بسیار سخت و پر زحمت بود. از یک طرف تامین رنگ از مواد اولیه گیاهی دشوار بود و از طرف دیگر، پیاده کردن نقش‌ها تبحر و استادی زیادی نیاز داشت. ولی امروز با گسترش محصولات شیمیایی، رنگ‌های سبز، آبی، سیاه و قرمز به وفور در دسترس سفالگران قرار دارد.


ساخته‌های دست سفالگران میبدی

انواع مختلفی از نقوش روی سفالینه‌های ترسیم می‌شود که برخی از آن‌ها عبارتند از: نقش ماهی، خورشید خانم، مرغک یا چغورگ، چیت، کمر، زلف عروس، کوه دار، طاق نصرت، تاج، محرماتی ساده و غیرساده، کوهگ، پیچ دوقلمه، سوزنی، چادیشوگ (چادرشبی)، پنجه فرسی، لوزی، کرمانی، مشهدی، قندی یا قندگ، کله قوچی، خانیوگ، تخته‌ای و کنده تخته‌ای، بازوبندی، اسب‌سوار. از میان این طرح‌ها، ماهی، خورشید خانم، چیت و مرغک (گنجشک) بیشتر رایج است.
نقش خورشید (خورشید خانم) یکی از نقوش پرتکرار کاشی میبد است که تصویری از خورشید گرم و نورانی منطقه میبد به شمار می‌آید. نقوش دیگری نیز که روی کاشی میبد نقش می‌بندد، الهامی از زندگی و تاریخ این شهر است.
หัตถกรรม

زیلو، زیرانداز ایرانی با هنری چشم‌نواز و موادی کاملا طبیعی

زیلو به عنوان یکی از هنرهای ایرانی، به گلیم شباهت زیادی دارد، با این تفاوت که در بافت آن از مواد کاملا گیاهی استفاده می‌شود.

زیلو یک زیرانداز ایرانی است که با استفاده از مواد کاملا طبیعی بافته می‌شود. زیلوبافی نشانه‌ای از ظرافت هنر ایرانی است. نمی‌توان به دقت درباره خاستگاه زیلوبافی در ایران اظهارنظر کرد، ولی امروز، شهر میبد به عنون اصلی‌ترین محل بافت زیلو در ایران به شمار می‌آید. در این شهر کارگاه‌هایی برای بافت زیلو وجود دارد که در آن هنرمندان به این صنعت مشغولند.

تاریخچه زیلوبافی

برخی اعتقاد دارند زیلوبافی از حصیربافی تاثیر پذیرفته است و شکلی پیشرفته‌تر از هنر حصیربافی محسوب می‌شود. در متون تاریخی درباره زمان پیدایش زیلو نظری داده نشده است. بیشتر متون در دسترس، به بعد از ورود اسلام به ایران مربوطند و در آن‌ها، در حاشیه توصیف یک مسجد یا مکان مذهبی، به زیلو هم اشاره شده است. با این حال به نظر می‌رسد پیدایش زیلوبافی به پیش از ورود اسلام به ایران (قرن هفتم میلادی) برگردد.
زیلوهای قدیمی که در مساجد استان یزد موجود است، بافته هنرمندان میبدی است. از این رو با وجود آن که نمی‌توان به طور قطع میبد را مبدا شکل‌گیری زیلو دانست، می‌توان درباره رونق این هنر در این شهر در بیشتر دوره‌های تاریخی، به اتفاق نظر رسید.
قدیمی‌ترین زیلوی موجود که در سال 808 هجری قمری (1405 میلادی) بافته شده، هم‌اکنون در موزه زیلو و سفال میبد نگهداری می‌شود. زیلوی مسجد جامع هفتادر در عقدا، زیلوی آویخته در مسجد امیرچخماق یزد (مربوط به قرن 11 هجری قمری معادل قرن هفدهم میلادی) و زیلوهای کهنه مسجد رکن‌آباد، چند زیلوی مهم به شمار می‌روند. بر روی یکی از نفیس‌ترین زیلوهای موجود در میبد، که 24 سجاده بر آن طراحی شده، تاریخ 1188 هجری قمری (1774 میلادی) نقش بسته است.

ویژگی‌های زیلو

زیلو ظاهری ساده دارد و بافته‌ای بادوام به شمار می‌رود. استفاده از نخ‌های پنبه‌ای، این بافته را مناسب طبیعت گرم و خشک کویر کرده است.

مواد اولیه زیلو

زیلو را از نخ‌های پنبه‌ای می‌بافند. به همین دلیل زیلوبافی در مناطقی که پنبه‌بافی در آن رایج بوده، رواج بیشتری داشته است. در گذشته ابتدا پنبه را به کمک چرخ‌های نخ‌ریسی به نخ تبدیل می‌کردند و سپس به صورت کلاف در می‌آوردند تا به عنوان تار و پود زیلو به کار رود. این نخ را در اصطلاح محلی «هری» یا «نخ رسمی» می‌نامیدند. نخ رسمی، نخی محکم بود و با یک بافت خوب، می‌توانست زیلوهای بادوامی را به وجود آورد.

رنگ و بافت

دستگاهی که زیلو را به وسیله آن می‌بافند، شبیه دار قالی و گلیم است. برای بافت زیلو این دار را چله‌کشی می‌کنند، ولی تعداد چله‌های زیلو در واحد سطح، به دو برابر چله‌های گلیم می‌رسد. همین نکته از دوام و استحکام بیشتر زیلو نسبت به گلیم حکایت دارد، با این تفاوت که گلیم را با الیاف گیاهی و گلیم را با پشم می‌بافند. زیلو را می‌توان به صورت دو رو بافت و در هر رو، نقشی جداگانه زد. در هنگام استفاده نیز هر دو روی چنین زیلویی قابل استفاده است.
زیلو به خاطر استفاده از مواد اولیه طبیعی و خالی بودن از الیاف آکرلیک و پلی‌استر، برای مبتلایان به اگزمای پوستی بسیار سالم است. طرح‌های زیلو در مقایسه با فرش‌های ایرانی، تنوع رنگی کمتری دارد. زیلوها معمولا با دو رنگ آبی و سفید بافته می‌شود، ولی رنگ‌های نارنجی، سبز، قهوه‌ای، زرشکی و قرمز نیز برای بافت آن به کار می‌رود. رنگ‌های به کار رفته در زیلو از مواد گیاهی استخراج می‌شد. برای رنگ‌های طیف قرمز از روناس، برای رنگ‌های طیف آبی از نیل و برای رنگ‌های طیف قهوه‌ای از پوست استفاده می‌کنند.
سادگی و ترکیب رنگ زیلو، بهترین هماهنگی ممکن را بین آن و کاشی‌های به کار رفته در معماری داخلی مساجد اسلامی به وجود می‌آورد. به همین خاطر زیلوهای آبی و سفید یکی از زیراندازهای محبوب برای مفروش کردن مساجد محسوب می‌شود.
در کنار زیلوهای آبی، زیلوهای قرمز بیشترین کاربرد را در منازل داشت. در میان همه زیلوها، آن‌ها که رنگ سبز و قرمز دارد، معمولا نسبت به بقیه مرغوب‌تر به حساب می‌آید.
میبد شهر جهانی زیلو
با توجه به رواج زیلوبافی در میبد، این شهر در سال 2018 م. با رای شورای جهانی صنایع دستی که در انگلیس مستقر است، به عنوان شهر جهانی زیلو معرفی شد. در حال حاضر در میبد زیلو به صورت خانگی و کارگاهی تولید می‌شود. میزان تولید سالانه زیلو در این شهرستان به 100 هزار متر مربع می‌رسد.
หัตถกรรม

منبت‌کاری آباده، هنری بی‌نظیر با شهرتی جهانی

منبت‌کاری یکی از هنرهای اصیل ایران است که در شهرهای مختلف هنرمندان مختلفی به آن مشغولند. از این میان ولی منبت‌کاری آباده شهرت جهانی پیدا کرده است.

منبت‌کاری هنری است که در آن نقش‌ها به صورت برجسته روی زمینه کار به وجود می‌آیند. این هنر ممکن است روی مواد اولیه متفاوتی اجرا شود، ولی منبت‌کاری روی چوب، مشهورترین و زیباترین نوع منبت است. این نوع منبت، به صورت کنده‌کاری روی چوب انجام می‌شود. هر چه جنس چوب محکم‌تر و بافت آن فشرده‌تر باشد، منبت‌کاری زیباتر و بادوام‌تر خواهد بود، از این رو چوب درختان گردو، شمشاد و گلابی در منبت‌کاری کاربرد فراوان دارد.
در برخی دیگر از هنرها که روی چوب اجرای می‌شود، مانند خراطی و معرق‌کاری، کنده‌کاری روی چوب انجام می‌شود، به همین خاطر می‌توان آن‌ها را شکل خاصی از منبت‌کاری به شمار آورد.

ریشه نام منبت‌کاری

ریشه کلمه «منبت» از «نبات» و روییدن گرفته شده است. گویا هنرمند منبت‌کار با هنر خود، روی چوب، سنگ یا فلز بی‌جان، نقش یک گیاه یا جانور جان‌دار را خلق می‌کند و به آن حیات می‌بخشد!

تاریخچه منبت‌کاری

منبت‌کاری مثل بسیاری دیگر از صنایع دستی، در بستر جامعه شکل گرفته و به تدریج تکمیل شده است. از این رو نمی‌توان تاریخ دقیق شکل‌گیری آن را حدس زد. اما بر اساس نظر کارشناسان، منبت‌کاری موجود روی یک لنگه در چوبی در مسجد جامع عتیق شیراز (قرن نهم میلادی)، قدیمی‌ترین منبت موجود است.
برخی محققان شکل‌گیری هنر منبت‌کاری را به پیش از ورود اسلام به ایران در قرن هفتم میلادی نسبت می‌دهند، با ورود اسلام و اقبال به ساخت مسجد در ایران، منبت‌کاری هم پا به پای بسیاری دیگر از هنرها رشد کرد و به بلوغ رسید. منبت‌کاری علاوه بر تزئین در و پنجره مساجد، در ساخت منبر و رحل قرآن نیز کاربرد دارد.
اما دوره اوج هنر منبت‌کاری را باید در زمان صفویان (1501 تا 1736 میلادی) جستجو کرد. در آن دوره بسیاری از هنرمندان به اصفهان که پایتخت این حکومت بود، کوچ کردند تا در ساخت بناهای آن دوره سهیم باشند. شهر گلپایگان که در نزدیکی اصفهان قرار داشت، به تدریج به مرکز اصلی تجمع و تبادل تجربه استادکاران منبت تبدیل شد.
پس از سقوط سلسله صفویه و بروز ناآرامی‌های طولانی‌مدت در ایران، رشته‌های مختلف هنری مجالی برای بروز پیدا نمی‌کردند، از این رو هنرمندان منبت‌کاری در گلپایگان و آباده تمرکز پیدا کردند و در دیگر نقاط کشور، اثری از این هنر مشاهده نمی‌‌شد. بی‌توجهی به منبت‌کاری تا اوایل قرن بیستم ادامه داشت، ولی در این دوره با رشد توجهات به «صنایع مستظرفه» استادکارانی که در این هنر باقی مانده بودند، به آموزش شاگردان جدید پرداختند و منبت‌کاری جانی دوباره گرفت.

منبت‌کاری در آباده

منبت‌کاری روی چوب، یکی از مهم‌ترین صنایع دستی آباده است. از این رو این شهر در سال 2017 میلادی گواهی ثبت نشان جغرافیایی بین‌المللی منبت را دریافت کرد و فنون اجرای منبت در آباده، در فهرست آثار ناملموس ایران به ثبت رسید. پس از آن، آباده در سال 2019 میلادی به عنوان شهر جهانی منبت لقب گرفت.
بر اساس برخی آمارها در این شهر 150 کارگاه منبت‌کاری خانگی یا تجاری با حضور نزدیک پنج هزار هنرمند منبت‌کار فعالیت می‌کننددر حال فعالیتند. زنان آباده نقش ویژه‌ای در این هنر ایفا می‌کنند، به طوری که از میان کارگاه‌ها، برخی به صورت اختصاصی به آنان تعلق دارد.
برخی از محصولات نفیس منبت‌کاری که در آباده یا دیگر شهرهای ایران تولید شده، در موزه‌های مهم جهان، مانند موزه ویکتوریا و آلبرت انگلیس نگهداری می‌شود. احمد امامی، یکی از نام‌آشناترین اساتید منبت‌کاری محسوب می‌شود که در آباده متولد شده است. وی علاوه بر نقشی که در گسترش این هنر بر جا گذاشته، آثار گران‌بهایی را نیز آفریده است. شاهکار منبت‌کاری «کاخ مرمر» یکی از یادگارهای جاودانه این استاد بزرگ است. علی و محمدطاهر، دو فرزند او نیز جزء نام‌های بزرگ این هنرصنعت به شمار می‌روند که شاگردانی بسیار تربیت کرده‌اند.

کاربرد منبت‌کاری
منبت‌کاری تقریبا در هر وسیله‌ای که با چوب تولید می‌شود، قابلیت اجرا دارد. جعبه جواهرات، مجسمه، عصا، در و پنجره، مبلمان و نمونه‌هایی از لوازم منزل، از جمله محصولاتی است که با هنر منبت‌کاری زینت پیدا کرده است. منبت‌کاری در تزئین بناهای مختلف ایران کاربرد داشته و حتی در سقف برخی بناها، همچون عمارت هشت‌بهشت اصفهان، نمونه‌هایی اعلا از این هنر مشاهده می‌شود.
หัตถกรรม

صابون مراغه، محصول بهداشتی طبیعی و بدون زواید شیمیایی

صابون مراغه یکی از تولیدات نیمه‌صنعتی این شهر است که به شکلی سنتی به دست می‌آید و خواص فراوانی دارد.

امروزه صابون یکی از پرکاربردترین مواد در صنایع بهداشتی و آرایشی است، ولی در بیشتر صابون‌های امروزی، از مواد شیمیایی استفاده شده است، موادی که نه تنها برای تولید آن آسیب‌های زیادی به محیط زیست وارد می‌شود، بلکه مصرف بیش از اندازه‌اش موجب آسیب به پوست خواهد شد. در این میان اما، هنوز گونه‌هایی از صابون‌های قدیمی وجود دارند که حائز این ویژگی‌های نامطلوب نیستند. صابون مراغه که به عنوان یکی از سوغاتی‌های این شهر شناخته می‌شود، یکی از همین انواع صابون است که در تولید آن روشی سنتی به کار گرفته می‌شود.
مراغه که به عنوان دومین شهر بزرگ و پرجمعیت استان آذربایجان شرقی شناخته می‌شود، آثار تاریخی و طبیعی فراوانی دارد. علاوه بر این جاذبه‌ها، برخی محصولات کشاورزی و دامی این شهر نیز شهرت فراوان دارند که صابون مراغه یکی از آن‌هاست.

پیشینه و خواص صابون مراغه

حداقل از 150 سال پیش تاکنون، مراغه به ساخت صابون‌هایی طبیعی شهرت داشته است. این صابون‌ها به خاطر روش تولید و موادی که در ایجاد آن مورد استفاده قرار گرفته، تا بیش از 10 سال خواص خود را حفظ می‌کنند و قابل استفاده هستند. به عقیده مردم مراغه، صابون مراغه هر چه بیشتر بماند، مرغوب‌تر می‌شود و اثر شویندگی بهتری بر جای می‌گذارد. استفاده از صابون مراغه برای کسانی که پوست‌ بسیار چرب دارند، توصیه شده است. پوست پس از استفاده از این صابون بسیار نرم می‌شود. 
صابون مراغه را در سه رنگ سفید، زرد و سیاه می‌سازند. صابون سیاه از ضایعات دیگر صابون‌ها ساخته می‌شود و قیمت و پاک‌کنندگی کمتری دارد. البته گاهی به صابون سیاه سدر و حنا اضافه می‌کنند تا خواص آن بیشتر شود. این نوع صابون‌ها به عنوان جایگزین‌هایی برای شامپوهای شیمیایی، در شستن سر به کار می‌رود و در تقویت پیاز مو و دفع شوره و ریزش مو، مفید است.
در بین انواع صابون‌های مراغه، صابون زرد به دلیل برخورداری از ph مناسب و میزان کنترل‌شده‌ای از اسیدها، محبوبیت بیشتری دارد. این نوع صابون کمترین حساسیت‌های پوستی را، حتی در بین گروه‌های حساس، به دنبال دارد.
استفاده از صابون مراغه برای شستن عمق موی سر، موجب می‌شود چربی‌های زائد از آن زدوده شود و آلودگی‌هایی که موجب آسیب دیدن مو می‌شود، از بین برود. صابون مراغه بر خلاف شامپوهای رایج، منافذ پوست سر را باز می‌کند تا ترشحات غددی به نحو بهتری انجام شود.
سلامت و خواص منحصر به فرد صابون مراغه سبب شده این محصول در کشورها و مناطق همسایه ایران، مانند ترکیه، قفقاز، آسیای میانه و عراق، مشتریان زیادی پیدا کند.

صابون مراغه و نان سنگک!

نان سنگک یکی از نان‌های سنتی ایرانی است که در تنور و روی سنگ‌ریزه‌های داغ پخته می‌شود. این نان در سرو بسیاری از غذاهای سنتی ایران، مانند دیزی و کله‌پاچه، مورد استفاده قرار می‌گیرد. شیوه پخت نان سنگک سبب شده مزه آن ویژه و پرطرفدار باشد.
نانواهای سنگکی برای آن که سطح سنگ‌ریزه‌های داخل تنور برای پخش و پخت خمیر مناسب شود، از گذشته‌های دور تخته‌ای سنگین از جنس چوب را به صابون آغشته می‌کنند و روی سنگ‌ریزه‌ها می‌مالند. این کار هم سطح سنگ‌ریزه‌ها را یک‌دست می‌کند، هم از چسبیدن سنگ‌ریزه به خمیر جلوگیری می‌کند و هم باعث می‌شود خمیر به خوبی برشته شود. از آن جا که صابون مراغه از مواد کاملا طبیعی درست شده، در بین نانواهای سنگکی به عنوان یکی از سالم‌ترین گزینه‌ها شناخته می‌‌شود.

شیوه ساخت صابون مراغه

در تولید صابون مراغه، چربی حیوانی مهم‌ترین ماده اولیه است. از آن جا که مراغه به عنوان قطب تولید صابون شناخته می‌شود، از همه شهرهای اطراف پیه‌های (چربی‌های زائد) حیوانی را جمع و به این شهر منتقل می‌کنند. سپس این پیه‌ها را در دیگ‌های بزرگی گرم می‌کنند و به آن سود سوزآور می‌افزایند. سود سوزآور یا سدیم هیدروکسید ماده جامد سفیدرنگی است که در تماس با پوست انسان می‌تواند سوختگی شیمیایی به وجود آورد، ولی در صنعت صابون‌سازی استفاده فراوان دارد. این ماده از ابتدا توسط صابون‌سازان کشف و برای تولید آن به کار برده شد. پس از قالب‌گیری صابون به شکل جامد درمی‌آید و آماده استفاده می‌شود.
หัตถกรรม

چرم تبریز، پیشنهادی برای تهیه یک سوغاتی شیک و بادوام

محصولات چرم تبریز، خصوصا کفشِ تمام‌چرم تبریز، آوازه‌ای جهانی دارند و به عنوان یکی از بهترین سوغاتی‌ها در سفر به این شهر، مورد توجه گردشگران هستند.

بشر از دیرباز درباره امکان استفاده از پوست چارپایان به عنوان ماده اولیه‌ای مناسب برای ساخت برخی وسایل و تجهیزات آموخته بود. پس از پیشرفت فنی و علمی، دباغی پوست به انسان اجازه داد پوست فسادپذیر را به یک ماده طبیعی پایدار، دائمی و انعطاف‌پذیر تبدیل کند. بخشی از فناوری‌هایی که انسان باستان به آن دست یافت، بر پایه استفاده از پوست و چرم بود.

چرم و کاربردهای آن

از چرم در ساخت پوشاک (کت، کاپشن، کفش، کمربند و دستکش) و وسایل جانبی مانند کیف استفاده می‌‌شود. در سراسر جهان ارزش تجارت صنعت چرم به بیش از 500 میلیارد دلار می‌رسد. بیشتر تجارت چرم جهان در حال حاضر به ایتالیا و ترکیه اختصاص دارد، ولی بخش قابل توجهی از مواد اولیه کارگاه‌های تولیدی همین کشورها از پوست دام ایرانی است.
در ایران چند مرکز عمده برای تولید چرم و محصولات چرمی وجود دارد که تبریز یکی از آن‌هاست. چرم تبریز به عنوان یکی از بهترین انواع چرم‌های ایران و جهان شناخته می‌شود و محصولات آن، خصوصا کفش چرم تبریز، تاریخچه‌ای کهن دارند. کفش چرم تبریز به عنوان یکی از آثار فرهنگی ملی ناملموس ایران، در سال 2018 میلادی (1396 خورشیدی) به ثبت رسیده است.

تاریخچه چرم در ایران

در ایران هنر چرم‌سازی سنتی را «سراجی» می‌گویند. از گذشته‌های دور، چرمِ ایرانی در تولید کیف، کفش، کمربند، زیورآلات، زین اسب و تزئین وسایل مختلف کاربرد داشته است. برخی اسناد تاریخی نشان می‌دهد صنعت چرم ایران، پس از حمله مغول (قرن سیزدهم میلادی) پر رونق بوده است و شهرهایی همچون تبریز و شیراز، در این صنعت سرآمد عصر خود بوده‌اند.
چرم تبریز در دوره‌های بعد نیز جایگاه خود را حفظ کرده و در کشورهایی همچون روسیه، عثمانی و هند طرفداران زیادی داشته است. احتمالا به همین دلیل بوده که در میان شهرهای ایران، نخستین کارخانه چرم‌سازی، در سال 1929 میلادی (1308 خورشیدی) در تبریز تاسیس شده است. به ادعای مورخان، در آن زمان تبریز بزرگ‌ترین بازار کفش و کیف چرمی در جهان بود.
پس از تبریز شهرهایی همچون همدان، تهران و اصفهان نیز صاحب کارخانه‌های مشابه شده‌اند. با وجود گسترش صنعت چرم در ایران از اوایل قرن بیستم، چرم تبریز جایگاه خود را حفظ کرد. در حال حاضر نزدیک 40 درصد کفش‌ چرم ایران در تبریز تولید می‌شود. این شهر همچنین یکی از اصلی‌ترین پایگاه‌های تولید دیگر محصولات چرمی در ایران است و شمار کارگاه‌های فعال تبریز در زمینه چرم به حدود پنج هزار واحد می‌رسد.

ویژگی‌های چرم تبریز

با وجود آن که امروزه تولید محصولات چرمی، با روش‌های صنعتی صورت می‌گیرد، هنوز هم در تبریز کارگاه‌های تولیدی سنتی مشغول فعالیتند. محصولات چرم تبریز در انعطاف‌پذیری، دوام و راحتی مشهور است. چرم تبریز معمولا از پوست دام‌های اطراف همین شهر تامین می‌شود و از مرغوبیت خوبی برخوردار است. کارشناسان معتقدند چرای دام در مزارع طبیعی و زندگی در آب و هوای منطقه آذربایجان که کمترین میزان آلودگی را دارد، کیفیت چرم آن را بالا می‌برد. بر این اساس در میان تمام منطقه آذربایجان، چرمی که از دام‌های منطقه مغان حاصل می‌شود، بهترین و عالی‌ترین نوع چرم است.
هر چند مواد اولیه مناسبی برای گسترش صنعت چرم و تولید محصولات چرمی در منطقه آذبایجان وجود دارد، فقدان زیرساخت و سرمایه‌گذاری به صادرات پوست خام دامن زده است. در تبریز، انواع چرم‌ها برای ساخت محصولات چرمی کاربرد دارد؛ از شبرو که چرم طبیعی گاومیش است و با ضخامت زیاد و ظاهر ناصاف، طرفداران زیادی دارد تا نبوک که از پوست گوسفند، گاو و بز حاصل می‌شود.
کفشِ تمام‌چرم تبریز به عنوان یکی از محصولات مهم صنعت چرم در این شهر شناخته می‌شود. این نوع کفش، علاوه بر راحتی، در برابر ضربه مقاومت خوبی دارد و به عنوان یکی از بادوام‌ترین انواع کفش شناخته می‌شود. بر خلاف کفش‌های امروزی که با مواد حاصل از فرایندهای شیمیایی به دست می‌آید، کفش تمام‌چرم تبریز سازگاری مناسبی با پوست پا دارد. این نوع کفش می‌تواند به عنوان یکی از بهترین سوغاتی‌های سفر هر گردشگری به شمار آید؛ محصولی کاربردی، شیک و بسیار بادوام! بازار بزرگ کفش و چرم تبریز که در میانه این شهر قرار دارد، محل مناسبی برای تماشا و خرید محصولات چرمی این شهر به شمار می‌آید. 
หัตถกรรม

قالی تبریز، ظریف‌ترین نوع قالی ایرانی

در بافت قالی تبریز از نوع خاصی گره استفاده می‌شود که به «گره ترکی» مشهور است. این گره بافت فرش را ظریف‌تر و وضوح طرح‌های آن را بیشتر می‌کند.

تبریز صنایع دستی و هنری فراوانی دارد، ولی شهرت قالی تبریز با دیگر صنایع دستی و هنری قابل قیاس نیست. قالی تبریز با نقش‌های بی‌نظیرش، از گذشته‌های دور مورد توجه همگان بوده و در سراسر جهان شناخته‌شده است.
قالی تبریز قدمتی دیرینه دارد. به طور مسلم سابقه قالی‌بافی در تبریز به پیش از دوره صفویه (قرن شانزدهم میلادی) بر می‌گردد، ولی در این دوره، با گسترش هنر قالی‌بافی، قالی تبریز نیز رشدی سریع را تجربه کرد. توجه به این هنر در این دوره سبب شد نقش‌های به کار رفته در قالی‌ها بیشتر شود و قالی به سرزمین‌هایی جدید راه یابد. در این دوره قالی تبریز به یک کالای نفیس تبدیل شد و در دربار پادشاهان مورد توجه قرار گرفت.

ویژگی‌های قالی تبریز

دار قالی
قالی تبریز با استفاده از دارهایی عمودی بافته می‌شود، در حالی که برخی عشایر از دارهای خوابیده یا افقی استفاده می‌کنند. استفاده از چنین دارهایی به خاطر سهولت حمل آن‌هاست. برای بافتن قالی، معمولا بافنده روی یک تخته می‌نشیند و بر اساس نقشه قبلی یا نقشه‌ای که در ذهن دارد، گره‌ها را می‌نشاند.
ابعاد قالی تبریز
در قالی تبریز ابعاد خاصی پرطرفدارترند، مانند دو در سه متر، 2.5 در 3.5 متر و سه در چهار متر. در گذشته ابعاد دیگری نیز برای بافت قالی تبریز به کار می‌رفت ولی امروز نقشه‌ها و دارها به شکلی طراحی می‌شود که در یکی از این سه اندازه پرطرفدار بگنجند. در سال‌های اخیر بافت قالی‌هایی به شکل دایره‌ای و چند ضلعی هم رواج پیدا کرده است. آن چه در قالی تبریز بیش از دیگر ویژگی‌ها خودنمایی می‌کند، شادابی رنگ و ترکیب سرزنده رنگ‌ها با یکدیگر است.
طرح‌های قالی تبریز
در دوره معاصر استفاده از طرح‌های مختلف مورد توجه قرار گرفته است. از بین طرح‌های مختلف فرش تبریز، طرح مستوفی، اسلیمی ترنج‌دار، اسلیمی لچک‌دار، ترنج، نقشِ ماهی یا هراتی، گلدانی، میناخانی، درختی، تصویری، باغی یا گلستانی و شکارگاه، شهرت بیشتری دارد. طرح‌های قالی تبریز معمولا شلوغ و پر از جزئیات است و کمتر فضای خالی در آن قابل مشاهده است. در مجموع قالی تبریز از نظر طرح و نقش، نسبت به دیگر انواع قالی ایرانی تنوع بیشتر و ترکیب رنگ متنوع‌تری دارد.
شیوه و ویژگی‌های بافت
مهم‌ترین ویژگی‌ قالی‌هایی که در منطقه آذربایجان بافته می‌شوند، استفاده از گره ترکی در آن‌هاست. در قالی تبریز برای گره زدن از قلاب استفاده می‌شود، بر خلاف بسیاری از انواع قالی‌های ایرانی که گره زدن با دست صورت می‌گیرد.
تراکم بالای بافت که دوام و ظرافت بیشتر را به ارمغان می‌آورد، یکی دیگر از ویژگی‌های قالی تبریز است. استفاده از گره ترکی یکی از دلایلی است که به بافنده اجازه می‌دهد طرح‌های ظریف‌تری را روی دار پیاده کند. علاوه بر این به خاطر آن که ارتفاع خاب یا پرز در فرش تبریز کوتاه‌تر است، نقش‌ها و طرح‌ها وضوح بیشتری دارند و حاشیه و مرز بین رنگ‌ها مشخص‌تر است. این ویژگی سبب می‌شود ضخامت قالی تبریز از برخی دیگر از قالی‌های ایرانی کمتر باشد. به خاطر همین ویژگی فرش تبریز نرمی کمتری دارد و کمی خشک و زبر به نظر می‌رسد.
جنس نخِ تار فرش تبریز معمولا از پنبه است و پود آن، از پشم تهیه می‌شود. مثل بسیاری دیگر از قالی‌های ایرانی، در قالی تبریز نیز دو پود روی گره‌ها بافته می‌شود تا استحکام و مقاومت فرش بیشتر شود. بین هر رج، با ابزاری که دفتین نامیده می‌شود، روی پودها ضربه می‌زنند تا فشرده شود و انسجام بهتری پیدا کند. سپس با یک قیچی مخصوص، اضافه پرزها را می‌چینند. در بافته‌های جدیدتر توجه بیشتری به ایجاد سایه روشن می‌شود که به طرح‌ها عمق می‌بخشد و وضوح آن را از آن چه در گذشته بود نیز بیشتر می‌کند.

حاشیه قالی تبریز

در قالی ایرانی معمولا حاشیه‌هایی به عنوان قاب، بافته می‌شود. قالی تبریز نیز حاشیه دارد ولی این حاشیه، تابع سلیقه طراح و بافنده است. برخی حاشیه‌ها شامل سه نوار باریک است که دو نوار کناری باریک‌تر و نوار میانی ضخیم‌تر است. درون هر کدام از نوارها نیز نقوش خاصی بافته می‌شود. گاهی ممکن است قسمتی از نقوش بخش اصلی قالی، درون حاشیه‌ها نفوذ کند.
หัตถกรรม

ورنی‌بافی، هنر اصیل عشایر ارسباران

تولیدات ورنی‌بافی به خاطر برخورداری از رنگ‌هایی روشن و ترکیب رنگی جذاب، همواره مورد توجه گردشگران هستند.

احتمالا در بین زیراندازها، گلیم یکی از قدیمی‌ترین‌ها باشد. بافت این نوع زیرانداز در نقاط مختلف ایران، به شیوه‌های گوناگونی رواج یافته و امروزه یکی از گنجینه‌های فرهنگی و صنایع دستی ایران‌زمین به شمار می‌آید. ورنی یکی از انواع گلیم است که بافت آن به شیوه‌ای خاص، در میان عشایر منطقه ارسباران آذربایجان شرقی رواج دارد. استفاده از این شیوه، سبب شده هنر ورنی‌بافی در سال 2011 میلادی (1390 خورشیدی) به عنوان یکی از آثار ملی ناملموس ایران به ثبت برسد.

ورنی‌ چیست؟

ورنی نوعی گلیم است که با عنوان «گلیم سوزنی» نیز شناخته می‌شود. در این نوع گلیم، بر خلاف گلیم‌های مرسوم، از پود برای ایجاد نقوش استفاده نمی‌شود، بلکه پودها بسیار ظریف هستند و تارها وظیفه ایجاد نقوش را بر عهده دارند. ورنی‌بافی بیشتر در میان دختران و زنان عشایر ارسباران رواج دارد، ولی در مناطق مختلف اردبیل و آذربایجان غربی نیز نمونه‌هایی از ورنی‌بافی دیده می‌شود. بدین ترتیب ورنی‌بافی را باید یک هنر روستایی و عشایری دانست، هر چند در برخی مناطق شهری نیز برخی هنرمندان به آن اشتغال دارند.
ورنی به صورت یک‌رو بافته می‌شود و مانند فرش، به سبک پودپیچی و گذراندن پود اصلی از تار و پیچیدن نخ به دور تارها شکل می‌گیرد. ورنی‌بافی روی دارهای عمودی انجام می‌شود و ابزار آن نیز مشابه قالی است. دفه (ابزاری شبیه دفتین در قالی‌بافی)، قیچی (برای بریدن اضافه تارها پس از اتمام رج) و چاقو (برای بریدن اضافه نخ‌ها پس از گره زدن)، مهم‌ترین ابزارهای ورنی‌بافی را تشکیل می‌دهند.
محصولات ورنی‌بافی، بیشتر به عنوان خورجین، زیرانداز و رختخواب‌پیچ کاربرد دارد. همچنین اندازه معمول ورنی‌ها 100 در 130 یا 150 سانتی‌متر است.

تاریخچه ورنی‌بافی

از آن جا که در میان عشایر، دانسته‌ها معمولا به صورت سینه به سینه منتقل می‌شود و اثر مکتوبی درباره رسوم و فرهنگ‌های آنان وجود ندارد، تاریخ دقیقی را نمی‌توان به عنوان نقطه شروع ورنی‌بافی ذکر کرد، ولی قدر مسلم آن است که قدمت ورنی‌بافی کمتر از گلیم‌بافی است. بدین ترتیب باید قدمت ورنی‌بافی را حداقل حدود 200 سال دانست. کارشناسان معتقدند ارسباران محل اصلی پیدایش ورنی‌بافی بوده و به تدریج، با رفت و آمدهایی که عشایر این منطقه داشته‌اند، هنر ورنی‌بافی به دشت مغان و دیگر مناطق گسترش یافته است. در برخی موزه‌ها و گنجینه‌های شخصی، نمونه‌هایی از ورنی، مربوط به دوره قاجاریه (قرن نوزدهم) و پیش از آن وجود دارد. تبریز، کلیبر، ورزقان و اهر، مهم‌ترین حوزه‌های تولید ورنی در استان آذربایجان شرقی به شمار می‌رود.
در چند دهه اخیر ورنی‌بافی با افول مواجه شده بود، ولی ثبت ملی این هنر اصیل و تلاش برای ایجاد بازاری اقتصادی برای محصولات آن، موجب شد توجه به ورنی‌بافی بار دیگر بیشتر شود. با این حال تاسیس برخی کارگاه‌های گروهی بافت ورنی موجب شد نقوش اصیل و بدیهی مورد استفاده در ورنی‌بافی تا حدی با تهدید مواجه شود.

نقوش ورنی‌بافی و فرهنگ عشایری

هنرمندان ورنی‌بافی، نقوش مورد استفاده خود را با استفاده از ساخته‌های ذهنی خود طراحی می‌کنند. به همین خاطر بیشترین نقش‌های مورد استفاده در این هنر، برگرفته از طبیعت و زندگی عشایر در دامنه‌ها و دشت‌هاست. استفاده از چنین نقش‌هایی، یکی از ویژگی‌های اصلی ورنی است، به گونه‌ای که می‌توان آن را منبعی برای مطالعه فرهنگ و زندگی عشایر برشمرد.
در یک دسته‌بندی کلی، نقوش ورنی شامل سه جزء حاشیه، متن و ترنج است. حاشیه معمولا به صورت یک نوار باریک، سراسر ورنی را درنوردیده است. در میانه کار نیز نقوشی روی یک زمینه بافته شده‌اند. رنگ به کار رفته در این زمینه، معمولا روشن است و نقوش مورد استفاده، گوشه‌هایی با زوایای تند دارند.
نقش‌هایی مانند گوزن، آهو، گرگ، سگ گله، بوقلمون، مرغ و خروس، روباه و پرندگان محلی، در ورنی‌های سنتی مشاهده می‌شود. همچنین نقشی شبیه s نیز در برخی ورنی‌ها دیده می‌شود که در نزد عشایر، تداعی‌کننده شکل اژدها و بیانگر موجودی مهیب، افسانه‌ای و پرقدرت است. رنگ‌های مورد استفاده در ورنی روشن و ترکیب رنگ آن، بسیار گیرا و چشم‌نواز است.
ورنی‌هایی با زمینه مسی و فیروزه‌ای طرفداران زیادی دارد، ضمن این که ورنی‌های ابریشمی ظرافتی مثال‌زدنی و حجم و وزنی کمتر دارند. از این رو معمولا از نمونه‌های دیگر گران‌تر هستند، ولی گردشگران رغبت بیشتری به آن‌ها نشان می‌دهند.
หัตถกรรม

قلم‌زنی تبریز، هنری اصیل و نفیس

قلم‌زنی تبریز بدون استفاده از چکش و ضربه انجام می‌شود و محصولات آن، به عنوان هدایایی نفیس و ماندگار محسوب می‌شوند.

در میان هنرهای ایرانی، قلم‌زنی یکی از زیباترین و چشم‌نوازترین هنرهای دستی به شمار می‌رود. قلم‌زنی معمولا در تزئین ظروف مختلف به کار می‌رود و در ایران، تبریز، شیراز و اصفهان مهم‌ترین کانون‌های آن به شمار می‌روند. قلم‌زنی تبریز که در فرهنگ و تاریخ آذربایجان ریشه دارد، از نظر زیبایی و ظرافت، همتا ندارد و بر اساس نقوش و سبک کار، به راحتی قابل تشخیص است. قلم‌زنی روی مس در تبریز، یکی از هنرهای پرآوازه این شهر است.

تاریخچه قلم‌زنی تبریز

در مجموع، قلم‌زنی را باید یکی از قدیمی‌ترین هنرهای ایرانی دانست. جام مارلیک، یکی از آثار کشف‌شده در شمال ایران از اواخر هزاره دوم یا اوایل هزار اول پیش از میلاد، یکی از قدیمی‌ترین اشیایی است که قلم‌زنی در آن دیده شده است. این هنر در دوره هخامنشیان (550 تا 330 پیش از میلاد) رواج داشته و در زمان ساسانیان (224 تا 651 میلادی) به اوج خود رسیده است.
به طور کلی در قلم‌زنی، سه سبک تبریز، شیراز و اصفهان وجود دارد و هر سه، تاریخچه‌ای مشترک دارند. در تبریز، قلم‌زنی حداقل از 650 سال پیش بسیار پرطرفدار بوده است. در دوره سلجوقیان (قرن یازدهم میلادی) و ایلخانان (قرن سیزدهم و چهاردهم میلادی) نیز قلم‌زنان حرفه‌ای در تبریز حضور داشته‌اند. در دوره صفویه (قرن شانزدهم و هفدهم) همزمان با اوج‌گیری این هنر در اصفهان، قلم‌زنی تبریز نیز به تکامل رسید. در دوره قاجار (قرن نوزدهم) استفاده از آلیاژهای مختلف سبب شد محصولات قلم‌زنی، خصوصا محصولات مربوط به قلم‌زنی تبریز از سوی عموم مردم مورد استفاده قرار گیرد و این هنر، گسترش بیشتری پیدا کند.
امروزه قلم‌زنی به عنوان یکی از صنایع دستی ایران، در کارگاه‌های مخصوصی به شکل حرفه‌ای اجرا می‌شود. در گذشته هنرآموزان برای آموختن قلم‌زنی، باید در کارگاه استادکاران این رشته حضور می‌یافتند، ولی امروزه آموزش این هنر در قالب کارگاه‌ها و کلاس‌هایی با حضور اساتید حرفه‌ای برگزار می‌شود.

ویژگی‌ها و شیوه‌های قلم‌زنی

هنرمند قلم‌زن با استفاده از ضربات چکش بر انتهای یک قلم فلزی، نقوشی را روی فلزاتی مانند طلا، نقره، مس و برنج ایجاد می‌کند. به خاطر آن که فلز نسبت به دیگر مواد ساخت ظروف، دوام بیشتری دارد، قلم‌زنی هنری ماندگارتر محسوب می‌شود.
هنرمندان برای آن که سر و صدای کمتری در هنگام قلم‌زنی به وجود آید، پس از پر کردن ظرف از قیر یا گچ، شکل‌های مورد نظر خود را روی آن می‌کشند و کارشان را آغاز می‌کنند. قلم‌های مورد استفاده در قلم‌زنی به نسبت ظرافت طرح مورد نظر، تغییر می‌کند. گاه ممکن است هنرمند از چندین قلم برای آفرینش طرح خود استفاده کند. معمولا برای آن که نقوش روی ظرف نمود  بیشتری پیدا کند، پس از پایان کار سطح آن را با روغن جلای سیاه می‌پوشانند.

سبک قلم‌زنی تبریز
در قلم‌زنی تبریز از فشار مچ و در قلم‌زنی اصفهان از ضربات چکش برای ایجاد نقوش استفاده می‌شود. همین ویژگی سبب شده قلم‌زنی اصفهان عمیق‌تر و قلم‌زنی تبریز، صاف‌ و کم‌عمق باشد. در اصفهان از قلم ریز و قلم برجسته استفاده می‌شود. قلم برجسته به اندازه‌ای پستی و بلندی دارد که حالتی سه‌بعدی به کار می‌دهد. در طراحی ضریح ائمه و امامزادگان، از قلم‌زنی برجسته استفاده زیادی برده می‌شود.
به خاطر آن که در قلم‌زنی تبریز از ضربه برای ایجاد نقوش استفاده نمی‌شود، قیر یا گچ نیز کاربردی پیدا نمی‌کند. نقره و مس، به خاطر سطح نرم خود، بیشتر در قلم‌زنی تبریز مورد استفاده قرار می‌گیرد. قلم‌زنی روی نقره به خاطر گران‌قیمت بودن مواد اولیه، محصولی نفیس است که به عنوان هدیه و سوغات، طرفداران بسیاری دارد.
هنرمندان قلم‌زنی تبریز، برای مشخص شدن طرح‌های مختلف روی سطح کار، ابتدا برخی قسمت‌ها را به کمک قلم مخصوصی که «چزقلی» نام دارد، از بقیه سطح کار عمیق‌تر می‌کنند. بدین ترتیب شکل کلی کار مشخص می‌شود. در مرحله بعد با استفاده از اره مویی، زمینه بریده می‌شود و به شکل مشبک درمی‌آید تا برای پیاده کردن طرح اصلی کار آماده شود.
หัตถกรรม

سفالگری با خاک سفید، هنری مخصوص آذربایجان شرقی

در سفالگری با خاک سفید از نوعی خاک استفاده می‌شود که دارای کالوئن است و محصولات آن به رنگ سفید درمی‌آید.

خاک و گل، یکی از نخستین موادی بود که انسان توانست آن را تغییر شکل دهد و به وسیله آن ابزاری برای خود بسازد. بدین ترتیب، می‌توان سفال‌گری را یکی از قدیمی‌ترین پیشه‌های انسان دانست که در طول تاریخ، علی‌رغم همه پیشرفت‌های بشری، تا حد زیادی شکل اولیه خود را حفظ کرده است. در ایران شهرهای متعددی به عنوان مراکز سفالگری شناخته می‌شوند که هر کدام، شیوه‌های مخصوصی در ساخت و تزئین ظروف سفالی دارند. با این حال سفالگری خاک سفید، مخصوص استان آذربایجان شرقی است و در 2011 میلادی (1389 خورشیدی) به نام این استان در فهرست میراث فرهنگی ناملموس ایران به ثبت رسیده است.

سفالگری در ایران

سفال به مجموعه ظروف گلی پخته‌شده گفته می‌شود که از خاک رس درست شده‌اند. ظروف سفالی معمولا پس از شکل گرفتن، در کوره‌ای به دمای 600 تا 1600 درجه سانتی‌گراد پخته می‌شوند تا استحکام مناسبی پیدا کنند. از نظر تاریخی، سفال را می‌توان یکی از قدیمی‌ترین اختراعاتی دانست که بشر در دوره نوسنگی به آن دست یافته است. در جهان ظروف و ساخته‌هایی مربوط به بیش از 25 هزار سال پیش از میلاد کشف شده که نشان می‌دهد این هنر پیشینه‌ای بسیار دراز دارد و با حیات بشری در آمیخته است.
به عقیده کارشناسان قدمت سفالگری در ایران به دوران باستان باز می‌گردد. در طول تاریخ، در نقاط مختلف ایران، هنر سفالگری رواج گسترده‌ای پیدا کرد و در هر گوشه از ایران، مراکزی برای تولید سفال شکل گرفت. میبد یزد، کلپورگان سیستان و بلوچستان، لالجین همدان، شاهوار میناب، مند گناباد، زنوز تبریز، خرمهره قم، مازندران، گاماج گیلان، سمنان، ساوه، مرکزی و شهرضای اصفهان، مناطقی هستند که سفال‌ آن‌ها شهرت فراوان پیدا کرده است. این تنوع جغرافیایی نشان‌دهنده توجه مردم ایران به این هنر بوده است.
استفاده از لعاب برای مسطح و براق کردن ظروف سفالی، یکی از مهم‌ترین پیشرفت‌ها در سفالگری بود. علاوه بر این پیشرفت‌های دیگری نیز در تزئین، پخت و قالب‌گیری ظروف سفالی به وجود آمد که راه را بر خلاقیت بیشتر هنرمندان این عرصه هموار کرد.
 

زنوز و سفالگری خاک سفید

در استان آذربایجان شرقی، زنوز شهرستان مرند و کوزه‌کنان شهرستان شبستر را به عنوان مراکز سفالگری به شمار می‌آورند. حداقل از دو قرن پیش، سفالگری در این مناطق رواج گسترده داشته است. در ساخت سفال کوزه‌کنان، به شیوه‌ای که در تمام نقاط ایران رواج دارد، از خاک رس قرمز استفاده می‌شود، ولی در ساخت سفال‌های زنوز خاکی سفیدرنگ مورد استفاده قرار می‌گیرد. این خاک مخصوص، تنها در چند منطقه خاص ایران قابل استحصال است. این خاک دارای ترکیباتی از کائولن است که از دامنه کوه آق‌داغ به دست می‌آید.
سفالگری با خاک سفید از سال‌ها پیش در زنوز رواج داشته، ولی حدود هفت دهه پیش، پس از مهاجرت عباس و احمد قابچی، دو برادر سفالگر، از زنوز به تبریز و تاسیس کارگاهی در محله درب سرخاب این شهر، شهرتی فراوان به خود گرفت.

ویژگی‌های سفالگری خاک سفید

در این شیوه سفالگری، همه مراحل به شکلی سنتی انجام می‌شود. محصولات سفالگری خاک سفید، عمدتا بشقاب، کاسه، فنجان، نعلبکی، پارچ آب، قوری و قندان هستند. سفالگران خاک سفید، محصولات خود را با دو نوع لعاب ترانسپارانت بی‌رنگ و ترانسپارانت فیروزه‌ای می‌پوشانند. نوع فیروزه‌ای این سفال‌ها بسیار مورد توجه است و حتی در خارج از ایران نیز طرفداران زیادی جذب کرده است. برای تزئین سفال، فنونی نظیر نقاشی، برجسته‌کاری، کنده‌کاری و مشبک‌کاری نیز به کار گرفته می‌شود.
با وجود آن که چند دهه پیش با رواج ظروف چینی و فلزی، ظروف سفالی مورد بی‌توجهی قرار گرفته بودند، در یکی دو دهه اخیر توجه به این هنر افزایش یافته است. یکی از دلایل اصلی این اتفاق، رشد بازار نقاشی روی سفال و افزایش ارزش افزوده این محصولات بود.
หัตถกรรม

چاپ کلاقه‌ای و محصولات زیبا و چشم‌نواز آن

یکی از حرفه‌های کهنی که هنوز هم در آذربایجان شرقی رواج دارد، چاپ کلاقه‌ای است، شیوه‌ای که محصولاتی بسیار زیبا از آن حاصل می‌شود.

چاپ کلاقه‌ای یا «چاپ باتیک» نوعی چاپ روی پارچه به شمار می‌رود که در سال 2010 میلادی (1389 خورشیدی) به عنوان میراث ناملموس استان آذربایجان شرقی، به ثبت رسیده است. این نوع چاپ علاوه بر ایران در برخی کشورهای دیگر نیز رواج داشته و یکی از قدیمی‌ترین شیوه‌های چاپ محسوب می‌شود. استفاده از این نوع چاپ در تولید روسری و دیگر البسه، تجلی ذوق و هنر هنرمندان آذربایجان شرقی و به خصوص، شهرستان اسکو است. این شهرستان که در فاصله 250 کیلومتری جنوب تبریز قرار دارد، از گذشته‌های دور به عنوان یکی از مراکز این نوع چاپ شناخته می‌شد. گفته می‌شود چاپ کلاقه‌ای در اسکو بیش از 500 سال قدمت دارد. برخی تولیدات کارگاه‌های چاپ کلاقه‌ای اسکو در کشورهای همسایه ایران مشتریان پر و پا قرصی پیدا کرده است.

چاپ کلاقه‌ای چیست؟

چاپ کلاقه‌ای یک فرایند رنگرزی مخصوص است که در آن بیشتر از رنگ‌های گیاهی، مانند روناس، اسپرک، پوست انار و زردچوبه استفاده می‌شود. در گذشته ترکیباتی از برگ مو، سود سوزآور و خاک رس فراهم می‌آوردند و سطح بخش‌هایی از پارچه را با آن می‌پوشاندند. این ترکیب چسب‌مانند باعث می‌شد پارچه بافت محکم‌تری به خود بگیرد و برای رنگرزی آماده شود. پس از رنگرزی، پارچه را می‌شستند و در نهایت، قسمت‌های آغشته به چسب به رنگ اصلی بر می‌گشت، ولی نقش و نگار بخش‌هایی که به آن ترکیب آغشته نشده بود، ثابت می‌ماند. این روش چاپ را «چاپ مقاوم» نیز می‌گویند.
در ایران با استفاده از پیه گوسفند، موم خالص عسل و سقز خام، ماده اولیه چاپ کلاقه‌ای را درست می‌کردند. این ترکیب هنوز هم در کارگاه‌های سنتی چاپ کلاقه‌ای مورد استفاده قرار می‌گیرد و با نام «روغن کلاقه‌ای» شناخته می‌شود.

شیوه اجرای چاپ کلاقه‌ای

نخستین کار در چاپ کلاقه‌ای، خیساندن پارچه در آب ولرم است. مدت زمانی که پارچه در آب قرار می‌گیرد، متناسب با جنس و نوع آن است. این کار تا زمانی ادامه پیدا می‌کند که آهار پارچه به خوبی در آب حل شود. در مرحله بعد، پارچه را درون محلولی رقیق از زاج سفید قرار می‌دهند تا قدرت رنگ‌پذیری آن بیش از پیش افزایش یابد. پس از آن پارچه را خشک و صاف می‌کنند.
در مرحله چاپ، طرح‌هایی را که روی یک تخته چوبی قالب کرده‌اند مورد استفاده قرار می‌دهند. این طرح‌ها ممکن است با استفاده از اشکال اسلیمی، طرح‌های طبیعی، گل و گیاه یا هر شکل انتزاعی ساخته شده باشند. معمولا در چاپ کلاقه‌ای، هنرمند چندین بار از یک مهر استفاده می‌کند و در ترکیب اشکال مختلف با یکدیگر، یک هارمونی بسیار چشم‌نواز به وجود می‌آورد. برای سهولت در طرح‌زنی، قالب‌ها را به دسته‌هایی چوبی متصل می‌کنند و با این کار، هم وزن آن‌ها را افزایش می‌دهند و هم امکان ایجاد فشار روی سطح پارچه را فراهم می‌آورند.
در مرحله پیاده کردن قالب‌ها، ماده‌ای را که رنگ‌پذیر نیست، مذاب می‌کنند و روی یک منبع حرارتی، گرم نگه می‌دارند. سپس قالب‌ها درون مواد می‌زنند و روی پارچه می‌گذارند. به این کار «مُهرزنی» هم گفته می‌شود.
برای آن که نقوش مُهرزده‌شده تثبیت شود، پارچه مُهرخورده را درون محلول زاج سفید قرار می‌دهند و سپس آن را روی بند می‌اندازند تا خشک شود. پس از خشک شدن، پارچه را درون ظرف رنگ می‌گذارند. این رنگ، زمینه پارچه خواهد بود. پس از آن دوباره پارچه را درون محلول زاج سفید قرار می‌دهند و پس از خشک کردن، زیر و روی آن را کاغذ می‌گذارند و با اتو، حرارت می‌دهند. این کار ماده مقاوم به رنگ را ذوب می‌کند و موجب می‌شود طرح‌ها به خوبی نمایان شوند.
برای آن که سطح پارچه از مواد چرب زدوده شود، در یک مرحله اضافه، آن را در ماده حلال چربی، مانند بنزین، قرار می‌دهند و سپس با آب و صابون می‌شویند. در نهایت نیز در هوای آزاد، زیر سایه پهن می‌کنند تا خشک شود.

ویژگی‌های چاپ کلاقه‌ای

آن چه موجب می‌شود پارچه‌های حاصل از چاپ کلاقه‌ای زیباتر به چشم آید، استفاده از رنگ‌های طبیعی در تولید آن است. هنرمندان استان آذربایجان شرقی در محصولات خود، ترکیباتی زنده و گیرا از رنگ‌ها را در کنار یکدیگر استفاده می‌کنند، ترکیباتی که برآمده از قریحه آنان است و هر بیننده‌ای را به ذوق می‌آورد!
หัตถกรรม

نقره‌کاری، هنر صنعتی کهن با محصولاتی زیبا و ارزشمند

آذربایجان شرقی یکی از مراکز اصلی نقره‌کاری در ایران است. محصولات این هنرصنعت طیف وسیعی از زیورآلات و محصولات کاربردی را در بر می‌گیرد.

بسیاری از گردشگران، هنگام بازدید از مقاصد گردشگری، به دنبال خرید سوغات و صنایع دستی هستند تا یادگاری را از سفر خود به خانه ببرند. در استان آذربایجان شرقی که یکی از استان‌های مهم ایران از نظر گردشگری به شمار می‌رود، صنایع دستی زیادی وجود دارد که محصولات آن می‌تواند سوغات خوبی باشد، در این میان نقره‌کاری، به عنوان یکی از صنایع مجلل و فاخر استان، جایگاهی ویژه دارد و محصولات آن، علاوه بر استحکام و دوام، از زیبایی خارق‌العاده‌ای برخوردار است.
با توجه به ریشه‌دار بودن هنر نقره‌کاری در استان آذربایجان شرقی، در سال 2011 میلادی (1390 خورشیدی) این هنر به عنوان میراث فرهنگی ناملموس استان به ثبت رسید تا موجبات حفظ و انتقال آن به نسل‌های بعدی فراهم شود.

نقره و تاریخچه آن

نقره فلزی نرم، سفیدرنگ، براق و جذاب است. این فلز در طبیعت به صورت خالص یا به صورت آلیاژهایی به همراه طلا و دیگر مواد معدنی، در دسترس است. بیشترین میزان نقره‌ای که در جهان استحصال می‌شود، محصول جانبی استخراج فلزاتی مانند مس، نیکل، سرب و روی است.
نقره فلز با ارزشی است که انسان، از حدود چهار هزار سال پیش از میلاد با آن آشنایی پیدا کرده است. در تپه‌های سیلک کاشان آثاری کشف شده که نشان می‌دهد مردم ایران در هزاره چهارم پیش از میلاد با استخراج و پالایش نقره آشنایی داشته‌اند و به دانش ساخت اشیای سیمین دست یافته بودند. جام نقره‌ای زن ایلامی یا ایزدبانوی ایلامی که در مرودشت استان فارس پیدا شده و به دو هزار سال پیش از میلاد باز می‌گردد، یکی از قدیمی‌ترین اشیای نقره‌ای کشف‌شده در ایران است. این اثر ارزشمند در موزه ایران باستان تهران نگهداری می‌شود.
در چند قرن اخیر با کشف برخی خواص نقره، از جمله رسانایی بالا، ارزش این فلز بیشتر شد. امروزه نقره علاوه بر جواهرسازی و ساخت اشیای تزئینی، در عکاسی، صنایع شیمیایی، ساخت ابزار موسیقی و دندان‌پزشکی نیز کاربرد دارد، اما بیشترین کاربرد آن، در صنعت الکترونیک است. 

نقره‌کاری در آذربایجان شرقی

جنبه‌های زینتی نقره، این فلز را به یکی از مواد اصلی ساخت ظروف و زیورآلات تبدیل کرده است. در ایران، استان آذربایجان شرقی یکی از مراکز اصلی نقره‌کاری محسوب می‌شود. 
«قلم‌زنی» یکی از رشته‌های مرتبط با هنر نقره‌کاری است. در تبریز هنرمندان با سبک خاصی که مربوط به این خطه است، مشغول کار روی نقره‌ هستند. در این سبک، بر خلاف هنرمندان اصفهانی، از ضربات چکش برای خلق تصاویر روی سطح نقره استفاده نمی‌شود، بلکه هنرمند با نیروی دست خود و فشار دادن یک قلم فلزی روی سطح نقره، به کنده‌کاری نقوش مختلف می‌پردازد. این کار سبب می‌شود بر خلاف دیگر آثار قلم‌زنی، عمق طرح‌های محصولِ نهایی کمتر شود.
علاوه بر قلم‌زنی، «نقره‌سازی» نیز با هنر نقره‌کاری مرتبط است. شیوه‌های نوین نقره‌سازی در اوایل قرن بیستم از ترکیه به تبریز وارد شد. بدین ترتیب تبریز به یکی از مهم‌ترین مراکز نقره‌سازی ایران تبدیل شد و فنون و تجهیزات مربوط به این حرفه را به دیگر نقاط ایران منتقل کرد. نقره‌سازان تبریزی علاوه بر ظروف و لوازم تجملاتی آشپزخانه و غذاخوری، در ساخت جواهرات و محصولات تزئینی، مانند آینه و شمعدان، سینی، آجیل‌خوری، رکاب انگشتر و قاب عکس نیز تبحر دارند.
در نقره‌کاری، هنرمند می‌تواند قریحه خود را در ایجاد محصولات نهایی به کار بندد. به همین دلیل می‌توان این حرفه را یک هنر فردی دانست که محصولاتی کاربردی به بازارها عرضه می‌کند و می‌تواند جنبه صنعتی نیز به خود بگیرد. محصولاتی که نقره‌کاران تبریزی به بازار عرضه می‌کنند، بسیار متنوع است و قابلیت احیا و مرمت دارد. دوات‌گری، ملیله‌کاری، حکاکی و سیاه‌قلم، در کنار قلم‌زنی، از جمله هنرهای مربوط به نقره‌کاری به شمار می‌آید.

ارامنه و نقره‌کاری تبریز

آذربایجان شرقی از دیرباز یکی از محل‌های زندگی ارامنه در ایران بود. پس از شروع جنگ جهانی اول، شماری از ارامنه ترکیه به دلیل فشار دولت عثمانی به تبریز مهاجرت کردند و اکثر آنان، برای امرار معاش به نقره‌کاری روی آوردند. امروزه هم در میان هنرمندان نقره‌کار آذربایجان شرقی، نام‌های زیادی از ارامنه قابل مشاهده است.
หัตถกรรม

سوزن‌دوزی ممقان، هم‌نشینی زیبایی، ظرافت و ذوق هنرمندان گمنام

محصولات سوزن‌دوزی ممقان، جلوه‌ای بی‌نظیر از دوق و هنر هنرمندانی گمنام را به نمایش می‌گذارد.

سوزن‌دوزی از جمله صنایع دستی ایران است که سوزن و نخ و پارچه، اصلی‌ترین مواد و تجهیزات آن به شمار می‌روند. به خاطر همین مواد اولیه ساده و در دسترس، این هنر گستردگی فراوانی در ایران دارد و در هر گوشه این سرزمین، جلوه و شیوه‌ای خاص به خود گرفته است که هر کدام از نظر طرح، رنگ و نوع دوخت با دیگری تفاوت دارد. هنر سوزن‌دوزی ممقان نیز به عنوان یکی از انواع سوزن‌دوزی‌های رایج در ایران به شمار می‌رود که از ویژگی‌هایی مخصوص برخوردار است، به همین خاطر این هنر در سال 2011 میلادی (1390 خورشیدی)، به عنوان میراث ناملموس استان آذربایجان شرقی، در فهرست میراث ناملموس ایران به ثبت رسیده است.

تاریخ و اقتصاد ممقان

ممقان در شهرستان آذرشهر واقع شده است و حدود 20 هزار نفر جمعیت دارد. فاصله این شهر از تبریز، 42 کیلومتر است. قدمت این شهر را به دوره حکومت ایلخانان (قرون سیزدهم و چهاردهم میلادی) منسوب می‌کنند. برخی معتقدند نام این شهر نیز ریشه مغولی دارد و به حکمرانی «منگوقاآن»، برادر هلاکوخان مغول بر این شهر مربوط است.
ممقان بیشتر به کشت نخود معروف است، ولی در آن صنایع دستی مختلفی، از جمله سوزن‌دوزی، جاروبافی و قالی‌بافی نیز رواج دارد. سوزن‌دوزی ممقان به خاطر طرح‌های خاص و زیبایی، استحکام و دوام محصولاتش به «ممقان‌دوزی» هم مشهور شده است.

ویژگی‌های هنر سوزن‌دوزی ممقان

از یک دید کلی، سوزن‌دوزی ممقان یکی از انواع رودوزی است که در آن زمینه اساسی پارچه با بخیه‌هایی از نخ‌های رنگی پوشانده می‌شود تا زمینه‌ای تازه با رنگ و نقشی جدید به وجود آید. طرح‌های مورد استفاده در این هنر، عموما ذهنی است و برداشت‌های شخصی هنرمند از طبیعت را شامل می‌شود، ولی در مجموع، بیشتر طرح‌ها گل و بته‌ای هستند.
سوزن‌دوزی در ممقان، اغلب در خانه و توسط زنان و دختران انجام می‌گیرد. در این صنعت دستی، از نخ ابریشم رنگین استفاده می‌شود. زیرلیوانی، کلاه و انواع پوشاک، کفش و رومیزی، مهم‌ترین محصولاتی هستند که سوزن‌دوزان ممقانی تولید می‌کنند.

طرز کار هنرمندان سوزن‌دوز ممقان

پارچه‌ای که برای زیر کار مورد استفاده قرار می‌گیرد، معمولا دبیت یا ساتن مشکی است. پارچه متقال نیز برای دوام بیشتر محصول، به عنوان آستر استفاده می‌شود. دلیل استفاده از رنگ سیاه در پس‌زمینه‌ کار، ظاهر شدن فواصل دوخت در آن و امکان اصلاح درزهای خالی توسط هنرمند است. در پایان کار، قابی مشکی گرداگرد کار به وجود می‌آید. این قاب مشکی با افزایش شدت وضوح رنگ‌ها، به زیباتر نشان داده شدن آن‌ها کمک می‌کند.
نخ مورد استفاده در سوزن‌دوزی ممقان، ابریشم طبیعی یا مصنوعی (ویسکوز یا استات) است. این نخ‌ها در سه نوع نازک (شش لایی)، متوسط (15 لایی) و درشت (30 لایی) به کار برده می‌شود. به جز آن، قیچی، انگشتانه و سوزن معمولی چهار سانتی‌متری نیز ابزار کار سوزن‌دوزان ممقان را تشکیل می‌دهند. در هنر سوزن‌دوزی ممقانی، انواع بافت‌های زنجیره‌دوزی، دندان‌موشی، دوخت بست، پتویی، شعاعی و ساتن به کار برده می‌شود.
پیش از شروع دوخت، ضخامت نخ مورد استفاده با توجه به طرح مورد نظر، انتخاب می‌شود. سپس طرح‌ها را با پارچه‌های دبیت و متقال می‌برند و در دو طرف یک برگه کاغذ نازک، مانند کاغذ روزنامه قرار می‌دهند. در این حالت متقال و کاغذ که آستر کار هستند، اندازه‌ای یکسان دارند، ولی اندازه دبیت از هر طرف حدود دو سانتی‌متر بیشتر است. زنجیره‌دوزی لبه کار، مرحله دیگر آماده‌سازی پارچه برای اجرای طرح‌هاست. برای این کار سوزن را از زیر، در فاصله نیم سانتی‌متر از لبه پارچه به آن فرو می‌کنند و تا انتها می‌کشند، سپس در فاصله چند میلی‌متر، مجدد آن را از رو به پارچه فرو می‌کنند و در حالی که هنوز نخ را تا آخر نکشیده‌اند، سوزن را از میان نخی که به شکل حلقه روی پارچه باقی مانده عبور می‌دهند. در نهایت نیز سوزن را تا انتها می‌کشند و این کار را ادامه می‌دهند تا کل لبه پارچه دوخته شود. سپس به دوخت طرح‌ها روی قسمت‌های میانی پارچه مشغول می‌شوند. دوخت قسمت‌های میانی پارچه در چند مرحله صورت می‌گیرد. دقت هنرمندان در اجرای دوخت در این مراحل، سبب می‌شود محصولات سوزن‌دوزی ممقان علاوه بر زیبایی چشم‌نواز، استحکام و ظرافتی منحصر به فرد به دست آورند. استفاده از انواع دوخت‌ها در این محصولات، زمان مورد نیاز برای تولید آن را بالایی می‌برد و به مهارت زیادی نیاز دارد.
หัตถกรรม

هنر سفالگری کوزه‌کنان، یادگاری از تاریخی صدها ساله

هنرمندان سفالگر کوزه‌کنانی، هنوز هم با مهارت‌هایی که نسل به نسل از پدران خود آموخته‌اند، به کار ساخت ظروف سفالی مشغولند.

به نظر می‌رسد نخستین دست‌ساخته‌های بشری، با خاک و آب درست شده باشد، زیرا این دو ماده، در دسترس‌ترین مواد طبیعی برای انسان بوده‌اند. بدین ترتیب می‌توان سفالگری را هنری دانست که قدمتی به اندازه حیات بشری دارد. یافته‌ها نشان می‌دهد ساخت ظروفی با گل رس، به حدود 14 هزار سال پیش و قبل از آغاز کشاورزی باز می‌گردد. در ابتدا انسان‌ها با استفاده از یک سوراخ در میان توده‌ای از گل رس یا ایجاد یک مارپیچ بالارونده با استفاده از نواری از خاک رس، ظروفی را می‌ساختند، ولی به تدریج با پیشرفت فنون سفالگری و اختراع ابزارهایی همچون چرخ سفالگری، مهارت‌های بیشتری به وجود آمد و برای ساخت ظروف سفالی به کار گرفته شد.  در ایران نیز پیشینه سفالگری بیش از 10 هزار سال است و برخی ابزار، همچون چرخ سفالگری در کاوش‌های باستان‌شناسی کشف شده‌اند.
این هنر در قسمت‌های مختلف ایران متناسب با ذوق و امکانات در دسترس جلوه‌های خاصی به خود گرفت، به طوری که در استان‌های مختلف همچون همدان، یزد، اصفهان و آذربایجان شرقی، شهرهایی به عنوان کانون‌های اصلی سفالگری شناخته شدند. در استان آذربایجان شرقی، «کوزه‌کنان» به عنوان یکی از مهم‌ترین شهرها در زمینه سفالگری شناخته می‌شود. به همین دلیل، مهارت‌های سفالگری هنرمندان این شهر، در سال 2011 میلادی (1390 خورشیدی) در فهرست میراث معنوی ایران به ثبت رسیده است. 

کوزه‌کنان در کجا قرار دارد؟

کوزه‌کنان در شهرستان شبستر، در غرب استان آذربایجان شرقی قرار دارد. فاصله این شهر از تبریز، مرکز استان، 75 کیلومتر و از شهر شبستر، 12 کیلومتر است. شبستر از شمال به کوه‌های میشوداغ و از غرب به بندرشرفخانه منتهی می‌شود. در دامنه‌های شمالی کوزه‌کنان، دشت‌های لاله و ریواس وحشی و معادن سنگ نمک با خلوص بالا وجود دارد. متوسط ارتفاع کوزه‌کنان از سطح دریا 1421 متر است.
جمعیت این شهر حدود پنج هزار نفر است. بخش قابل توجهی از ساکنان کوزه‌کنان به کشاورزی مشغولند و غلات، سیفی‌جات، گندم، جو، کدو، لوبیا و محصولات درختی مانند گیلاس، سیب، زردآلو، هلو، انجیر، گلابی، بادام و گردو از عمده تولیدات آن‌ها محسوب می‌شود، با این وجود سفالگری نیز یکی از پیشه‌های اصلی شهر به شمار می‌رود. انتخاب نام «کوزه‌کُنان»، به معنای کسانی که به ساخت کوزه مشغولند، به همین دلیل بوده است.

سفالگری کوزه‌کنان و اهمیت آن

سفالگری در طول نسل‌ها، در میان مردم کوزه‌کنان حفظ شده و یکی از آثار فرهنگی آن به شمار می‌رود. در این شهر بقایایی از سفال‌های قدیمی یافت شده که دلیلی بر قدمت این پیشه در میان مردم آن محسوب می‌شود.
حفظ شیوه‌های سنتی در سفالگری کوزه‌کنان به شکلی است که هنوز هم از تزئینات ساده هندسی در آن استفاده می‌شود. این سفال‌ها به صورت طبیعی و بدون استفاده از پوشش لعاب مورد استفاده قرار می‌گیرد. البته در بقایای به دست آمده در کاوش‌های مسجد جامع کوزه‌کنان، ظروفی لعاب‌دار به دست آمده که به عقیده برخی کارشناسان، با کاشی‌های فیروزه‌ای به کار رفته در مسجد کبود تبریز که 600 سال پیش ساخته شده، قرابت دارد.  همچنین در کوزه‌کنان بقایای چندین کوزه بزرگ که هر کدام نزدیک 100 لیتر آب را در خود جا می‌دادند و بدنه‌شان ضخامتی بیش از شش سانتی‌متر داشته است، کشف شده که نشان می‌دهد مردمان این شهر، در گذشته روش‌هایی خاص برای ساخت ظروف سفالی داشته‌اند.
هنرمندان کوزه‌کنانی هم‌اکنون نیز با استفاده از دست، پس از ورز دادن و آماده کردن گل رس، با استفاده از چرخ‌هایی که با نیروی برق یا به صورت سنتی با نیروی پا به گردش در می‌آیند، ظروف مختلف را شکل می‌دهند و برای ایجاد استحکام در کوره می‌پزند. همچنین متناسب با کاربرد هر ظرف، عملیات لعاب‌کاری ظروف در رنگ‌های مختلفی مانند آبی، سبز و اخرایی انجام می‌شود.
جنبه کاربردی ظروف سفالی که هنرمندان کوزه‌کنان تولید می‌کنند، موجب شده در هر خانه، نمونه‌هایی از این دست‌ساخته‌ها قابل مشاهده باشد. با این وجود در سال‌های اخیر با کم شدن توجه مردم به استفاده از ظروف سفالی، هنر سفالگری کوزه‌کنان که در گویش محلی «کوزه چیلیق» (کوزه‌گری) نیز گفته می‌شود، با مشکلاتی دست به گریبان شده است. از بین رفتن اصالت تولیدات با تقلید از شیوه‌های رایج در دیگر نقاط برای جذب مشتریان بیشتر، تهدید پیشِ روی این هنرصنعت است.  
หัตถกรรม

گلیج و نقوش رنگارنگ آن

در بافت گلیج از پشم و پنبه استفاده می‌شود. به همین دلیل این بافته بسیار لطیف و نرم است.

گلیج را می‌توان نوعی خاص از جاجیم به شمار آورد، بافته‌ای که بیشتر در مناطق شمالی ایران رواج دارد. به صورت سنتی، زنان بیشترین تولیدکنندگان این بافته هستند و امروزه نیز، با روش‌های سنتی و به صورت خانگی به تولید آن مشغولند.

شیوه بافت گلیج

دستگاه بافت گلیج به دو شکل ثابت و سیار در دسترس است. گلیج معمولا در قطعاتی به عرض 60 تا 70 سانتی‌متر و طول یک تا سه متر بافته می‌شود. با این حال امکان بافت گلیج در طول‌های بیشتر هم وجود دارد. گاهی گلیج را به صورت دو تکه می‌بافند؛ در این حالت دو تکه، کاملا قرینه هستند و در کنار یکدیگر دوخته می‌شوند. گلیج روی دستگاهی شبیه دار که «کرچال» نام دارد، بافته می‌شود. این بافته از جهات بسیاری مشابه گلیم است ولی اجزا و کارکرد دستگاه گلیج‌بافی به دستگاه پارچه‌بافی شبیه است. 
شمال استان سمنان (روستاهای فولادمحله، اروست، رضاآباد و چاشم و شهر مجن)، برخی روستاهای شهرستان بهشهر استان مازندران و شهر آلاشت شهرستان سوادکوه، اصلی‌ترین مراکز بافت گلیج به شمار می‌آیند. هنوز هم تمام مراحل بافت گلیج، از نخ‌تابی و ریسندگی تا سایر مراحل دوخت، به صورت دستی و عمدتا توسط زنان روستایی انجام می‌شود.

طرح و نقش گلیج

در گلیج‌بافی، پودگذاری به شکل مضاعف انجام می‌شود، به شکلی که علاوه بر پودگذاری اولیه با  عبور ماکو از بین تار، بافنده پودی را نیز با دست از بین تار عبور می‌دهد. پودگذاری ثانویه در شکل‌گیری طرح گلیج نقشی مهم دارد و به دلیل همین مرحله اضافه، طرح‌های گلیج بسیار متنوع‌تر از جاجیم است. این طرح‌ها کاملا انتزاعی هستند و می‌توان آن‌ها را برداشت بافنده از طبیعت و اشیای پیرامون به شمار آورد. این طرح‌ها ممکن است حاصل تکرار چندباره برخی نقوش باشند، تکراری که سطح گلیج را زیباتر می‌کند.
با توجه به شیوه بافت ثابت گلیج در نقاط مختلف، نقوش و طرح‌های آن را می‌توان مهم‌ترین شاخصه گلیج در هر منطقه به شمار آورد. در کار بیشتر بافندگان مازندرانی، غلبه رنگ قرمز به چشم می‌آید و گاهی این رنگ، به عنوان رنگ زمینه کار انتخاب می‌شود. هنوز هم برای رنگ کردن نخ‌های مورد استفاده در گلیج، از مواد طبیعی همچون پوست گردو، پوست انار، زردچوبه و گزنه بهره برده می‌شود و رنگ‌های قهوه‌ای، سفید و سیاه را نیز با استفاده از پشم گوسفندان تامین می‌کنند.

ویژگی‌ها و کاربردهای گلیج

گلیج بافتی نرم دارد و از پنبه و پشم بافته می‌شود (تارها از پنبه و پودها از پشم یا هر دو از یک جنس). همین ویژگی آن را برای استفاده در پوشاک مردانه محبوبیت بخشیده است. به خاطر رواج گلیج‌بافی در مناطقی که پرورش دام در آن رواج بیشتری داشته، کاربرد پشم در آن غالب بوده است، هر چند امروزه در بافت گلیج‌ها به جای پنبه و پشم، ممکن است از نخ‌های صنعتی و کاموا نیز استفاده شود.
در گذشته کاربردهای گلیج در زندگی مردم محلی بسیار وسیع بود و بر اساس همین کاربردها، آن را به چند نام خاص می‌خواندند، از جمله سرحمومی (در گذشته وسایل حمام برای حمل به گرمابه عمومی داخل آن قرار می‌گرفت)، آیینه‌کیسه (به شکل کیسه‌ای برای نگهداری وسایل آرایشی)، اسب‌سری (ابعاد بزرگی داشت و در گذشته روی اسبی قرار می‌گرفت که در عروسی جهیزیه را با آن حمل می‌کردند یا داماد برای رفتن به حمام بر آن سوار می‌شد)، کج‌کیسه (به شکل مورب به دیوار آویزان می‌شد و محلی برای قرار دادن قاشق و چنگال بود)، کُرسی‌سری (روانداز کرسی) و پادری. متناسب با کاربرد گلیج، طرح‌هایی هم که در آن استفاده می‌شد، تغییر می‌کرد. گلیج را به عنوان پتو و سجاده نیز به کار می‌برند.

نشان‌های ملی در گلیج‌بافی
با توجه به وجود ظرفیت‌های فراوان بافت گلیج در بهشهر استان مازندران، این شهر در سال 2023 به عنوان شهر ملی گلیج به ثبت رسید. بر اساس آماری که در همین سال اعلام شد، در این شهر هزار و 43 کارگاه گلیج‌بافی فعال بوده‌اند.
در یکی از روستاهای بهشهر به نام «متکازین» نوعی گلیج بافته می‌شود که تار آن از پنبه‌ای پر تاب و پودش از پشم قرمز یا سرمه‌ای تهیه می‌شود. پودِ این بافته، همراه با نخ‌های سفید یا رنگی، نقوشی هندسی را روی پارچه ایجاد می‌کنند. در واقع نقوش به شیوه پودگذاری اضافه بافته می‌شوند، به طوری که بیننده ممکن است تصور کند نقوش، به شیوه گلدوزی روی پارچه ایجاد شده‌اند. به دلیل آن که نخ‌های اضافه از تار و پود کلفت‌تر هستند، نقش‌های این نوع گلیج برجسته‌تر نمود پیدا می‌کند. شیوه بافت این بافته به «متکازین‌بافی» مشهور است و محصولات آن، به عنوان زیرانداز، روانداز، پشتی و پارچه‌ای برای بسته‌بندی وسایل استفاده می‌شود. همچنین متکازین در ساخت کوسن، کیف، کفش و دوخت لباس زنانه نیز کاربرد دارد. گلیج بهشهر بخش زیادی از شهرت خود را مرهون «متکازین‌بافی» است.
หัตถกรรม

جاجیم‌، هنری برای بافت محصولاتی خوش‌رنگ و پرکاربرد

جاجیم‌بافی در ایران قدمتی دیرینه دارد و تقریبا در تمام وسعت ایران، رواج داشته است.

انسان از گذشته‌های دور، با اهلی کردن حیوانات و آشنایی با فنون کشاورزی به ارزش پشم و پنبه پی برد و آن‌ها را ماده‌ای خام برای نساجی قرار داد. بدین ترتیب در طول حیات بشری، طیف وسیعی از محصولات با استفاده از این مواد تولید شد. هر چند امروزه علم نساجی بسیار گسترده‌تر از گذشته است و منحصر به فراوری پشم و پنبه نیست، ولی هنوز هم روش‌های سنتی تولید محصولات از پنبه و پشم خام، در نقاط مختلف جهان رواج دارد. بسیاری از این محصولات، نه تنها شیوه ساخت، بلکه نقوش و کاربردهای سنتی خود را نیز حفظ کرده‌اند، به طوری که می‌توان آن‌ها را عناصر ارزشمند فرهنگی و تاریخی هر قوم به شمار آورد.
در ایران، جاجیم یکی از پر کاربردترین محصولات نساجی محسوب می‌شود که کاربردهای بسیاری وسیعی دارد. این محصول، در فرهنگ‌ها و قومیت‌های مختلف گسترده شده و هنوز هم به صورت وسیع تولید و استفاده می‌شود. گیلان، مازندران، آذربایجان شرقی، اردبیل، کرمانشاه، کردستان، ایلام، چهارمحال و بختیاری، خوزستان، همدان، لرستان و فارس، از جمله استان‌های ایران هستند که جاجیم در آن‌ها به وفور مورد استفاده است. خصوصا در میان عشایر و روستاییان، جاجیم‌بافی هنوز هم به عنوان یک هنر و پیشه، به حیات خود ادامه می‌دهد.

جاجیم چیست؟

از نظر تاریخی جاجیم قدمتی باستانی دارد. در برخی شواهد باستان‌شناسی، تولید و استفاده از جاجیم در میان ملل جهان ثبت شده است. از آن جمله، شواهدی از دستبافته‌های جاجیمی در میان قوم نازکا در کشور پرو در سده‌های سوم تا هشتم میلادی است. در ایران نیز پیشینه جاجیم‌بافی بسیار زیاد است. در نگاره‌ای که از قرن هشتم هجری قمری (قرن پانزدهم میلادی) به جا مانده‌ است، نقش‌ نوارهایی مورب از یک روانداز به چشم می‌خورد که به احتمال زیاد مربوط به یک جاجیم است.
جاجیم یک زیرانداز دو رویه است که از نخ‌های رنگین و ظریف پشمی یا پنبه‌ای و در مواقعی ابریشمی تولید می‌شود؛ گاهی نیز چند ماده اولیه برای تولید این محصول مورد استفاده قرار می‌گیرد. به خاطر آن که جاجیم پرز ندارد، می‌توان هر دو روی آن را استفاده کرد. همین موضوع یکی از دلایل محبوبیت جاجیم، خصوصا در بین کوچ‌نشینان است.
جاجیم از نظر بافت، به گلیم شباهت زیادی دارد، با این تفاوت که جاجیم را معمولا با دستگاه‌هایی با عرض کم تولید می‌کنند و در نهایت تکه‌های مختلف آن را به هم می‌دوزند. جاجیم استفاده‌های وسیعی دارد و به عنوان زیرانداز، بالاپوش و حتی وسیله‌ای برای بسته‌بندی و جابجایی رختخواب و وسایل مورد استفاده قرار می‌گیرد. جاجیم‌ها به صورت راه‌راه و با رنگ‌هایی شاد و گرم بافته می‌شوند. در این میان در منطقه اورامان استان کردستان، جاجیم‌هایی با نقوش متنوع بافته می‌شود که در میان جاجیم‌های دیگر کم‌نظیر است.

انواع جاجیم

در مناطق مختلف و متناسب با شیوه زندگی و نیازهای مردم، روش‌های مختلفی برای تولید جاجیم به کار گرفته شده است. بدین ترتیب جاجیم‌های متفاوتی به وجود آمده است که از نظر شکل و کاربرد، تفاوت‌هایی جزئی با یکدیگر دارند.
ساچیم‌بافی یا ساچین‌بافی
در استان مازندران و در چند روستای کلاردشت، از جمله حسن‌کیف، شکرکوه و کوه‌پر، جاجیمی بافته می‌شود که آن را «ساچیم» یا «ساچین» می‌نامند. این نوع جاجیم طرح و نقشی شبیه دیگر جاجیم‌ها دارد ولی به طور سنتی، خودنمایی رنگ‌های قرمز، آبی، زرد و سبز در آن بیشتر است. بر اساس عقاید مردم محلی، ساچیم روشنی‌بخش زندگی زوج‌های جوان است، از این رو همواره در هدایایی که به نوعروسان اهدا می‌کردند، ساچیمی هم به چشم می‌خورد.
پوپشمین
این نوع بافته، ظریف‌تر از انواع جاجیم‌هاست و از پشم مرغوب تولید می‌شود. مرکز اصلی تولید پوپشمین، شهرستان‌های مهاباد و بوکان در آذربایجان غربی است و از آن، معمولا به عنوان روانداز استفاده می‌شود.

نشان‌های ملی در جاجیم‌بافی

در سال 2022 میلادی (1401 خورشیدی) شهر آلاشت در استان مازندران، به عنوان شهر ملی جاجیم نامگذاری شد. جاجیم آلاشت با استفاده از مواد اولیه طبیعی تولید می‌شود و کارگاه‌هایی در منازل اهالی شهر، برای بافت آن برپاست. استفاده از رنگ‌های طبیعی و گیاهی، دیگر ویژگی جاجیمی است که در آلاشت تولید می‌شود. همچون دیگر جاجیم‌بافان، آلاشتی‌ها نیز نقوشی ذهنی را در بافته‌های خود به کار می‌گیرند، نقوشی که گاه اشکال هندسی همچون مستطیل و لوزی را نیز در بر می‌گیرد. مردم آلاشت دستگاه بافندگی جاجیم را «کرچال» می‌نامند. دستگاه‌های مورد استفاده آنان مشابه دستگاه‌هایی است که در دیگر نقاط ایران به کار گرفته می‌شود.
به خاطر گستردگی هنر جاجیم‌بافی در ایران، چندین منطقه برای ثبت ملی آن اقدام کرده‌اند که در این میان، جاجیم استان کهگیلویه و بویراحمد در سال 2012 میلادی (1391 خورشیدی) در فهرست آثار فرهنگی ناملموس ایران به ثبت رسیده است. همچنین شهر خلخال در استان اردبیل، برای ثبت جاجیم خود در فهرست میراث ناملموس ایران و نامگذاری به عنوان شهر ملی جاجیم، داوطلب شده است.
หัตถกรรม

صنایع دستی چرمی ایران و تنوع مثال‌زدنی آن

استفاده از چرم در ایران برای تولید محصولات مختلف سابقه‌ای دراز دارد و امروزه نیز محصولات فراوانی از آن درست می‌شود.

پس از آشنایی بشر با کاربردهای چرم، هنرهایی پیرامون این محصول شکل گرفت. چرم به خاطر انعطاف و دوام، از دوران باستان ماده مهمی به شمار می‌رفت و از آن برای تولید انواع محصولات استفاده می‌شد. امروزه انواع زیادی از چرم طبیعی و صنعتی در بازار یافت می‌شود. ارزش بازار چرم در جهان بیش از 500 میلیارد دلار تخمین زده شده است. علی‌رغم تولیدات صنعتی، هنوز دست‌ساخته‌های سنتی این محصول مرغوبیت فراوان و طرفداران بسیار دارد.

چرم در ایران

بررسی‌های تاریخی، ایرانیان را به عنوان یکی از نخستین کسانی مطرح می‌کند که به فناوری تولید چرم دست‌ یافته‌اند. به ادعای مورخان، در ایران از سه هزار سال پیش چرم تولید می‌شد. از آن زمان، چرم در تولید زره، کفش، لباس و جنگ‌افزار مورد استفاده قرار می‌گرفت. امروزه آثاری در کاوش‌های باستان‌شناسی به دست آمده که نشان می‌دهد استفاده از چرم در ایران باستان پرطرفدار بوده است.
پس از حمله مغول (1219 میلادی) تجارت پوست و چرم در ایران رشد پیدا کرد. در این دوره برخی شهرها همچون تبریز و شیراز در این زمینه به شهرتی فراوان دست یافتند. این شهرها در قرن‌های بعد نیز هنر تولید و استفاده از چرم را حفظ کردند، به طوری که امروز چرم تبریز در ایران زبانزد است و تولیدات هنرمندان آن به کشورهای مختلف صادر می‌شود... در دوره قاجار (قرن هجدهم و نوزدهم میلادی) پوست و چرم ایران به عثمانی، روسیه و هند صادر می‌شد. در همین دوره صنعت چرم گسترش بیشتری پیدا کرد و شهرهایی همچون همدان و اصفهان نیز در این زمینه پیشرفت کردند.
ایجاد کارخانه‌های چرم که نخستینِ آن‌ها در سال 1929 میلادی (1308 خورشیدی) در تبریز تاسیس شد، این صنعت را متحول کرد. پس از این رویداد، وجود مواد خام صنعت چرم‌سازی، این صنعت را در ایران مورد توجه قرار داد، به طوری که در فاصله 14 سال از تاسیس نخستین کارخانه چرم‌سازی، تعداد واحدهای صنعتی فعال در این صنعت به 22 رسید.

صنایع دستی چرمی در ایران

علاوه بر چرم‌های حیوانی (از پوست گوسفند، گاو، بز، مار و برخی حیوانات دیگر)، چرم‌های گیاهی نیز در بازار وجود دارند. چرم‌های گیاهی از تنه و میوه برخی درختان ساخته می‌شود و انعطاف آن زیاد است. هر کدام از چرم‌ها، متناسب با ویژگی‌های خود، کاربردهایی پیدا کرده‌اند، برای مثال می‌توان از چرم‌های گیاهی در حکاکی و قالب‌گیری استفاده کرد و چرم گاو را به خاطر ضخامتش در تولید کفش زمستانی و کیف به کار برد.
در ایران فنون و هنرهای فراوانی پیرامون چرم شکل گرفته است که می‌توان این موارد را مهم‌ترین آن‌ها به شمار آورد:
جلدسازی چرمی
پیشینه این هنر به حدود هزار سال می‌رسد. در این هنر، روی جلدهایی از جنس چرم، نقش‌هایی حکاکی می‌شود. این نقوش گاهی با ورقه‌های نازک طلا و رنگ‌های طلایی و قهوه‌ای تثبیت می‌شود. هنرمندان این رشته در طول تاریخ به خاطر جایگاه کتاب‌های مقدس، اوج هنر خود را در ساخت جلدهای چرمی برای آن‌ها به نمایش گذاشته‌اند.
حکاکی روی چرم
در این رشته از صنایع دستی، از چرم گاو استفاده می‌شود. هنرمند ابتدا نقوش مورد نظر خود را روی چرم منتقل و سپس با قلم‌های فلزی نوک‌تیز آن‌ها را ثتبیت می‌کند. در نهایت این نقوش با نوعی لاک مخصوص پوشانده می‌شوند تا ثبات پیدا کنند و ماندگار شوند. در حکاکی روی چرم از نقوش سنتی ایرانی همچون گل و مرغ و نقاشی‌های قهوه‌خانه‌ای بهره می‌گیرند.
نقاشی روی چرم
در نقاشی روی چرم از رنگ‌های جوهری یا اکرولیک استفاده می‌شود. برای نقاشی روی چرم، سطح آن باید تا حد ممکن تمیز باشد، از این رو پیش از اعمال طرح‌ها، آن را در چند مرحله شستشو می‌دهند.
سوخت چرم
ایجاد نقوش برجسته با استفاده از مهرهایی که تا حد لازم گرم شده‌اند، سوخت چرم نامیده می‌شود. گاهی فرورفتگی‌های حاصل از این شیوه نقش‌بندی را با طلای مایع پر می‌کنند. نامیده شدن این هنر به عنوان «سوخت چرم» می‌تواند دو احتمال داشته باشد: نخست استفاده از رنگ‌های تیره و غیر شفاف به عنوان یکی از اصول اساسی این هنر؛ دوم ایجاد نقوش برجسته روی قطعات چرم بُز که با گداختن صورت می‌گیرد.
سراجی سنتی
سراجی به دوخت و دوز محصولات چرمی اطلاق می‌شود. در این هنر انواع کیف، کمربند، زیورآلات، زین اسب و وسایل تزئینی با استفاده از وسایل اولیه و مهارت استادکاران به وجود می‌آید. سراجی همه تولیدات چرمی به جز کفش را در بر می‌گیرد.

ثبت ملی صنایع دستی چرمی

گستردگی صنایع دستی مبتنی بر چرم در ایران موجب شده آثار ثبتی متعددی به نام مناطق مختلف در فهرست میراث ملی ایران جای گیرد. ثبت صنایع دستی چرمی به نام استان البرز در سال 2011 میلادی (1390 خورشیدی)، ثبت هنر نقاشی روی چرم در سال 2012 میلادی (1391 خورشیدی) و ثبت کفش دست‌دوز چرمی تبریز در سال 2018 میلادی (1397 خورشیدی) از این جمله است.
หัตถกรรม

چاروق، تنها پای‌پوشی که زنانه مردانه ندارد!

در بین پای‌پوش‌های قدیمی ایرانی، چاروق با تزئینات رنگارنگ خود شهرتی فراوان دارد.

«چاروق» از جمله پای‌پوش‌های قدیمی ایرانیان است که در طراحی و دوخت آن، علاوه بر استحکام و راحتی، به تناسبش با اجزای مختلف لباس هم توجه شده است. از این رو این پای‌پوش زمانی که همراه با لباس‌های سنتی مورد استفاده قرار می‌گیرد، یک هارمونی چشم‌نواز به وجود می‌آورد.

چاروق چیست؟

چاروق یک پای‌پوش قدیمی است و از گذشته‌های دور مورد استفاده قرار می‌گیرد. کارشناسان قدمت فن تولید چاروق در ایران را به دوره ساسانیان (قرن سوم تا هفتم میلادی) منسوب می‌کنند، اما اوج آن را دوره صفویه (قرن شانزدهم میلادی) می‌دانند. از نظر لغوی، احتمالا چاروق یک کلمه ترکی باشد، با این حال این محصول از خراسان شمالی تا زنجان مورد استفاده مردم ایران بوده است. این پای‌پوش در هر فرهنگ و جغرافیا، شکل ویژه‌ای به خود گرفته، به طوری که امروزه علی‌رغم آن که کمتر از گذشته کاربرد دارد، انواع مختلفی از آن در دسترس است. در حال حاضر در قوچانِ خراسان رضوی، بجنوردِ خراسان شمالی و زنجان هنرمندانی به تولید چاروق مشغولند. 
فراگیری چاروق در روزگار گذشته به حدی بوده که می‌توان رد پای آن را در آثار ادبی ایران نیز پیدا کرد. در داستان موسی و شبان، یکی از معروف‌ترین داستان‌های مثنوی معنوی مولانا، شاعر پرآوازه ایرانی، از چاروق نام برده شده است.

کاربردهای چاروق

با توجه به دوام و راحتی چاروق، روستاییان و دهقانان بیشتر از دیگران از آن استفاده می‌کردند. این پای‌پوش در شکل سنتی خود، بندها و تسمه‌هایی بلند دارد که به دور ساق پا پیچیده می‌شود، از این رو علاوه بر محافظت از کف و روی پا، ساق و پشت ساق را نیز در برابر سرما و ضربه مصون می‌دارد و حتی از اثر نیش مارها و گزندگانی که ممکن است در حین عبور از علفزارها پای چوپان یا کشاورز را بگزند، می‌کاهد.
با وجود کاربرد وسیع چاروق در گذشته، امروزه این پای‌پوش بیشتر جنبه‌ای تزئینی به خود گرفته است و اغلب از سوی زنان و دختران به عنوان کفش روفرشی استفاده می‌شود.
چاروق‌هایی که از حدود یک قرن پیش تا امروز ساخته می‌شوند، بر خلاف چاروق‌های قدیمی‌تر، پاشنه دارند و پشت آن‌ها بسته نیست. این نوع چاروق‌ها بیشتر در زنجان تولید می‌شوند، ولی چاروق‌های شمال خراسان اصالت و کاربرد گذشته خود را حفظ کرده‌اند. چاروق‌های زنجان در انواع «توری»، «پرده‌بند» و «تمام‌چرم» عرضه می‌شوند.

ویژگی‌های چاروق سنتی

شیوه ساخت چاروق به کفش شباهت دارد و ابزار مورد استفاده در آن، تقریبا همان ابزار کفاشی است. چاروق را از چرم دباغی‌شده گاو درست می‌کنند. رودوزی‌ و تزئینات، نقش‌اندازی‌ و سگک‌هایی که در چاروق سنتی استفاده می‌شود، تفاوت آن با کفش‌های معمولی را رقم می‌زند. دهانه چاروق معمولا با نخ دولا به صورت دندان‌موشی و سرتاسر آن به صورت بخیه‌هایی با نخ‌های رنگی دوخته می‌شود. در پشت چاروق نیز از کوک‌های موازی استفاده می‌کنند. این کوک‌ها اغلب با نخ‌های پنبه‌ای سفید کار می‌شود. برخی هنرمندان چاروق‌دوز در پشت آن، با نخ‌های صورتی و طلایی گلی شش‌پر می‌دوزند که به نوعی، امضای آن‌ها نیز محسوب می‌شود. نوک چاروق نیز تزئیناتی دارد که با نخ‌های رنگی گره‌خورده به وجود می‌آید و به آن «منگوله» می‌گویند. نصب سگک‌هایی چرمی که هنرمند آن را می‌سازد و در دو طرف چاروق می‌دوزد، آخرین مرحله دوخت این پای‌پوش را تشکیل می‌دهد. کفی چاروق به صورت سنتی از چرم گاومیش یا چرم ساغری ساخته می‌شود. این نوع چرم استحکام بیشتری دارد. شیوه دوخت و مواد به کاررفته در چاروق موجب می‌شود این پای‌پوش در زمستان گرم و در تابستان خنک باشد.
بین چاروق‌های زنانه و مردانه از نظر نوع دوخت و ظاهر تفاوتی وجود ندارد. از این نظر چاروق پای‌پوشی منحصر به فرد به شمار می‌رود. همچنین لنگه‌های راست و چپ نیز از هم متمایز نیستند، این ویژگی به افراد اجازه می‌دهد هر چند وقت یک بار چاروق پای راست و چپ را با هم عوض کنند تا عمر آن‌ها بیشتر شود. چاروق‌های سنتی شمال خراسان با چرم یک‌تکه دوخته می‌شوند و با رنگ قرمز زیبای خود شهرت دارند. این نوع چاروق‌ها با نوکی بالاآمده تولید می‌شوند که آن را به قایقی کوچک شبیه می‌کند!

نشان‌های ملی چاروق
چاروق در سال 2010 میلادی (1389 خورشیدی) با نام استان خراسان شمالی (به شماره 66) و زنجان (به شماره 151) در فهرست آثار ملی ایران به ثبت رسید. همچنین مهارت چاروق‌دوزی مهاباد در استان آذربایجان غربی با عنوان «مهارت دوخت کاله سنتی شمامه‌بندی» در سال 2024 میلادی و «چاروق‌دوزی» اردبیل در سال 2012 میلادی (1391 خورشیدی) در این فهرست درج شد. از آن جا که چاروق بخشی از لباس سنتی برخی اقوام ایرانی محسوب می‌شود، ذیل ثبت این لباس‌ها نیز در فهرست میراث فرهنگی آمده است؛ برای مثال چاروق به عنوان پای‌پوش مردان قزلباش، ذیل ثبت پوشاک سنتی این قوم، در سال 2019 میلادی (1398 خورشیدی) در فهرست میراث ناملموس ملی ایران ثبت شد.
หัตถกรรม

سوزن‌دوزی ترکمن، زیبایی غیر قابل توصیف هنری کهن

سوزن‌دوزی ترکمن بیستمین میراث ناملموس ثبت‌شده ایران در فهرست یونسکو به شمار می‌رود؛ هنری که زیبایی آن توصیف‌ناشدنی است.

ایران سرزمینی کهن با تنوع فرهنگی و قومیتی است. همین ویژگی سبب شده فنون و هنرهای فراوانی در طول تاریخ، متناسب با جغرافیا و فرهنگ هر قوم شکل گیرد و تکوین پیدا کند. برخی از این هنرها، در سطح جهانی شهرت پیدا کرده و حتی در فهرست میراث جهانی نیز به ثبت رسیده‌اند. هنر سوزن‌دوزی ترکمن که گاهی «سیاه‌دوزی» یا «ترکمن‌دوزی» نیز نامیده می‌شود، یکی از این هنرها به شمار می‌رود.

پیشینه و اهمیت سوزن‌دوزی ترکمن

کارشناسان عقیده دارند آن چه امروز به عنوان سوزن‌دوزی ترکمن شناخته می‌شود، در دوره سکاها به وجود آمده است. سکاها کوچ‌نشینان ایرانی بودند که در طول تاریخ در سرزمین‌های آسیای میانه، از چین و دریاچه آرال گرفته تا ایران، پراکنده بودند. این قوم از سده هشتم پیش از میلاد تا آغاز عصر مسیحیت در این سرزمین‌ها حضور داشته‌اند.
هنر سوزن‌دوزی در نگاه مردمان ترکمن به اندازه‌ای مهم است که در ادبیات شفاهی این قوم نیز راه یافته است. استان‌های خراسان شمالی و گلستان، به ویژه گنبدکاووس، بندر ترکمن، آق‌قلا، کلاله، گمیشان، مراوه‌تپه و روستاهای اطراف آن مهم‌ترین مناطقی هستند که سوزن‌دوزی ترکمن در آن رواج دارد.

ویژگی‌ها و طرح‌های سوزن‌دوزی ترکمن

ترکمن‌دوزی به صورت لایه‌گذاری و دوخت نخ‌های ابریشمی طبیعی یا مصنوعی ظریف روی لباس‌های ترکمن‌ها اجرا می‌شود. در این هنر، دوخت بر اساس نقوشی ذهنی صورت می‌گیرد. سوزن‌دوزی ترکمن امروزه به صورت عمده روی لباس زنان ترکمن دیده می‌شود، ولی در گذشته کاربردهای بسیار بیشتری داشت و در لباس مردان و کودکان ترکمن، رودوزی بقچه‌ها خصوصا بقچه‌هایی که برای جابجایی جهیزیه به کار می‌رفت، سربند، مچ‌بند، کیف لوازم آرایشی، ملحفه، بالش، روتختی، آویزهای دیواری و حتی پرده‌دوزی نیز به صورت گسترده به کار گرفته می‌شد. اخیرا با افزایش توجه به این هنر، سوزن‌دوزی ترکمن به عنوان یک تزئین مدرن برای استفاده در دکوراسیون داخلی منزل جایگاه پیدا کرده است.
سوزن‌دوزی ترکمن دوختی فشرده و بسیار ریز دارد و در ترکمنی «سانجیم» گفته می‌شود. هنرمند سوزن‌دوز، نقوشی هندسی و قرینه را که زاییده ذهن اوست، روی پارچه پیاده می‌کند. علی‌رغم یکسان بودن شیوه کلی سوزن‌دوزی در بین هر کدام از طوایف ترکمن، در جزئیات و طرح‌ها تفاوت‌هایی بین آن‌ها وجود دارد. در این طرح‌ها می‌توان شکل حیوانات، ابزارهای جنگی و تصاویر الهام‌گرفته‌شده از طبیعت اطراف را نیز مشاهده کرد. این طرح‌های زیبا و ساده، علاوه بر جهان‌بینی مردمان ترکمن، از سلحشوری، سخت‌کوشی و دیگر ویژگی‌های اخلاقی آنان حکایت دارد.
سوزن‌دوزی ترکمن معمولا روی پارچه‌های ابریشمی یا پشمی صورت می‌گیرد. اصلی‌ترین ماده اجرای این هنر، نخ‌های ابریشمی یا پنبه‌ای است، ولی امروزه نخ‌های جدید از جنس اکریلیک نیز از سوی هنرمندان مورد استفاده قرار می‌گیرد. استفاده از ابریشم در سوزن‌دوزی از گذشته‌های دور رواج داشته است. این ماده پیش‌تر به روش‌های طبیعی رنگ‌رزی می‌شد ولی امروز استفاده از روش‌ها و مواد طبیعی کمتر مورد توجه است.
رنگ قرمز در میان ترکمن‌ها جایگاهی ویژه دارد و نماد دلاوری و خون‌های ریخته‌شده برای رسیدن به پیروزی و افتخار است. به همین خاطر به صورت سنتی، پارچه زمینه کار قرمزرنگ است، البته رنگ‌های زرشکی، زرد، سفید، نیلی، آبی، نارنجی و سبز که برای دوخت لباس‌های ترکمنی کاربرد دارد، به عنوان زمینه سوزن‌دوزی مورد استفاده قرار می‌گیرد. 
لباس‌های ترکمنی از نظر دوخت و برش، بسیار ساده هستند، ولی تزئینات مفصلی، عمدتا به صورت سوزن‌دوزی، توسط زنان ترکمن روی آن‌ها اجرا می‌شود، به شکلی که ممکن است رنگ زمینه در بخش‌هایی از لباس، زیر این تزئینات ناپدید شود. این تزئینات در حاشیه لباس، یقه، لبه آستین یا میانه لباس پیاده می‌شود. رنگ‌های روشن و متفاوتی که ممکن است با زمینه کار هارمونی یا تضاد ایجاد کنند، زیبایی سوزن‌دوزی ترکمنی را غیر قابل توصیف کرده‌اند.

ثبت ملی و جهانی هنر سوزن‌دوزی ترکمن

هنر سوزن‌دوزی ترکمن به عنوان بیستمین عنصر میراث فرهنگی ناملموس ایران در هفدهمین نشست کمیته بین‌المللی میراث فرهنگی یونسکو در سال 2022 میلادی (1401 خورشیدی) که در رباط مراکش برگزار شد، به صورت مشترک با کشور ترکمنستان به ثبت رسید. این فن پیش از این نیز به عنوان میراث ناملموس ملی در سال 2012 میلادی (1391 خورشیدی) به نام استان گلستان در فهرست آثار ملی ثبت شده بود.
หัตถกรรม

رنگ‌ها و طرح‌های اصیل و بی‌نظیر قالی نهاوند

قالی نهاوند به دلیل استفاده از طرح‌هایی بی‌نظیر و رنگ‌هایی خاص و منحصر به فرد شهرت دارد.

جایگاه و اهمیت هنر قالی یا فرشبافی، در میان ایرانیان بسیار رفیع است، به طوری که در جای‌جای ایران، متناسب با ذوق و فرهنگ و جغرافیای خاص آن، فنون و طرح‌های مختلفی در بافت قالی شکل گرفته است. قالی ایرانی با همین ویژگی، به یکی از متنوع‌ترین صنایع دستی ایران تبدیل شده است. از جمله مناطقی که قالی‌بافی در آن شکل و شیوه‌ای خاص دارد، نهاوند است. 

نهاوند در کجا قرار دارد؟

شهرستان نهاوند در جنوب غربی استان همدان و در همسایگی شهرستان‌های ملایر، تویسرکان، کرمانشاه و بروجرد قرار دارد. با توجه به این که اقتصاد سنتی این شهرستان مبتنی بر کشاورزی و دامداری است، مردم آن از دیرباز به هنرهایی همچون پشم‌ریسی، رنگ‌رزی سنتی و قالیبافی اشتغال داشته‌اند.
در حال حاضر در نهاوند بافته‌های داری همچون قالی و گلیم، رتبه نخست صنایع دستی را در اختیار دارند. ساخت ساز سنتی به دلیل وجود چوب مناسب، در کنار گیوه‌بافی که محصولات آن در میان اهالی استان لرستان طرفداران بسیاری دارد، دیگر صنایع دستی این شهرستان محسوب می‌شوند.

ویژگی‌های قالی نهاوند

مروری بر تاریخچه شهرستان نهاوند، قدمت هنر قالیبافی در این منطقه را تایید می‌کند. از گذشته‌های دور بانوان نهاوندی در کنار دیگر فعالیت‌های روزمره خود، به قالیبافی هم اشتغال داشته‌اند. قالی نهاوند در گذشته در منازل خودِ مردم منطقه مورد استفاده قرار می‌گرفت. زمانی که نوعروسان به خانه بخت می‌رفتند، این قالی یکی از اصلی‌ترین اجزای جهیزیه آنان بود.
قالی نهاوند امروزه بیشتر در روستاها بافته می‌شود و معروف‌ترین طرح آن به «سه گل» یا «سه کله» شهرت دارد که در چهار طرف قالی بافته می‌شود. روستاهای «اُشوند» در شرق و «زراوین» در جنوب نهاوند، از جمله مهم‌ترین مراکز تولید قالی با این نقوش هستند. «گل و بته»، «پَر طاووسی»، «دسته گلی» و گل‌های خوشه‌ای افشان در گلدان، از جمله دیگر نقوشی هستند که در قالی نهاوند مشاهده می‌شوند. در مجموع نقوش قالی نهاوند را می‌توان درشت‌بافت و روستایی‌بافت توصیف کرد. نهاوند به دلیل نزدیکی به مراکز تولید فرش دستبافت همچون همدان، اراک و قم، از طرح‌های مورد استفاده در آن تاثیر پذیرفته، ولی اصالت و یکتایی خود را از دست نداده است، به شکلی که بافته‌های این منطقه به راحتی از بافته‌های مناطق مجاور قابل تمایز است.
رنگ‌های مخصوصی نیز در قالی نهاوند به کار می‌رود: نوعی قهوه‌ای که به «شتری» معروف است، رنگی بژمانند که به «چهره‌ای» شناخته می‌شود و انواع رنگ قرمز که به «دوغی»، «لاکی قرمزدونه»، «لاکی روناسی»، «لاکی گل‌خاری» و... خوانده می‌شوند. در میان انواع رنگ‌ها، قرمز نمود بیشتری در قالی نهاوند دارد، ولی استفاده از رنگ‌های تند مثل آبی سیر و روشن، زرد و گاهی سبز و نارنجی، به آن جلوه‌ای خاص می‌بخشد. رنگ زمینه بیشتر قالی‌های بافته‌شده در نهاوند قرمز است، ولی از آبی نیز به عنوان رنگ زمینه بهره گرفته می‌شود.

ابزارهای بافت قالی
ابزار اصلی بافت قالی «دار» نام دارد. دار در دو نوع افقی و عمودی به کار می‌رود که نوع افقی را بیشتر عشایر و کوچ‌نشینان مورد استفاده قرار می‌دهند. دارهای عمودی از جنس فلز یا چوب ساخته و برای پایداری بیشتر به دیوار یا ستون تکیه داده می‌شوند. در نهاوند همین نوع دار برای بافت قالی رواج دارد. ابزارهای دیگری مانند قیچی و شانه (دفتین) نیز در قالی‌بافی به کار می‌رود. دفتین برای کوبیدن پودها و منظم کردن آن مورد استفاده قرار می‌گیرد.
مهارت بافت قالی نهاوند از گذشته‌ها به صورت سینه‌به‌سینه منتقل می‌شد ولی امروز آموزشگاه‌هایی برای آموزش این مهارت و به‌کارگیری فنون روز برای بازاریابی و فروش محصولات تاسیس شده‌اند. علاوه بر این در حال حاضر شرکت‌هایی به صورت تخصصی بر بافت و فروش این محصول متمرکز هستند. این تحولات سبب شده در یکی دو دهه اخیر صادرات فرش نهاوند رونق بهتری پیدا کند.

ثبت ملی قالی نهاوند
تعدد صنعتگران و قالیبافان، مواد اولیه موجود در منطقه و نقوش خاص قالی نهاوند، موجب شد پرونده ثبت این قالی تشکیل شود و در نهایت در اواخر سال 2019 میلادی (1398 خورشیدی) به ثبت ملی برسد.
หัตถกรรม

رفوگری سنتی پارچه در ایران، هنری دقیق و ضروری

رفوگری پارچه فن ترمیم پارچه است، به شکلی که پارچه پس از ترمیم به حالت اولیه بازگردد و هیچ اثری از کار رفوگر بر جای نماند.

رفوگری سنتی پارچه، فنی برای ترمیم پارچه با ایجاد تار و پودهای جایگزین است که ترجیحا با استفاده از نخ تار و پود خودِ پارچه و مطابق با بافت آن صورت می‌گیرد تا پس از پایان عملیات رفو، محل ترمیم قابل تشخیص نباشد. از حدود 100 سال پیش با پیشرفت فن پارچه‌بافی و وفور این محصول در جوامع مختلف، امکان جایگزینی پارچه‌های آسیب‌دیده با پارچه‌های نو به راحتی فراهم شد. بدین ترتیب رفوگری پارچه اهمیت خود را از دست داد و مورد بی‌توجهی قرار گرفت. علی‌رغم این شرایط، فعالیت‌ها برای مدون کردن این حرفه ارزشمند، از چند سال پیش در ایران آغاز شده و به ثبت ملی این هنر انجامیده است.

پیشینه رفوگری سنتی پارچه در ایران

هنر رفوگری سنتی پارچه در ایران قدمتی بسیار زیاد دارد، به طوری که برخی کارشناسان پیشینه آن را به بیش از هزار سال می‌رسانند. به نظر می‌رسد همزمان با دستیابی انسان به فن تولید پارچه، هنر رفوگری نیز حیات خود را آغاز کرده باشد. در صورت صحت این گزاره، رفوگری پارچه در هزاره‌های پیش از میلاد سابقه داشته است. البته ویژگی‌های موادی که پارچه با آن بافته می‌شود، امکان ماندگاری پارچه در زمان‌های طولانی به اندازه چند قرن را از بین می‌برد. از این رو از گذشته‌های دور، تعداد کمی پارچه به دست ما رسیده که آن‌ها هم در برخی موزه‌های خاص جهان نگهداری می‌شوند و مطالعه آن‌ها از دسترس همگان خارج است. بدین ترتیب یافتن نمونه‌های تاریخی برای مطالعه پیشینه رفوگری بسیار دشوار به نظر می‌رسد. با این حال در متون کهن ادبیات پارسی، اشاراتی به رفوگری پارچه یا ابزارهای مورد استفاده در آن صورت گرفته که نشان می‌دهد از قرن‌ها پیش، این هنر در میان ایرانیان رواج داشته است. ادیبان و شعرای مختلفی در گستره جغرافیای ایران، در سده‌های مختلف درباره رفوگری و پارچه‌بافی سخن گفته‌اند که نشان می‌دهد این فن علاوه بر گستردگی جغرافیایی، از مانایی تاریخی قابل توجهی نیز برخوردار بوده است. از مهم‌ترین منابع درباره فن رفوگری، «دیوان البسه» است که «خواجه نظام‌الدین محمود قاری» آن را در سده‌های هشتم و نهم هجری قمری (قرن چهاردهم میلادی) نگاشته است. وی در این کتابِ تخصصی، به صورت مستقیم به فن رفوگری اشاره می‌کند.
ایرانیان از گذشته‌های دور در پارچه‌بافی زبانزد بوده‌اند و پارچه‌هایی مرغوب تولید می‌کردند. گستردگی هنر پارچه‌بافی در ایران، احتمالا یکی از عواملی است که رفوگری و ترمیم پارچه را نیز تقویت کرده و به رشد آن انجامیده است. تا همین چند دهه پیش، در سراسر ایران، هنرمندان رفوگر به این پیشه مشغول بوده‌اند و این هنر را  به صورت سینه‌به‌سینه به شاگردان خود منتقل می‌کردند، اما امروز آموزش و فراگیری این فن به آموزش‌های خصوصی در آموزشگاه‌های هنری منحصر شده است.

کاربردها و ابزار

مهم‌ترین کاربرد رفوگری سنتی پارچه، مرمت پارچه‌های قدیمی است که برخی از آن‌ها دارای ارزش تاریخی به شمار می‌روند. همچنین پارچه‌هایی که به عنوان زمینه اجرای برخی کارهای هنری، همچون نقاشی، سوزن‌دوزی یا مشابه آن به کار رفته‌اند، به وسیله این فن قابل محافظت هستند.
در رفوگری سنتی پارچه از ابزارهای معمولی همچون سوزن، قیچی و انگشتانه استفاده می‌شود. هنرمند در این فن با نهایت دقت، نسوج پارچه را به نحوی مرتب می‌کند که آثار پارگی یا خوردگی پارچه از میان برود. در این کار از انواع فنون دوخت استفاده می‌شود تا کار رفوگر در محصول نهایی کمترین نمود را داشته باشد.
یک هنرمند رفوگر باید شناخت مناسبی نسبت به شیوه‌های بافت پارچه داشته باشد و جنس پارچه‌های مختلف را از هم بازشناسد. معمولا در گذشته رفوگران، پارچه‌بافان باتجربه‌ای بودند که تجربه خود در پارچه‌بافی را در رفوگری به کار می‌گرفتند. از آن جا که رفوگری پارچه، خود یک هنر مجزا و ارزشمند است، پارچه‌های ارزشمند تاریخی که عمل رفوگری روی آن‌ها صورت می‌گیرد، ارزش و اهمیتی مضاعف پیدا می‌کنند.

ثبت ملی رفوگری سنتی پارچه

فن رفوگری سنتی پارچه در ایران در سال 2018 میلادی (1397 خورشیدی) با گستره ملی در فهرست آثار ملی ایران ثبت شد. ثبت این فن موجب شد اقداماتی برای احیای هنر رفوگری سنتی پارچه و آموزش هنرجویان صورت گیرد.
หัตถกรรม

تاریخچه و کاربردهای قملکار نقاشی، هنری اصیل در شهر اصفهان

قلمکار نقاشی فنی کهن برای تولید پارچه‌های نفیس است.

قلمکاری از دو بخش «قلم» و «کاری» تشکیل شده و همان طور که از این دو واژه بر می‌آید هنری است که در آن با استفاده از قلم، کارهایی انجام می‌شود و نقش‌هایی به وجود می‌آید. اگر به هر نحوی در قلمکاری از مهرهای چوبی استفاده شود، یک هنر تلفیقی به نام «قلمکاری نقاشی» زاده می‌شود که در آن هنر «چیت‌سازی» نیز به خدمت گرفته شده است. چیت‌سازی که سفره‌های سنتی اصفهان یکی از زیباترین و مشهورترین محصولات آن به شمار می‌آید، فنی است که در آن با مهرهای چوبی، نقوشی بر روی پارچه‌هایی از جنس کرباس، کتان و پنبه ایجاد می‌شود. بدین ترتیب میان قلمکاری، قلمکار نقاشی و چیت‌سازی تفاوت‌هایی وجود دارد که به خاطر میزان استفاده از قالب برای چاپ طرح‌ها ایجاد می‌شود.

تاریخچه قلمکاری نقاشی

برای قلمکاری به طور دقیق نمی‌توان تاریخچه و پیشینه‌ای تعیین کرد، ولی بر اساس منابع تاریخی، منقش کردن پارچه قدمتی در حدود دو هزار سال دارد. این فن در کشورهایی همچون اندونزی، هند، مصر و چین رواج داشته است.
شواهدی وجود دارد که نشان می‌دهد در ایران نقوش چاپی در دوره ساسانیان (قرن سوم تا هفتم میلادی) به صورت گسترده به کار گرفته می‌شد. سه قالب سنگی، قدیمی‌ترین ابزارهای مربوط به این فن در ایران هستند که به همراه چند شیء سفالی دیگر در حفاری‌های نیشابور به دست آمده‌اند. این قالب‌ها به سده‌های چهارم و پنجم هجری قمری (حوالی قرن یازدهم میلادی) مربوطند. به عقیده کارشناسان، از دوره ایلخانان (1256 تا 1356 میلادی) هنر قلمکاری در ایران مرسوم بوده است. در این دوره خوانین مغول از قلمکاری و هنرمندان قلمکار حمایت می‌کردند. البته قدیمی‌ترین نمونه‌هایی که امروز در دسترس است به دوره غزنویان (977 تا 1187 میلادی) مربوط می‌شود. از این رو می‌توان گستردگی هنر قلمکاری را به پیش از دوره ایلخانان نیز تسری داد. با این وجود نقاشی قملکار نسبت به خودِ قلمکاری جدیدتر است و در دوره تیموریان (1370 تا 1506 میلادی) رواج یافته است. اوج این هنر را باید به دوره صفویه (1501 تا 1736 میلادی) و پایتخت شدن اصفهان نسبت داد. در این دوره اصفهان در تولید پارچه‌های قلمکار سرآمد ایران بود. توجه درباریان و تاجران به پارچه‌های اکلیلی و زرنگار به عنوان ماده اولیه مورد استفاده در تولید لباس‌های فاخر، مهم‌ترین عامل رشد تولید پارچه‌های قلمکار در این دوره بود. این هنر تا اواسط دوره قاجار (قرن نوزدهم) رونق خود را حفظ کرد و پس از آن با افول نسبی همراه شد.

قلمکار نقاشی در دوره معاصر

مردم عادی در طول تاریخ از محصولات قلمکار استفاده می‌کردند، ولی هزینه بالای تهیه این نوع پارچه امکان استفاده گسترده و عمومی آن را سلب می‌کرد. از این رو فنونی برای کاهش هزینه تولید پارچه و بالا بردن سرعت تولید آن ابداع شد. در ابتدا تلفیقی از هنر چیت‌سازی و قلمکاری شکل گرفت که در آن تکنیک چاپی برای تولید محصولات استفاده می‌شد، ولی به تدریج، استفاده انحصاری از مهر برای چاپ روی پارچه گسترده شد، روشی که بسیار ساده‌تر و سریع‌تر بود. امروزه به صورت گسترده مهرهای چوبی و پلاستیکی برای ایجاد نقوشی روی پارچه به کار می‌رود و برای عامه مردم به عنوان قلمکار نقاشی معرفی می‌شود.
هنر قلمکار اصیل در مقایسه با قلمکار چاپی و چیت‌سازی دشوارتر است و محصولات آن به دلیل قیمت بالا، مزیت رقابتی ندارند. از این رو اساتید حاضر در این رشته بسیار اندک هستند و هنر اصیل قلمکار سنتی ایران یکی از هنرهای در خطر محسوب می‌شود.

ویژگی‌های قلمکار نقاشی

در این رشته صنایع دستی، طرح‌هایی همچون نقوش حیوانات و طبیعت، مینیاتور، گل و بته، اسلیمی، خطاطی و طرح‌های مذهبی روی پارچه پیاده می‌شود. از آن جا که پارچه‌های نخی قابلیت بهتری برای جذب رنگ دارند، در قلمکار نقاشی و چیت‌سازی، کمتر از پارچه‌های پشمی استفاده می‌شود. رنگ‌های مورد استفاده در این هنر منشا گیاهی، حیوانی یا معدنی دارد. جنس قالب‌هایی که در این رشته برای طرح‌انداختن روی پارچه استفاده می‌شود از چوب گردو، گلابی و زالزالک است. امروزه پارچه‌های قلمکار عمدتا به عنوان رومیزی، روتختی، سفره و سجاده به کار می‌رود.

ثبت ملی قلمکار نقاشی

پرونده‌ای برای ثبت قلمکار نقاشی در میراث ناملموس ملی ایران تهیه و در سال 2009 میلادی (1388 خورشیدی) با شماره 65 ثبت شد. همچنین نام چاپ قلمکار یا چیت‌سازی در سال 2012 میلادی (1391 خورشیدی) با شماره 770 در فهرست میراث ناملموس ایران درج شد. بومی و اصیل بودن، برخورداری از پیشینه تاریخی و فعالیت اساتید و کارگاه‌های تولیدی از جمله عواملی است که موجب شد این فنون در فهرست میراث ناملموس ملی به ثبت برسند.
หัตถกรรม

قالیبافی نایین، تحفه‌ای رنگارنگ از مردم سختکوش کویر

هنر قالیبافی نایین، برخاسته از فرهنگ، جغرافیا و تاریخ مردم این شهر است.

فرشبافی هنری کهن است که از گذشته‌های دور با نام ایران گره‌ خورده است، به طوری که می‌توان آن را یکی از مظاهر تمدن این سرزمین دانست. دستان هنرمند فرشبافان ایرانی، در طول تاریخ خالق هزاران نقش و اعجاز بوده‌اند. نقش‌های فرش ایرانی از احساس و جان هنرمند و بافنده سرچشمه می‌گیرد... و هنرمندان ایرانی چه متواضعند که اثر هنری خود را روی زمین پهن می‌کنند تا همگان بر آن قدم بگذارند و در یک سرزمین جادویی هزار رنگ به گردش بپردازند!
در سراسر ایران هنرمندان شیوه‌ها و طرح‌هایی را که با فرهنگ و تاریخ‌شان هم‌خوانی داشته است برای استفاده در فرش خود برگزیده‌اند و پرورش داده‌اند. امروز در هر گوشه ایران، شکلی خاص و منحصر به فرد از فرشبافی وجود دارد که روایتگر فرهنگ خاص همان منطقه است. فرش نایین با هویت مستقل خود، یکی از شناخته‌شده‌ترین انواع فرش ایرانی محسوب می‌شود.

نایین در کجا قرار دارد؟

نایین وسیع‌ترین شهرستان استان اصفهان است که در شرق آن قرار دارد. نایین آب و هوایی کویری دارد و بارش باران در آن کم است. مردم نایین با گویش‌هایی نزدیک به مردم مناطق مرکزی ایران صحبت می‌کنند. از نظر قدمت، پیشینه سکونت در نایین را به چهار هزار سال پیش مربوط می‌دانند. به عقیده برخی مورخان نایین در دوره هخامنشیان (هزاره اول پیش از میلاد) از جمله ولایت‌های پنج‌گانه فارس بوده است. وجود مسجد جامع نایین که به قرن نهم میلادی (قرن سوم هجری قمری) باز می‌گردد و از قدیمی‌ترین مساجد پابرجای ایران به شمار می‌رود، نشان‌گر قدمت مثال‌زدنی این شهر است.
با وجود خشکی و کمبود آب، اقتصاد نایین به مدد شبکه قنات‌ها از دیرباز بر کشاورزی استوار بوده است. در سال‌های اخیر کمبود آب، کشاورزی در این منطقه را با محدودیت‌های فراوان روبرو کرده است، از این رو کشاورزان به کشت گیاهان مستعد مناطق کویری و کم‌آب‌بر نظیر پسته و انار روی آورده‌اند. در شرایطی که کشاورزی نایین دچار افول شده، عبابافی و قالیبافی به عنوان دو رشته مهم در صنایع دستی این شهرستان، بیش از پیش مورد توجه مردم قرار گرفته‌اند.

ویژگی‌ها و تاریخچه فرش نایین

فرشبافی در نایین، پیشه‌ای کهن است. حداقل از سال 1917 میلادی (1296 خورشیدی) که مرحوم میرزا محمدباقر بقایی نایینی داری قالی را در این شهر بر پا کرد، تاریخی مدون از این هنر در دسترس است. میرزا محمدباقر دانشمندی وارسته بود و در نزد مردم نایین جایگاهی والا داشت. بعدها با شکل‌گیری کارگاه‌های قالیبافی، این هنر گسترش بیشتری پیدا کرد تا امروز به عنوان یکی از هنرهای دستی اصلی شهر نایین شناخته شود.
برای برپا کردن دار قالی، ابتدا مرحله چله‌دوانی صورت می‌گیرد. چله‌دوانی کاری دقیق و تخصصی است و در نایین استادکارانی به این حرفه مشغولند. چله‌ها روی دار قالی نصب می‌شوند و شمار آن‌ها متناسب با عرض قالی، توسط استادکار چله‌کش تعیین می‌شود. سپس بافندگان عملیات بافت فرش را آغاز می‌کنند. فرش نایین معمولا به صورت سنتی در منازل بافندگان و با دارهای تکی بافته می‌شود. در سال‌های اخیر کارگاه‌های قالیبافی که در آن چندین دار قالی به صورت همزمان بر پا شده و بافندگان مختلف در آن حضور می‌یابند، رواج پیدا کرده است.
در نایین سه نوع فرش 50 رج، 60 رج و 80 رج بافته می‌شود. نایینی‌ها این فرش‌ها را در اصطلاح خود، به ترتیب 9 لا، شش لا و چهار لا می‌نامند. این نام‌گذاری به نخ‌های مصرفی در چله بستگی دارد. هر چقدر تعداد «لا»های چله کمتر باشد، ظرافت و مرغوبیت آن بیشتر است. در نایین بیشتر چله‌ها با نخ به وجود می‌آید، ولی در بافت برخی از آن‌ها ابریشم نیز کاربرد دارد. معمولا فرش‌های نایین در اندازه‌های «ذرع و نیم»، «ذرع و چارک»، «قالیچه»، «پرده‌ای»، «دو در سه (متر)»، «دو و نیم، سه و نیم (متر)» و «سه در چهار (متر)» بافته می‌شود. همچنین بافندگان فرش‌هایی دایره‌ای‌شکل از قطر 40 تا 500 سانتی‌متر می‌بافند.
استفاده از رنگ‌های گیاهی و نخ‌های ظریف چهار لا و شش‌لا، از جمله ویژگی‌های متمایزکننده فرش نایین است. به صورت سنتی رنگ‌هایی آرام و متناسب با اقلیم کویری منطقه در بافت فرش نایین غالب شده است. لچک‌ترنج، اسلیمی، افشان و درختی مهم‌ترین طرح‌های مورد استفاده در فرش نایین هستند.
หัตถกรรม

چاقوی مهریز و روزگار پر محنت آن

چاقوی مهریز از نظر استحکام و کارآیی زبانزد است، ولی در زمان حاضر که چاقوهای صنعتی بازار را تسخیر کرده‌اند، از رونق افتاده است.

مهریز یکی از شهرهای استان یزد به شمار می‌آید؛ شهری که به عنوان یک باغ‌شهر شهرت پیدا کرده است. این شهر در جنوب استان یزد واقع است و به خاطر طبیعت کویری‌اش، شکل خاصی از معماری در ساخت خانه‌هایش دیده می‌شود: خانه‌ها دیوارهایی بلند دارند و در خلاف جهت تابش خورشید ساخته شده‌اند. بادگیر، سردابه، دیوارهای قطور و سقف‌های نیم‌گنبد، از دیگر ویژگی‌های خانه‌های این منطقه است. مهریز علاوه بر ویژگی‌های طبیعی و تاریخی، به خاطر این معماری خاص شهرت دارد، ولی جاذبه‌های آن به این موارد منحصر نیست، زیرا صنایع دستی این شهر نیز اصیل و بسیار چشم‌گیر است. چاقوسازی یکی از صنایع دستی سرآمدِ مهریز محسوب می‌شود؛ هنرصنعتی که محصولات آن بسیار بادوام و پرطرفدار است.

چاقوسازی مهریز، پیشینه و ویژگی‌ها
مردم مهریز معتقدند سابقه هنر چاقوسازی این شهر به دوران پیش از اسلام باز می‌گردد. این گفته با توجه به برخی شواهد، از سوی شماری از کارشناسان مورد تایید قرار گرفته است. جایگاه چاقوسازی در مهریز به شکلی است که به صورت سنتی، چاقوسازان شهر مورد احترام مردم هستند. امروزه غلبه چاقوهای صنعتی در بازار، توجه به هنر سنتی چاقوسازی را کم کرده و چاقوی مهریز را از رونق انداخته است، هر چند هنوز هم استادکارانی در این شهر مشغول فعالیتند و چاقوهایی می‌سازند که علاوه بر کارآیی و دوام، یک اثر هنری به شمار می‌روند.

محصولات و روش ساخت چاقوی مهریز
هنرمندان چاقوساز مهریز، محصولات خود را در انواع جیبی، قصابی و کارد (آشپزخانه) تولید می‌کنند. برای تولید چاقو از مواد اولیه‌ای نظیر ورقه فولادی، مواد سوختی و میله آهنی استفاده می‌شود. چاقوسازان مهریزی همچون گذشته از ابزار سنتی مانند چکش و سندان، انبردست، مته، کمانه و سوهان برای تولید چاقو بهره می‌گیرند.
برای ساخت چاقو، ابتدا تیغه آن تولید می‌شود. در گذشته که وسایل الکتریکی برش ورقه‌های فولادی وجود نداشت، ورقه را ابتدا به خوبی حرارت می‌دادند و زمانی که کاملا گداخته می‌شد، می‌بریدند. این روش سنتی هنوز هم در برخی کارگاه‌های مهریز اجرا می‌شود. ورقه‌های تکه‌تکه‌شده پس از برش، باید با چکش ضربه بخورند تا شکلی مناسب به خود بگیرند. استادکار چاقوساز ممکن است برای شکل‌دهی مناسب ورقه، چندین بار آن را به کوره وارد و گداخته کند. این کار علی‌رغم دشواری‌اش، موجب استحکام بیشتر تیغه می‌شود. کوبیدن تیغه نیازمند دقت و مهارت است، زیرا در صورتی که بخشی از آن بیش از اندازه کوبیده شود، دچار پیچش خواهد شد و از بین خواهد رفت.
چاقوسازان مهریز نام خود را به عنوان امضای کار، روی تیغه حک می‌کنند. این کار نوعی تضمین کیفیت و خدمات پس از فروش نیز هست، زیرا اگر ایرادی در ساخت چاقو وجود داشته باشد، خریدار می‌تواند به چاقوساز مراجعه کند. پس از شکل‌دهی تیغه، چند مرحله برای پرداخت، تیز کردن و انجام تزئینات روی چاقو انجام می‌شود. چاقوسازان مهریز دریافته‌اند که اگر تیغه گداخته را درون ظرف روغن فرو کنند، استحکام و نرمی آن بیشتر می‌شود. به همین دلیل تیغه را چند بار حرارت می‌دهند، بلافاصله در روغن فرو می‌کنند و پس از 30 ثانیه آن را از ظرف روغن خارج می‌کنند و سمباده می‌کشند تا زوایدش برطرف شود. زمانی که تیغه هنگام حرارت‌دهی به رنگ بنفش پررنگ درآید، انعطاف لازم در آن به وجود آمده و مرحله تیز کردن شروع می‌شود. امروزه تیز کردن با دستگاه برقی انجام می‌شود، ولی در گذشته استادکاران سنگ‌های مخصوصی داشتند که تیغه را به آن می‌کشیدند. تیز کردن مناسب چاقو نیز به مهارت زیادی نیازمند است، زیرا اگر تیغه بیش از حد تیز شود، نازک و شکننده می‌شود و چاقو کارآیی خود را از دست می‌دهد.
واپسین مرحله ساخت چاقو، متصل کردن دسته و تیغه است. دسته چاقوهای مهریز چوبی یا فلزی است. دسته چاقو‌های تاشو را از فلز می‌سازند. دسته به شکلی ساخته می‌شود که به خوبی در دست انسان جا بگیرد. یک استادکار ماهر می‌تواند روزانه پنج یا شش چاقو تولید کند.

ثبت ملی چاقوسازی مهریز
پرونده «فن و هنر چاقوسازی مهریز» در سال 2013 میلادی (1391 خورشیدی) با شماره 1045 در فهرست آثار ناملموس ملی ایران ثبت شد.

หัตถกรรม

ابریشم سنتی ایران و ویژگی‌های منحصر به فرد آن

شیوه سنتی تولید ابریشم در ایران و تبدیل آن به محصول نهایی، به عنوان میراث ناملموس ملی به ثبت رسیده است.

ابریشم، الیافی طبیعی و پروتئینی است که می‌توان پس از چند مرحله فرآوری، آن را در تولید پارچه به کار برد. پارچه‌های ابریشمی بسیار نرم و بادوام هستند و نسبت به سایر انواع پارچه، قیمت بالاتری دارند. در روزگاری نه چندان دور، ایران یکی از مراکز اصلی پرورش کرم ابریشم و تولید پارچه‌های ابریشمین بود. این صنعت هنوز هم در بخش‌هایی از ایران دنبال می‌شود و برخی محصولات آن، مانند قالی ابریشم، شهرتی جهانی دارد.

صنعت ابریشم و قدمت آن
مورخان چینی‌ها را نخستین کسانی می‌دانند که به شیوه استحصال ابریشم وقوف پیدا کردند. به عقیده آنان، بیش از چهار هزار سال پیش در چین نخ و پارچه‌های ابریشمی تولید شده است. در ایران نیز سابقه تولید محصولات ابریشمی بسیار زیاد است. برخی معتقدند پیش از میلاد مسیح، ایران مرکز مهمی در تولید ابریشم بوده است. در دوره‌های بعد نیز تولید ابریشم در ایران رونق زیادی داشته است، به طوری که سفرنامه‌نویسان اروپایی که در قرون وسطی به ایران سفر کرده‌اند، صنعت ابریشم ایران را مورد اشاره قرار داده‌اند. در هر حال ابریشم ایران از گذشته‌های دور آوازه‌ای جهانی دارد. صنعت‌گران ایران ابریشمی با خلوص بالا تولید می‌کنند که در مقایسه با نمونه‌هایی که در سایر نقاط جهان تولید می‌شود، مرغوب‌تر است.

شیوه سنتی تولید ابریشم در ایران
در ایران پرورش کرم ابریشم عمدتا در شمال کشور انجام می‌شود. کشاورزانی که در مزارع خود درخت توت دارند، در کنار توتستان‌شان سازه‌ای به نام «تلنبار» می‌سازند که معمولا مساحتی بین 10 تا 30 متر مربع دارد. تلنبار بین 1.5 تا 2.5 متر از زمین ارتفاع دارد و در آن کرم‌های ابریشم با برگ توت تغذیه می‌شوند تا به شرایط مناسب برای ابریشم‌کشی برسند. تخم‌های کرم ابریشم پیش از انتقال به تلمبار، مدتی در جعبه‌های چوبی، در فضایی تاریک و مرطوب نگهداری می‌شوند. زمانی که تخم به کرم تبدیل شد، به تلمبار منتقل می‌شود و حدود 40 روز در آن جا می‌ماند تا به پیله تبدیل شود. پس از این که کرم‌ها به دور خود پیله تنیدند، باید در مدتی کوتاه از برگ‌های توت جدا شوند. اگر در این مرحله تعللی رخ دهد، کرم با سوراخ کردن پیله، موجب از بین رفتن آن خواهد شد. بعد از جداسازی پیله از برگ و پیش از ارسال آن برای ابریشم‌کشی، باید پیله‌ها را حرارت داد تا داخل آن خشک شود. در گذشته پیله‌ها را چند ساعت در آب می‌جوشاندند، ولی امروزه کار خشک‌کردن پیله‌ها در سکوهایی که برای برنج‌کوبی کاربرد دارد و حرارت زیادی تولید می‌کند، انجام می‌گیرد.
پیله‌های آماده‌شده در بسته‌هایی بزرگ برای ابریشم‌کشی ارسال می‌شوند. ابریشم‌کشی در کارگاه‌های کوچک خانگی انجام می‌شود و سازه‌ها و ابزارهای صنعتی در آن دخالت ندارد. پس از ابریشم‌کشی، مرحله کلیاب‌کشی صورت می‌گیرد. کلیاب گیاهی است که در استان‌های یزد، کرمان و قم می‌روید. از آن جا که الیاف ابریشم پس از ابریشم‌کشی به هم چسبیده‌اند و ناخالصی دارند، از کلیاب برای پالایش آن استفاده می‌کنند. در گذشته کلیاب را در گودالی آتش می‌زدند و خاکسترش را 24 ساعت می‌جوشاندند تا به طور کامل در آب حل شود. سپس نخ ابریشم را در این محلول می‌ریختند تا تمیز شود. نخ ابریشم پس از کلیاب‌کشی کرم‌رنگ است. معمولا در بازار، مصرف‌کنندگان به استفاده از نخ سفید یا رنگ‌شده تمایل دارند، از این رو پس از کلیاب‌کشی مرحله‌ای برای سفید کردن الیاف انجام می‌شود. (ابریشم را در صورتی می‌توان رنگرزی کرد که قبلا سفید شده باشد.) در قدیم طی مراحلی دشوار، از محصولات گیاهی برای سفیدکردن ابریشم استفاده می‌شد، ولی امروز این کار با استفاده از مواد شیمیایی صورت می‌گیرد. از آن جا که در کلیاب‌کشی تا 25 درصد از وزن ابریشم کم می‌شود، موادی مانند آهن، قلع و آلومینیوم به آن اضافه می‌شود تا هم براق‌تر شود و هم وزن آن افزایش یابد.
پس از این مراحل، الیاف برای تبدیل شدن به پارچه‌ای به نام «شَعر» به کار می‌رود. اگر بخواهند ابریشم را در تولید فرش به کار ببرند، باید مرحله رنگرزی روی آن صورت گیرد. رنگرزی سنتی نیز بسیار طاقت‌فرسا و دقیق است. پس از رنگرزی، الیاف به عنوان مواد خام فرش ابریشم مورد استفاده قرار می‌گیرد.


ثبت ملی صنعت ابریشم ایران
فناوری‌های سنتی یکی از مهم‌ترین زیرمجموعه‌های میراث ناملموس محسوب می‌شود. در صنعت ابریشم ایران پنج استان طی مراحل مختلف زنجیره تولید محصولات ابریشمی دخیل هستند:
•    گیلان (شهرهای فومن، آستانه اشرفیه و لنگرود) به عنوان مرکز اصلی نوغان‌داری و پرورش کرم ابریشم،
•    خراسان رضوی (شهر بایگ در شهرستان تربت حیدریه) به عنوان مرکز اصلی ابریشم‌کِشی،
•    اصفهان (شهر کاشان) به عنوان مرکز اصلی کلیاب‌کشی و شَعربافی،
•    قم به عنوان مرکز اصلی رنگرزی ابریشم،
•    آذربایجان شرقی (تبریز) به عنوان مرکز اصلی فرشبافی ابریشم.
بدین ترتیب پرونده صنعت بومی ابریشم ایران با نام این پنج استان در سال 2017 میلادی (1396 خورشیدی) در فهرست میراث ناملموس ایران به ثبت رسید.

หัตถกรรม

زنگوله‌سازی سرایان، مهارتی دقیق و خوش‌آوا!

سرایان یکی از مناطق شرقی ایران است و زنگوله‌سازی به عنوان یکی از صنایع دستی بومی آن به شمار می‌آید.

خراسان جنوبی به مرکزیت شهر بیرجند، در شرق ایران واقع است و 11 شهرستان ذیل آن قرار دارند. شهرستان سرایان یکی از این شهرستان‌های یازده‌گانه است که در شمال غرب خراسان جنوبی قرار گرفته است. سرایان در سال 2005 میلادی (1384 خورشیدی) از شهرستان فردوس منفک شد. شهر سرایان، مرکز این شهرستان با مشهد 411 کیلومتر و با بیرجند 162 کیلومتر فاصله دارد. سرایان به جز زعفران بسیار باکیفیت، آب‌انبارهایی قدیمی دارد که هنوز هم مورد استفاده هستند.

صنایع دستی در خراسان جنوبی
مانند تمام صنایع سنتی، صنایع دستی خراسان جنوبی نیز در طول تاریخ با طبیعت و جغرافیای منطقه هم‌خوانی پیدا کرده و بر اساس نوع نیازهای مردم گسترش یافته است. اشتغال به این صنایع در کنار کشاورزی و دامداری که شغل اولیه بسیاری از مردمان خراسان جنوبی است، به معیشت آنان کمک کرده و عاملی برای گذران اوقات فراغت بوده است. بر اساس آمارهای موجود، از حدود 290 رشته صنایع دستی که از سوی وزارت میراث فرهنگی ایران شناسایی شده، بیش از 80 رشته در خراسان جنوبی فعالیت دارند که البته برخی از این رشته‌ها، در حال فراموشی است. در میان شهرستان‌های خراسان جنوبی، سرایان یکی از مهم‌ترین مناطق در زمینه صنایع دستی به شمار می‌آید که هنوز هم اصالت خود را در تولید بسیاری از محصولات این حوزه حفظ کرده است. هنر زنگوله‌سازی نیز از جمله فنون سنتی این شهرستان محسوب می‌شود که دارای پیشینه‌ای کهن است.

زنگوله‌سازی سرایان، تاریخچه و ویژگی‌های آن
گفته می‌شود در زمان حکومت صفویه شماری از آهنگران اصفهان علیه حکومت وقت سر به شورش گذاردند و دست به اعتصاب زدند. آنان در نهایت به سرایان تبعید شدند. سکونت این آهنگران در شهر سرایان، به گسترش فن آهنگری در این شهر کمک شایانی کرده است. چلنگری (آهنگری سنتی)، مسگری، علامت‌سازی، قفل‌سازی، اسلحه‌سازی، چاقوسازی و قلم‌زنی از جمله رشته‌های صنایع دستی فلزی هستند که در سرایان رونق پیدا کرده‌اند. بازار تاریخی میثم یکی از قدیمی‌ترین بازارهای سرایان به شمار می‌رود که قدمت آن به دوره صفویه (قرن شانزدهم میلادی) بر می‌گردد و به عنوان مرکز اصلی آهنگری سنتی در این شهر شناخته می‌شود.
زنگوله‌سازی را نیز باید زیرمجموعه‌ای از هنر آهنگری سنتی به شمار آورد. از گذشته‌های دور در بازار میثم کارگاه‌های آهنگری فعال بوده و گرایش به زنگوله‌سازی، به مرور زمان بر اساس نیاز دامداران منطقه بیشتر شده است. استادکاران سرایانی به مرور زمان به فنون و مهارت‌هایی در ساخت زنگوله دست یافتند که آوازه زنگوله‌های این شهر را فراگیر کرد.

مواد اولیه و شیوه‌های زنگوله‌سازی
آهن‌آلات قراضه، ورق‌های دست دوم مورد استفاده در بسته‌‌بندی موادی همچون قیر یا روغن یا ورق‌های آهنی با ضخامت یک تا 2.5 میلیمتر برای ساخت زنگوله به کار می‌رود. انواع سندان، سمبه، انبر، چکش، قلم، سوهان و قیچی که در آهنگری سنتی کاربرد دارند، در زنگوله‌سازی نیز به کار گرفته می‌شوند. هنرمندان سرایانی ورق‌های مورد استفاده در زنگوله‌سازی را با تکنیک حرارت دادن با کوره، کوبیدن و چکش‌کاری و ایجاد اتصالات، به شکل دلخواه در می‌آورند. معمولا برای جوش‌دادن قطعات آهن در مراحل مختلف، از ضایعات برنج بهره می‌گیرند. صنعتگران سرایانی معتقدند به کار بردن برنج در زنگوله، علاوه بر پوشاندن منافذ و جوش دادن تکه‌های آهن، صدا را هم رساتر می‌کند.

کاربردهای زنگوله
زنگوله زنگ‌هایی است که مورد استفاده دامداران و چوپانان قرار می‌گیرد و عموما به صورت تکی یا جفتی به گردن دام، استران یا سگ‌های گله آویخته می‌شود. به جز این موارد، زنگوله مصارف تزئینی هم دارد و به عنوان آویز گهواره کودک یا درِ خانه به کار می‌رود. چوپانان با صدای زنگوله از جهت حرکت دام آگاه می‌شوند. صدای ناگهانی زنگوله برای چوپانان از وقوع خطر و حمله احتمالی گرگ یا حیوانات وحشی خبر می‌دهد. به عقیده چوپانان، صدای موزون و یکنواخت زنگوله‌ها موجب می‌شود گله آرامش پیدا کند و به خوبی به چرا بپردازد.
معمولا زنگوله‌های مورد استفاده برای دام‌های نر صدای بم و زنگوله مورد استفاده برای دام‌های ماده صدای زیر دارند. برخی چوپانان به دام‌های جسورتر و چابک‌تر یا به اصطلاح سرایانی «سورتر» زنگوله می‌بندند تا آن‌ها با حرکت خود هدایت‌گر گله باشند. اندازه زنگوله متناسب با جثه چارپایان تغییر می‌کند. بز و گوسفند زنگوله‌های کوچکی دارند، ولی گاهی به گاو و شتر زنگوله‌هایی بسته می‌‌شود که تا 30 سانتی‌متر طول دارد.

ثبت ملی زنگوله‌سازی سرایان
بومی بودن فن ساخت زنگوله در سرایان، مهارت خاص و دقیق جوشکاری اجزای مختلف آن و استفاده از مواد ویژه برای تولید صدایی دلنواز در زنگوله، عواملی بود که زنگوله‌سازی سرایان را به عنوان یک میراث ناملموس ملی مطرح کرد. در نهایت پرونده زنگوله‌سازی سرایان در سال 2013 میلادی (1391 خورشیدی) در فهرست میراث ناملموس ملی به ثبت رسید.
หัตถกรรม

خورجین‌بافی، هنری آمیخته با زندگی روستاییان و عشایر

هنر خورجین‌بافی و استفاده از خورجین، بیشتر در میان روستاییان و عشایر رواج دارد.

خورجین‌بافی از جمله صنایع دستی است که روی دار انجام می‌شود. محصول این هنر کیسه‌ای است که معمولا روی چارپایان انداخته می‌شود و برای حمل بار مورد استفاده قرار می‌گیرد.

خورجین‌بافی و ویژگی‌های آن
از نظر روش، خورجین‌بافی را می‌توان یکی از زیرشاخه‌های هنر فرشبافی دانست. خورجین همچون گلیم، زیلو، جاجیم و پلاس نوعی تخت‌بافت است. در تخت‌بافت‌ها تار و پود به تنهایی و بدون وجود پرز، برای شکل‌دهی به بافته و ایجاد طرح و نقش به کار می‌رود. این بافته روی دارهای عمودی و شبیه زیلو بافته می‌شود، ولی در برخی مناطق عشایری، بافت خورجین روی دارهای افقی هم رواج دارد. در برخی نقاط برای بافت خورجین از نخ‌های رنگارنگ استفاده می‌کنند، ولی بافته‌های عشایر جنوب و غرب ایران و اهالی روستاهای مناطق مرکزی ایران رنگ‌ها و طرح‌های محدودی دارند. خورجین‌های عشایر عمدتا با زمینه قرمزرنگ بافته می‌شوند.
نخ‌های پنبه‌ای ماده اولیه بافت خورجین به شمار می‌آید، هر چند گاهی خورجین‌ها را با نخ‌های پشمی یا به هم دوختن تکه‌های پارچه نیز درست می‌کنند. در بافت خورجین، شیوه‌های سنتی و ابزارهای بسیار ساده و ابتدایی به کار می‌رود. بافنده با نیروی پا و فشار دادن پدال، تارها را جابجا و پود را از میان آن‌ها رد می‌کند، سپس با وسیله‌ای به نام «دفتین» پود را می‌کوبد تا بتواند رج بعدی را ببافد. بدین ترتیب از کارگاه خورجین‌بافی، صدای موزون فشار پدال و کوبیدن پود با دفتین طنین‌انداز می‌شود. گاهی بافنده‌ها با همین ضرباهنگ، اشعار و ترانه‌هایی را به صورت بداهه زمزمه می‌کنند...
پس از آن که بافته از دار پایین آورده شد، آن را در اندازه مورد نظر تا می‌زنند و می‌دوزند تا کیسه‌ای به وجود آید. در واپسین مرحله بافت خورجین، لبه‌های آن را با نخ‌های رنگی ضخیم شیرازه می‌کنند. این کار علاوه بر افزایش استحکام و دوام خورجین، به زیباتر شدن آن نیز کمک می‌کند.

انواع خورجین و کاربردهای آن
خورجین از گذشته‌های دور برای حمل بار مورد استفاده قرار می‌گرفت. در واقع این بافته شبیه یک کیسه است که پشت حیوانات باربر انداخته می‌شود. خورجین‌های بزرگ چارپایان را اصطلاحا پالان و بافنده آن را پالان‌دوز می‌نامند. نوع دیگری از خورجین‌ها روی دوش افراد انداخته می‌شود. خورجین‌های مخصوص انسان به دو صورت تولید می‌شود: «یک لت» که بندی مانند کیف دارد و به دوش آویزان می‌شود. این نوع خورجین را «جنته» نیز می‌گویند؛ «دو لت» که روی شانه انداخته می‌شود، به شکلی که یک کیسه در جلو و کیسه دیگر روی کمر فرد قرار گیرد. انواعی از خورجین نیز برای موتورسیکلت یا دوچرخه به کار می‌رود. متناسب با شیوه استفاده از خورجین، عرض آن معمولا بین 30 تا 90 سانتی‌متر متغیر است. این محصول بیشتر در جوامع روستایی و عشایری مورد استفاده قرار می‌گیرد. در میان برخی گروه‌های عشایری خورجین یک وسیله بسیار ضروری محسوب می‌شود و جزئی ضروری از جهیزیه نوعروسان به شمار می‌رود.

نشان‌های ملی در خورجین‌بافی
بافت خورجین در جوامع روستایی و عشایری ایران رواج دارد. در جای‌جای ایران کارگاه‌هایی به این کار اختصاص دارد، ولی از میان آن‌ها شیوه بافت خورجین در اشکذر استان یزد در سال 2019 میلادی (1398 خورشیدی) در فهرست میراث ناملموس ایران به ثبت رسیده است. به گفته اهالی اشکذر، در این منطقه خورجین‌بافی پیشینه‌ای بیش از یک قرن دارد. همچنین مهارت و فن خورجین‌بافی اردبیل در سال 2012 میلادی (1391 خورشیدی) و «هورژین‌بافی» مناطق بختیاری‌نشین استان خوزستان در سال 2016 میلادی (1395 خورشیدی) در این فهرست ثبت شده است. مناطق بختیاری‌نشین استان خوزستان شامل شهرها و شهرستان‌های لالی، هفتگل، اندیمشک، اندیکا، شوشتر، دزفول، ایذه و مسجد سلیمان از مناطقی هستند که خورجین‌بافی در آن با دارهای افقی صورت می‌گیرد. این محصول در گویش عشایر «چینه‌گر» گفته می‌شود. هورژین که معمولا زمینه‌ای قرمزرنگ دارد و نخ‌هایی به رنگ سیاه در آن کار شده است، گاهی از هم باز می‌شود و به عنوان زیرانداز مورد استفاده قرار می‌گیرد. استان‌های چهارمحال و بختیاری، لرستان و کهگیلویه و بویراحمد، شهرستان طبس (خراسان جنوبی) و روستای حسن‌آباد شهرستان جرقویه (اصفهان) از دیگر مراکز عمده تولید خورجین هستند. در روستای حسن‌آباد هنوز هم کارگاه‌های کوچک خورجین‌بافی فعالند و شمار زیادی از اهالی به این پیشه اشتغال دارند.

หัตถกรรม

پوش‌دوزی، هنری که با عزاداری‌های محرم یزد گره خورده است

پوش‌دوزی هنری است که در آن سایه‌بانی پارچه‌ای و موقت برای اماکن مختلف دوخته می‌شود.

پیش از شروع محرم، یزدی‌ها دست به کار آذین‌بندی حسینیه‌ها و تکایا و آماده‌سازی این اماکن برای برگزاری مراسم عزاداری می‌شوند. پوش‌دوزی و فرایند نصب پوش که پوش‌بالاکُنی گفته می‌شود، از جمله فعالیت‌هایی است که پیش از محرم در یزد رونق می‌گیرد.

پوش‌دوزی چیست؟
نفوذ فرهنگ شیعی در میان مردم یزد به گونه‌ای است که آن‌ها در هر کوی و برزن، حتی در خانه‌های خود به برپایی مجالس روضه و عزاداری سیدالشهدا می‌پردازند. معمولا هنگام برپایی چنین مجالسی، محل برگزاری مراسم را با پرچم یا پوش‌های منقش به اشعار و نقوش مذهبی می‌آرایند. پوش یک پوشش بزرگ است که برای ایجاد سرپناه موقت به کار گرفته می‌شود و پوش‌دوزی فن و هنر دوخت این پوشش به شمار می‌آید. هر چند پوش یک پوشش عمومی است ولی در یزد از آن بیشتر برای ایجاد سقف موقت روی حیاط‌ها یا مکان‌های روباز در زمان برگزاری عزاداری‌های محرم و صفر استفاده می‌کنند. معمولا چند روز پیش از شروع محرم پوش روی محوطه گسترانده و یکی دو روز پس از پایان مراسم عزاداری جمع می‌شود. دیگر استفاده‌های پوش برای برپایی خیمه‌های صحرایی، خیمه‌های آتش‌سوزی و ایجاد پوشش و سایه‌بان برای اماکن و مغازه‌هاست. خیمه‌های صحرایی معمولا به شکل مخروطی دوخته می‌شوند و قطر کف و ارتفاع آن‌ها حداکثر به پنج متر می‌رسد. چنین محصولاتی عمدتا در برپایی موکب‌ها در محل‌های پر رفت و آمد برای پذیرایی از عزاداران کاربرد دارد. خیمه آتش‌سوزی نیز در تعزیه و برای اجرای نمایش سوختن خیمه‌های امام حسین به کار می‌رود. اغلب اوقات خیمه آتش‌سوزی را با پارچه معمولی می‌دوزند. «پوش‌های مغازه‌ای» در ابعاد کوچک دوخته می‌شود. از آن جا که باید این نوع پوش‌ها هر روز متناسب با زاویه تابش خورشید برچیده یا پهن شود، آن را روی یک اسکلت فلزی سبک پیاده می‌کنند تا امکان تنظیم یا جمع کردن سریع و آسان آن فراهم شود.
از آن جا که اماکن برگزاری عزاداری امام حسین ابعاد و پلان‌هایی متفاوت دارند، دوخت پوش نیز با شرایط متفاوت منطبق می‌شود. بدین ترتیب گاهی پوش‌ها یک‌تکه و گاهی چند تکه هستند. پوش‌های چند تکه را پس از آن که برای پهن کردن به بالای دیوار یا پشت بام می‌برند، با طناب به هم متصل می‌کنند. این کار بسیار دقیق است و حوصله و تجربه زیادی می‌طلبد. ضمن این که دوختن پوش‌های بزرگ باید با همکاری چند نفر در کارگاه‌هایی که دارای ابعاد مناسب هستند انجام گیرد و نهایت دقت در آن به کار گرفته شود، زیرا یک خطای جزئی ممکن است جفت شدن تکه‌های مختلف را دشوار کند.

مراحل پوش‌دوزی
نخستین مرحله در پوش‌دوزی اندازه‌گیری ابعاد محلی است که پوش روی آن نصب می‌شود. پس از آن پارچه را برش می‌زنند و سوراخ‌هایی در لبه‌ها برای بستن پارچه به وجود می‌آورند. پوش‌های بزرگ چند سولاخ به عنوان هواکش نیز در خود دارند... در مرحله بعد عملیات نوارکشی انجام می‌شود. این کار بسیار ضروری است و به استحکام پوش کمک می‌کند. نوارها ضخامتی قابل توجه و عرضی نزدیک 10 سانتی‌متر دارند و به صورت شبکه‌ای بر پوش دوخته می‌شوند. در واپسین مرحله نیز نقوش و تزئیناتی بر پوش دوخته می‌شود. این نقوش گاهی به سفارش مشتری انتخاب می‌شود. نقش سرو که در طراحی سنتی ایرانی به شکلی پررنگ جا باز کرده یکی از نقوش پر طرفدار در پوش‌دوزی است. همچنین نقش شیر، آهو، ملائکه و اشعار محتشم کاشانی (شاعر مرثیه‌سرای قرن شانزدهم میلادی در ایران) از جمله تزئینات پرکاربرد در پوش‌دوزی است که هر کدام معنای نمادین خاصی دارد. اشعار محتشم را معمولا با طرح ترنج و به صورت تکرار در حاشیه پایین پوش می‌دوزند.
برای پوش‌های بزرگ در میانه محوطه یک عمود آهنی بلند برافراشته می‌کنند و یک طرف پوش را به آن می‌بندند. سپس چند گروه به صورت همزمان تکه‌های مختلف پوش را به میخ‌های محکمی که از قبل روی دیوار یا پشت‌بام کوبیده شده است، گره می‌زنند. پوش خصوصا در روزهای گرم سال از تابش آفتاب بر مردم عزادار جلوگیری می‌کند. به خاطر شیوه خاص بافت این پوشش و جنس آن، امکان جابجایی هوا در میان بافت پوش وجود دارد و هوای محوطه زیرین آن حتی در گرم‌ترین روزهای سال مطبوع باقی می‌ماند.

ثبت ملی هنر پوش‌دوزی
بر اساس آن چه کهنسالان یزدی بیان کرده‌اند پوش‌دوزی، حرفه‌ای با پیشینه‌ای مربوط به دوره قاجار (قرن نوزدهم) است. پیوند نزدیک این هنر با عزاداری‌های محرم یزد که یکی از اصیل‌ترین جلوه‌های فرهنگی این شهر شمرده می‌شود، موجب شد پرونده این هنر در سال 2022 میلادی (1401 خورشیدی) در فهرست میراث ناملموس ملی ایران به ثبت برسد.

หัตถกรรม

حصیربافی، خلق آثاری هنری و کاربردی از الیاف گیاهی

هنرمندان حصیربافی با استفاده از ابتدایی‌ترین امکانات وسایلی کاربردی ایجاد می‌کنند.

به جرات می‌توان حصیربافی را یکی از قدیمی‌ترین هنرهای دستی آدمی به شمار آورد. حصیر بافته‌ای است که از در هم تنیدن، پیچاندن و گاهی گره‌زدن الیاف به دست می‌آید. این محصول در اکثر مناطق جهان که در آن نی، غلات، بامبو، نخل و گیاهانی مشابه این‌ها می‌روید، پیشینه‌ای طولانی دارد. بافته‌هایی که با چنین الیافی به دست می‌آید، به عنوان زیرانداز، پوشاک یا ظرف به کار می‌رود، حتی گاهی سرپناه‌هایی با استفاده از حصیر ایجاد می‌شود. در دهه‌های اخیر با گسترش ارتباطات، حصیربافی بازار گسترده‌تری پیدا کرده و تنوع آن بیشتر شده است. این موضوع سبب شده این پیشه، جنبه سنتی خود را از دست بدهد و به صنعتی تبدیل شود که ساخت محصول و فروش آن به منظور رسیدن به سود حداکثری، مهم‌ترین هدف است. با این حال در ایران هنوز حصیربافی در بسیاری نقاط به شکل کهن خود جریان دارد و محصولات آن جلوه‌ای از ذوق و هنر مردمان این سرزمین است.

حصیربافی در ایران
مراکز اصلی حصیربافی در ایران عمدتا در جنوب ایران هستند، ولی در شمال و مرکز ایران نیز می‌توان شهرها و روستاهایی را پیدا کرد که حصیربافی در آن‌ها صنعت دستی غالب است. تنوع اقلیمی در این مناطق سبب شده مواد اولیه تولید حصیر نیز تفاوت‌هایی با یکدیگر داشته باشند، از این رو می‌توان طیف وسیعی از محصولات و فنون حصیربافی را در گستره ایران مشاهده کرد.
استان‌های خوزستان، بوشهر، هرمزگان و سیستان و بلوچستان که اقلیمی گرمسیری دارند و امکان رشد گیاهان و درختانی همچون نی باتلاقی و نخل در آن‌ها فراهم است، مهم‌ترین مراکز حصیربافی جنوب ایران به شمار می‌روند. در جنوب ایران نوعی نی در باتلاق‌ها می‌روید که به آن «کرتک» می‌گویند. این نوع نی در حصیربافی جنوبی‌ها بسیار مورد استفاده است. در شمال ایران، استان‌های گیلان و مازندران مراکز اصلی حصیربافی هستند. گیاهان مردابی، کنف، ترکه درخت بید و ساقه برنج و گندم مهم‌ترین مواد خام حصیربافی در شمال ایران است. مردم شمال ایران با استفاده از سوف و لی یا گالی که از جمله انواع گیاهان مردابی شمرده می‌شوند، الیاف مورد استفاده برای حصیربافی را فراهم می‌آورند. نام شاخص‌ترین شهری که در نواحی مرکزی ایران با حصیربافی گره خورده، بافق است. در این شهر با وجود نخلستان‌هایی وسیع، مواد اولیه برای حصیربافی به وفور یافت می‌شود.

ابزار و شیوه اجرای حصیربافی
حصیربافی را با ابزارهایی ساده انجام می‌دهند؛ ابزارهایی که در دسترس همه قرار دارد. قیچی، چاقو، درفش (برای ایجاد سوراخ)، چسب، خط‌کش و وسیله‌ای برای ایجاد شعله و سوزاندن قسمت‌هایی از الیاف. در برخی نقاط دستگاهی برای بافت حصیر به کار گرفته می‌شود. در دستگاه حصیربافی بعد از چله‌کشی، الیاف حصیری را از میان چله‌ها عبور می‌دهند و شانه می‌زنند.

حصیربافی در ایران
ایران را یکی از نخستین مناطق جهان می‌دانند که حصیربافی در آن مورد استقبال قرار گرفت و به صورت یک هنر همگانی پذیرفته شد. امروزه در ایران رشته‌های مختلف صنایع دستی بر پایه حصیر شکل گرفته‌اند که مهم‌ترین آن‌ها عبارتند از:
بوریابافی
بوریا را با نی‌هایی که در کنار مرداب می‌رویند و به «خیزران» موسومند، تولید می‌کنند. این بافته کاملا محصول هنر دست است. از بوریا به عنوان زیرانداز و پوشش سقف استفاده می‌کنند. همچنین این بافته برای ساخت کپر (خانه‌های حصیری) کاربرد دارد. استحکام بوریا سبب شده در ساخت وسایلی همچون میز، صندلی، آباژور، جاکفشی و کتابخانه نیز از آن بهره ببرند.
سِواس‌بافی
مرکز اصلی سواس‌بافی، استان هرمزگان است. سِواس در اصل نوعی پای‌پوش سنتی است که از برگ درخت خرما ساخته می‌‌شود.
کوب‌‌بافی
در زبان مازنی کوب به معنای فرش حصیری است، بدین ترتیب کوب‌بافی را باید بافتن فرش‌هایی از جنس حصیر تعریف کرد. الیاف سلولزی گیاهان خودرویی همچون گاله، واش و سازیر ماده اولیه کوب‌بافی است. از کوب به جز زیرانداز به عنوان سفره و پادری نیز استفاده می‌کنند. کوب‌بافی به وسیله دستگاه و مانند گلیم‌بافی انجام می‌شود.
سیس‌بافی
سیس یا گیس الیافی است که از دور تنه نخل حاصل می‌شود. این الیاف بسیار مقاوم است و در بوشهر، هرمزگان و سیستان و بلوچستان برای بافت زیرانداز و پادری به کار گرفته می‌شود.
گالی‌بافی
گالی را از الیاف ساقه برنج تولید می‌کنند. سبد، کلاه، زنبیل و زیرانداز عمده محصولات این شاخه از حصیربافی است.
پَخَل‌بافی
پخل‌بافی با ساقه گندم یا برنج صورت می‌گیرد و محصول آن سبد، زیر قابلمه‌ای و گلدان است. گاهی در این محصول با نخ‌های پشمی دارای رنگ‌هایی شاد، نقوشی ساده و غالبا مثلثی ایجاد می‌کنند تا زیبایی محصولات افزایش یابد.

نشان‌های ملی حصیربافی در ایران
شهر آبپخش در شهرستان دشتستان استان بوشهر که به خاطر برخورداری از نخلستان‌های گسترده شهرت دارد، در سال 2020 میلادی (1399 خورشیدی) شهر ملی حصیر شد. همچنین شهر بافق در استان یزد و شهر خشت در شهرستان کازرون استان فارس در سال 2023 موفق شدند عنوان شهر ملی حصیر را به خود اختصاص دهند. بر اساس آمارها در شهر خشت حدود 500 بافنده حصیر به فعالیت مشغولند. در همین سال روستای فشتکه در شهرستان رشت (استان گیلان) نیز به عنوان روستای ملی حصیر معرفی شد.

หัตถกรรม

دارایی‌بافی، بافت پارچه‌ای با نقوشی رنگارنگ و چشم‌گیر

دارایی پارچه‌ای رنگارنگ و زیباست که معمولا از الیاف ابریشمی یا پنبه‌ای بافته می‌شود. فن بافت این پارچه را دارایی‌بافی می‌گویند.

«دارایی‌بافی» یا «ایکات» فن بافت یکی از زیباترین انواع پارچه‌های سنتی است. این هنر با ترکیب زیبای رنگ‌هایی گرم و گیرا، پارچه‌هایی نفیس می‌آفریند. در دارایی‌بافی با ایجاد گره در هنگام رنگرزی، قبل از بافت نقوش را تا حد زیادی شکل می‌دهند.

ویژگی‌های دارایی‌بافی
دارایی‌بافی فن بافت یک نوع پارچه است که با در هم تنیدن تارها و پودهایی از جنس نخ‌های پنبه‌ای (و گاهی پشمی) حاصل می‌شود. گاهی پارچه‌های دارایی را با ابریشم می‌بافند تا ارزش و بهای آن بیشتر شود. به دارایی‌بافی «ایکات» هم می‌گویند. این واژه به معنای بستن تار و پود از روی الگویی از پیش آماده‌شده است. ویژگی خاص این هنر در رنگ‌رزی نخ‌ها پیش از بافت نمود پیدا می‌کند. این فن را با شیوه گره زدن پیدا می‌کنند. یکی از دلایل ایجاد طیف‌های متنوع از رنگ‌های گوناگون در این بافته به همین شیوه مخصوص رنگرزی بر می‌گردد.
دلیل آن که این هنر را «دارایی‌بافی» و محصول آن را «دارایی» (به معنای ثروت و اندوخته) می‌نامند، ارزش بالای آن است، به طوری که در گذشته این نوع پارچه در جهیزیه نوعروسان به عنوان یک سرمایه فاخر قرار داده می‌شد. به دلیل قیمت بالای دارایی، اغلب مردم از تمکن مالی لازم برای خرید آن بی‌بهره بودند و بیشتر اوقات، ثروتمندان مشتریان چنین پارچه‌هایی به شمار می‌آمدند. در گذشته دارایی را به عنوان روتختی یا رومیزی مورد استفاده قرار می‌دادند و در کل، استفاده از آن به شکلی بود که بیش از دیگر پارچه‌ها در معرض دید باشد. امروزه دارایی را در تهیه شال، کوله‌پشتی، چادرشب، بقچه، مانتو و انواع دیگر لباس به کار می‌گیرند.

فن و شیوه دارایی‌بافی
بافت دارایی با دستگاهی ویژه که با نام «دارایی‌بافی» مشهور است صورت می‌گیرد. البته پیش از شروع بافت، باید چند مرحله مهم برای رنگرزی طی شود. در گذشته رنگرزی الیاف به وسیله رنگ‌های گیاهی و طبیعی انجام می‌شد، ولی امروزه رنگ‌های شیمیایی جایگزین شده‌اند و سهولت کار را بالا برده‌اند. در فرایند رنگرزی، الیاف پنبه‌ای یا ابریشمی را در دسته‌های مرتب 30 تا 40 تایی مرتب می‌کنند و از داخل دو تکه چوب که سوراخ‌هایی در آن تعبیه شده، عبور می‌دهند تا انتها و ابتدای دسته الیاف در میان چوب‌ها مهار شود. دسته‌هایی که رنگ‌های یکسان به خود می‌گیرند، به وسیله چند نخ گره زده می‌‌شوند و سپس عملیات رنگرزی روی آن‌ها انجام می‌شود. گره‌های میانی چندان دقیق عمل نمی‌کنند و به همین خاطر در فرایند رنگرزی طیف‌های مختلفی از رنگ‌ها حاصل می‌شود که بعدا زیبایی بیشتری به کار می‌بخشد. علاوه بر این، باز کردن گره‌ها پیش از خشک شدن کامل رنگ‌ها، سبب در هم‌آمیختن الیاف با رنگ‌های متفاوت و ایجاد طیف‌های رنگی بیشتر می‌شود.
پس از رنگرزی نوبت به بافت پارچه می‌رسد. برای این کار باید نخست عملیات چله‌کشی صورت گیرد. دارایی حالتی کشسانی دارد و به همین خاطر، طرح‌های پیاده‌شده روی آن مرز دقیقی ندارند. عمده طرح‌هایی که روی دارایی پیاده می‌شود شامل نقوش ساده، هندسی و نسبتا بزرگ است. در کنار ترکیب رنگ متنوع و زیبا، به کارگیری این نقوش نیز به عنوان یکی از دلایل زیبایی چشم‌گیر دارایی عنوان می‌شود.
از نظر روش بافتْ دارایی در سه شیوه «تار»، «پود» و «تار و پود دوگانه» بافته می‌شود. از این میان دارایی‌بافی به روش تار و پود دوگانه دشوارتر و محصول آن نفیس‌تر و زیباتر است. در این روش خاص، نخ‌های تار رنگ می‌شود و روی دستگاه قرار می‌گیرد و نخ‌های پود، روی ماسوره‌ها پیچیده می‌شود. پیچیدگی این روش به اندازه‌ای است که گاهی هنرمند برای بافتن چند متر مربع از پارچه چند ماه زمان صرف می‌کند... در هر سه روش نخ‌ها طوری روی چارچوب کشیده می‌شود که بتوان آن‌ها را برای ایجاد یک نقش منسجم جمع کرد و به هم گره زد. هر چه طرح و نقش دارایی ظریف‌تر باشد دقت بیشتری برای بستن و گره زدن نخ‌ها لازم است. معمولا بافنده 10 تا 15 تار را در یک دسته قرار می‌دهد، ولی ممکن است در هر دسته تا سه تار هم قرار گیرد تا ظرافت نقش‌ها به حداکثر برسد.

ثبت ملی دارایی‌بافی
دارایی‌بافی در سال 2010 میلادی (1389 خورشیدی) در فهرست میراث ناملموس ملی ایران به ثبت رسید. این هنر به جز یزد در کاشان نیز رواج دارد. همچنین در گیلان و در میان ترکمن‌ها نیز دیده می‌شود.

หัตถกรรม

عنوان تابلوفرش و شهرت سردرود در تولید آن

هنرمندان در تابلوفرش‌های خود زیباترین نقش‌ها و طراحی‌ها را به شکلی جذاب و چشم‌نواز پیاده می‌کنند.

فرش یک هنر ایرانی است که در جهان، چشم هنردوستان را به خود خیره کرده است. در طول تاریخ، فنون بافت و نقوش فرش ایرانی تحولات فراوانی به خود دیده، با این حال اصالت این هنر حفظ شده و به دوران ما رسیده است. ساخت تابلوفرش، یکی از نوآوری‌های صنعت فرش به شمار می‌آید که استفاده از طرح‌ها و رنگ‌های مختلف، آن را به محصولی تبدیل کرده که می‌تواند برای همه سلایق پیشنهادهایی داشته باشد.

تابلوفرش و ویژگی‌های آن
در تابلوفرش از تصاویر و طرح‌های مختلف، همچون مناظر طبیعی، حیوانات، گل‌ها یا اشخاص استفاده می‌شود. گاهی هنرمند بافنده، یک اثر نقاشی مشهور را موضوع بافته خود می‌کند. تابلوفرش در اندازه‌های مختلف بافته می‌شود، ولی 50 در 35، 70 در 50، 70 در 100، 80 در 120، 100 در 150 و 200 در 300 سانتی‌متر، عمده‌ترین اندازه‌های بافت این محصول هستند. به طور کلی تابلوفرش در اندازه‌ای بافته می‌شود که برای نصب روی دیوار مناسب باشد.
استفاده از طرح‌های متنوع و شیوه بافت تابلوفرش، موجب شده این بافته نسبت به فرش‌های معمول، ارزش و قیمت بیشتری داشته باشند. به طور معمول، تابلوفرش‌های دستبافت را از روی یک نقشه کاغذی می‌کشند. این نقشه به شکلی کادربندی شده است که هر خانه در صفحه نقشه، نمایانگر یک گره روی دار قالی باشد. در گذشته طرح‌های مورد استفاده در نقشه تابلوفرش‌ها، تنوع کمتری داشت و از اشکال هندسی خاصی تبعیت می‌کرد، ولی امروزه استفاده از نقشه‌های رایانه‌ای تنوع گسترده‌ای به تابلوفرش‌ها بخشیده است.

نشان ملی تابلوفرش سردرود
از آن جا که در شهر سردرود در استان آذربایجان شرقی، بافت و تولید تابلوفرش رواج گسترده‌ای دارد، در سال 2020 میلادی (1399 خورشیدی) تابلوفرش سردرود به عنوان میراث ناملموس ملی به ثبت رسید.
سردرود یکی از توابع شهرستان تبریز است و حدود 30 هزار نفر جمعیت دارد. اقتصاد سردرود به صورت سنتی بیشتر بر پایه کشاورزی استوار است، با این حال بر اساس اظهارات مسئولان، اقتصاد سردرود با تابلوفرش گره خورده، به شکلی که درآمد حدود 80 درصد مردم این شهر با تولید و فروش این محصول ارتباط دارد. شرایط طبیعی سردرود، از جمله منابع آبی مناسب و ارتفاع بیش از هزار متری از سطح دریا، به رونق هر چه بیشتر کشاورزی در این شهر کمک کرده است. گوجه سبز، انگور، زردآلو، گردو، سیب، هلو و گلابی، از جمله محصولات باغی سردرود است.
سردرود شهری کهن به شمار می‌رود و با توجه به وجود آثاری تاریخی همچون «نارین قلعه» که به عقیده کارشناسان به هزاره اول پیش از میلاد مربوط است، گواهی بر این قدمت طولانی محسوب می‌شود. هدف اصلی ساخت این قلعه که کاربردی امنیتی و حفاظتی داشته، حفاظت از شهر مهم تبریز بوده است، شهری که در آن زمان «تامارکیس» نامیده می‌شد. قلعه بر بالای یک تپه واقع شده تا بر اطراف خود احاطه داشته باشد. ابعاد این بنا حدود 500 در 700 متر است. امروزه در بخش مرکزی قلعه قلوه‌سنگ‌هایی پراکنده شده که احتمالا در گذشته در ساخت تاسیسات قلعه استفاده شده است. این تاسیسات به دلیل فرسایش یا حوادث طبیعی، از بین رفته است.
هنر بافت تابلوفرش در سردرود حدود 100 سال قدمت دارد. استفاده از بافت فشرده و رج‌های پرشمار، در کنار استفاده از طیف‌های مختلف رنگی، امکان پیاده کردن تصاویر مختلف، حتی آثار حاوی خوش‌نویسی را نیز به بافندگان سردرودی داده است. بدین ترتیب تابلوفرش در سال‌های اخیر به یکی از سوغاتی‌های پرطرفدار در میان گردشگران خارجی تبدیل شده است. در سردرود بافندگان به صورت سنتی در منازل خود، با استفاده از دارهای مخصوصی که متناسب با محصول، ابعادی کوچک‌تر از دارهای قالی معمولی دارند، به بافتن تابلوفرش مشغولند.

หัตถกรรม

کاشی و فنون و مهارت‌های تولید آن

کاشی یکی از مهم‌ترین عناصر تزئینی معماری ایرانی به شمار می‌آید. در طول قرن‌ها، فنون و مهارت‌هایی پیرامون ساخت و طراحی کاشی شکل گرفته است.

کاشی یکی از مهم‌ترین اجزای اجرای طرح‌های مختلف در معماری ایرانی است. کاشی به دلیل استحکام و دوامش، نقش خود در معماری اسلامی را در طول قرن‌ها حفظ کرد و امروز نیز در ساختمان‌سازی‌های مدرن، کاربردهای فراوان دارد.
یافته‌های باستان‌شناسی نشان می‌دهد در ایران، حداقل از حدود 1250 سال پیش از میلاد، تولید آجرهای لعابدار، کاشی‌های تزئینی و مینا آغاز شده است. در آن دوران فناوری لازم برای پخت خاک رس در کوره و ایجاد لعاب روی آن کشف و در نقاط مختلف ایران گسترده شد. پس از ورود اسلام به ایران، کاشی‌کاری برای تزئین فضای داخلی و بیرویی مساجد، اماکن مقدس و منازل مورد توجه قرار گرفت و به یکی از ویژگی‌های برجسته معماری ایرانی تبدیل شد. در طول این دوران، نقاشی و طراحی کاشی نیز گسترش فراوان یافت، به طوری که امروز، مجموعه‌ای از فنون و هنرهای مرتبط با این حوزه در دسترس است و  هنرمندان زیادی به آن اشتغال دارند. با وجود آن که پیشرفت فناوری امکان تولید گسترده‌تر کاشی‌ها را فراهم آورده، هنوز هم تولید سنتی این محصول که در آن قریحه و تجربه هنرمند نقشی مهم ایفا می‌کند، پا بر جاست.

تولید و طراحی کاشی
این رشته هنری، به ساخت و تهیه کاشی یا ظروف به رنگ‌های مختلف اطلاق می‌شود. از آن جا که در بیشتر بناهای ایرانی، مجموعه‌ای از کاشی‌ها در کنار یکدیگر بیانگر یک طرح یا نقاشی هستند، پیاده‌سازی آن روی تک‌تک کاشی‌ها و چیدن آن روی سطح کار، هنر و مهارت‌هایی خاص می‌طلبد، مهارت‌هایی که در طول زمان تکامل یافته و گسترش پیدا کرده است. البته فنون تولید و طراحی کاشی، گونه‌های مختلفی دارد که در برخی از آن‌ها، یک تک‌کاشی حاصل کار هنرمند است و نقش‌هایی زیبا و چشم‌نواز روی آن به اجرا در می‌آید.

کاشی زرین‌فام
با افزودن سنگ چخماق به گل سفید و قلع به لعاب کاشی، رنگ‌های طلایی یا سبز در آن به وجود می‌آید. این محصول را «کاشی زرین‌فام» می‌نامند. کاشی زرین‌فام بیشتر در استان‌های اصفهان، خراسان و مرکزی تولید می‌شود و به دلیل رنگ طلایی و جلایی که دارد، در چشم مخاطب شبیه صفحات طلا به نظر می‌رسد.
کاشی مینایی
کاشی مینایی یک تک‌کاشی است که نقوش هندسی، گل و گیاه، اسلیمی و ختایی روی آن نقش می‌بندد. این نوع کاشی به دلیل لعاب نازک، به «مینایی» شهرت یافته است. تولید کاشی مینایی کاری بسیار دقیق و ظریف است و برای طراحی و تولید آن، هنرمند باید به حداکثر زبردستی و استادی در شناخت نقوش و مواد دست یافته باشد.
کاشی هفت‌رنگ
کاشی‌های هفت‌رنگ معمولا طرح‌هایی متنوع و رنگارنگ دارند. برای پیاده کردن این طرح‌ها، ابتدا آن‌ها را روی کاغذ پیاده می‌کنند. سپس کاغذ طرح‌دار را روی خشتِ کاشی می‌گذارند و با سوزن، طرح‌ها را بر کاشیِ خام نقش می‌زنند. در مرحله بعد گرد زغال را بر کاشی می‌پاشند تا این نقش‌ها، نمایان‌تر شود. بدین ترتیب هنرمند می‌تواند نقش‌های ایجادشده را باز شناسد و به رنگ‌آمیزی آن بپردازد. کاشی هفت‌رنگ پس از این مرحله، داخل کوره می‌رود و پس از پخت، آماده استفاده می‌شود.
کاشی مشبک
یکی دیگر از صنایع دستی مبتنی بر ساخت و طراحی کاشی، کاشی مشبک است که در آن از کاشی‌های لعابدار هفت‌رنگ استفاده می‌شود. در این روش کاشی را با تیشه‌ای مخصوص به شکل شبکه‌شبکه در می‌آورند تا نور بتواند از آن عبور کند. این نوع کاشی‌ها، در تزئینات معماری کاربرد زیادی دارد.
کاشی معلقی
گاهی کاشی در تلفیق با برخی عناصر دیگر تزئینی، به ویژه آجرنما نقش‌هایی به وجود می‌آورد. تلفیق کاشی با آجرنما، «کاشی معلقی» یا «کاشی بنایی» را شکل می‌دهد. کاشی معلقی بیشتر در نماهای بیرونی ساختمان کاربرد دارد.
کاشی معرق
شیوه تولید کاشی معرق شبیه کاشی هفت‌رنگ است. بدین شکل که در آن، نقش ترسیم‌شده روی کاغذ را بر سطح خشت لعابدار کاشی می‌چسبانند و سپس با تیشه‌هایی در ابعاد مختلف، قطعه کاشی را تراش می‌دهند. در نهایت قطعات مختلف کاشی‌های تراش‌خورده سوهان‌کاری می‌شوند تا به راحتی در کنار یکدیگر چفت شوند. برای آن که کاشی‌ها به خوبی در کنار هم قرار بگیرند و امکان نصب آن روی بنا فراهم شود، کاشی‌های چفت‌شده را طوری روی زمین می‌چینند که قسمت لعابدار، در زیر باشد. بعد از آن دوغاب گچ را روی آن می‌ریزند و منتظر می‌مانند تا دوغاب، سفت شود.

หัตถกรรม

موتابی، فنی با بافته‌هایی محکم و بادوام

در موتابی، موی بز یا شتر در فرایندی به نخ، طناب و تور تبدیل می‌شود. بافته‌های حاصل از این فن بسیار محکم و بادوام هستند.

دامپروری به انسان اجازه داد علاوه بر تهیه غذا، به پشم و چرم و برخی مواد اولیه دیگر نیز دست یابد و از آن‌ها در امور روزمره بهره گیرد. در این بین، صنایعی پیرامون این مواد اولیه شکل گرفت و رشد کرد که اغلب آن‌ها از دستگاه‌های اولیه و نیروی دست برای تولید محصولات خود استفاده می‌کردند. «موتابی» یکی از همین صنایع است که با استفاده از دستگاه‌های ساده و به کار گیری نیروی دست، موی بز و شتر را برای ریسندگی به کار می‌گیرد.

موتابی چیست؟
عمل موتابی نوعی ریسندگی است که موی بز را به وسیله چرخِ دستی، به نخ، تور و طناب تبدیل می‌کند. محصولاتی که به وسیله فن موتابی تولید می‌شود، استحکام بسیار زیادی دارد و برای اموری همچون برپایی چادرهای عشایری، مهار چارپایان، محکم کردن ابزار کشاورزی، بستن جهاز شتر و تولید شال چهارتخته به کار می‌رود. استفاده از موی بز برای بافت چادر عشایر به این دلیل است که در هوای گرم، بافت موی بز از هم باز می‌شود و امکان تبادل هوا و خنک شدن فضای داخلی چادر را فراهم می‌آورد. علاوه بر این پس از بارش باران، موی بز حالتی چسبنده به خود می‌گیرد و از نفوذ آب به داخل چادر جلوگیری می‌کند. سنت بافت چادرهای عشایری با موی بز، هنوز هم ادامه دارد، ولی با متروک شدن موتابی، زنان عشایر برای این کار به فنی به نام «آشتی ریسی» گرایش پیدا کرده‌اند، هر چند هنوز هم موتابی به عنوان فنی با محصولاتی بسیار محکم و کارآمد مورد توجه است.

شیوه کار در موتابی
هنرمندان موتابی در کار خود، از دستگاهی استفاده می‌کنند که نسبت به دوک‌های دستی نخ‌ریسی پیچیده‌تر است. علاوه بر این، در موتابی از موی بز استفاده می‌شود، در حالی که دوک‌های نخ‌ریسی دستی پنبه را به نخ تبدیل می‌کنند.
برای تهیه مواد اولیه، موی سیاه و رنگی بزها را جدا می‌کنند. این موها ممکن است از بز زنده یا پوست دباغی‌شده جدا شده باشد. هنرمندان موتاب کیفیت موی بزهای زنده را بالاتر می‌دانند. موها در نخستین مرحله روی سکویی که «تخت زیگا» نامیده می‌شود به خوبی زده می‌شود تا زواید آن جدا شود و موهای در هم تنیده از هم باز شوند. مو در مرحله بعد به وسیله یک کمان مخصوص، حلاجی می‌شود و پس از آن، به صورت فتیله‌ای پیچیده و ریسیده می‌شود. در موتابی از موی شتر، خصوصا موی قسمت کوهان آن که بلندتر است نیز استفاده می‌شود.
مهم‌ترین ویژگی محصولات موتابی، استحکام آن است. این استحکام حتی در محصولات بافته‌شده با دستگاه‌های برقی هم دیده نمی‌شود، به همین خاطر موتابی با دست، ارزش منحصر به فردی دارد.

موتابی در کجا رواج دارد؟
تا پیش از رواج دستگاه‌های ریسندگی جدید، روستاییان در زمان فراغت خود یا اوقاتی که با یکدیگر به معاشرت می‌پرداختند، با استفاده از محصولات و تولیدات بومی و با به کار گیری دوک‌های دستی، به نخ‌ریسی و موتابی مشغول بودند. علاوه بر این کارگاه‌هایی نیز در مناطق مختلف وجود داشت که در آن با استفاده از دستگاه‌های اولیه، کار موتابی و نخ‌ریسی انجام می‌شد. در حال حاضر این پیشه بسیار محدود شده و جز چند منطقه در استان‌های همدان، یزد و لرستان، اثری از آن دیده نمی‌شود. در این میان، موتابی در روستای بفروئیه شهر میبد استان یزد، با قدمتی دراز، مورد توجه است. در گذشته مردمان هر کدام از روستاهای میبد به پیشه‌ای خاص مشغول بوده‌اند که از آن میان، موتابی در بفروئیه رواج داشته است.

ثبت ملی موتابی
تاکنون موتابی در چند نوبت به نام چند شهر ایران به ثبت ملی رسیده است. ثبت «فن و مهارت موتابی» به نام استان لرستان که در سال 2022 میلادی (1400 خورشیدی) صورت گرفت، یکی از این موارد است. همچنین در سال 2012 میلادی (1391 خورشیدی) فن موتابی همدان در فهرست میراث ناملموس ایران ثبت شد. موتابی روستای بفروئیه نیز در سال 2014 میلادی (1393 خورشیدی) در فهرست میراث ناملموس ملی به ثبت رسید.
หัตถกรรม

มีนากอรีย์ ศิลปะที่ประณีตและเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่ดีที่สุดของอิหร่าน

มีนากอรีย์ ในระดับโลกถือเป็นศิลปะของอิหร่าน และนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะซื้อภาชนะที่ประดับด้วยมีนากอรีย์ กลับไปเป็นของฝาก ซึ่งทำให้มีนากอรีย์ กลายเป็นหนึ่งในของที่ระลึกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากอิหร่าน

มีนากอรีย์  ศิลปะที่ประณีตและเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่ดีที่สุดของอิหร่าน

มีนากอรีย์ เป็นศิลปะการตกแต่งและวาดภาพบนโลหะและเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งทองแดง ทองคำ และเงินเป็นโลหะเพียงไม่กี่ชนิดที่ไม่เกิดออกซิเดชันเมื่อผสมผสานกับมีนา จึงถูกใช้เป็นวัตถุดิบในศิลปะนี้ ในภาษาเปอร์เซีย "มีนา" หมายถึงฟ้าสีคราม และการใช้ชื่อ"มีนากอรีย์" กับศิลปะนี้เป็นเพราะสีฟ้าจะปรากฏเด่นในผลงานมีนากอรีย์  ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนกับการมองเห็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าครามในงานศิลปะนั้นๆ โดยงานมีนากอรีย์ มักจะพบในวัตถุต่างๆ เช่น จาน แจกัน ชาม กรอบรูป ประตูและหน้าต่าง ม่านศีล กล่องเครื่องประดับ กระจก เข็มขัด และเครื่องประดับต่างๆ

ประวัติความเป็นมาของมีนากอรีย์  

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ศิลปะมีนากอรีย์  มีอายุกว่า 5,000 ปี โดยบางคนเชื่อว่าอิหร่านเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปะนี้ ในการขุดค้นทางโบราณคดี พบเครื่องประดับ เช่น แหวนทองคำหกวงในไซปรัส ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสต์ศักราช และถือเป็นตัวอย่างของมีนาที่ประดับด้วยอัญมณี หากข้อกล่าวอ้างนี้เป็นจริง ศิลปะมีนากอรีย์ได้แพร่กระจายทีละนิดจากอิหร่านสู่ยุโรปและดินแดนอื่นๆ.

ในอิหร่าน ผลงานมีนากอรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่คือ ต่างหูคู่หนึ่ง ซึ่งมีอายุประมาณ 7 ถึง 8 ศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช โดยต่างหูนี้ถือเป็นตัวอย่างของการเคลือบกระจกบนโลหะ การค้นพบผลงานหลายชิ้นจากสมัยราชวงศ์อาคีเมนิด (550 ถึง 330 ปีก่อนคริสต์ศักราช) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะนี้ในช่วงเวลานั้น โดยมีตัวอย่างเช่น ชามเบซันซี่ที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะลอสแอนเจลิส และข้อมือทองคำในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ตในลอนดอน หลังจากสมัยอาคีเมนิด มีนากอรีย์ยังคงอยู่ โดยมีการค้นพบผลงานมีนากอรีย์ของอิหร่านหลายชิ้นในการขุดค้นทางโบราณคดี และปัจจุบันได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก.

สมัยเซลจูก (ศตวรรษที่ 11) เป็นหนึ่งในยุคที่สำคัญในการพัฒนาศิลปะมีนากอรีย์ของอิหร่าน ในช่วงนั้น ภาชนะที่ประดับด้วยมีนากอรีย์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายและยังถูกส่งออกไปยังดินแดนรอบๆ ด้วย การใช้เทคนิคการหล่อโลหะในมีนากอรีย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยทิมูเรีย (ศตวรรษที่ 14 และ 15) ซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในศิลปะนี้ มีนากอรีย์ถึงจุดสูงสุดในสมัยซาฟาวีย์ (ศตวรรษที่ 16 ถึง 18) โดยในช่วงนั้นเมืองอิสฟาฮานกลายเป็นศูนย์กลางหลักของศิลปินมีนากอรีย์ แต่ในปัจจุบัน ศิลปะนี้ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งผ่านการขยายการเรียนรู้ในเวิร์กช็อปต่างๆ และได้กลายเป็นหนึ่งในศิลปะที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่นิยมของอิหร่านอีกครั้ง.

วิธีการทำมีนากอรีย์

มีนาเป็นวัสดุเคลือบใสและเป็นกระจก ซึ่งได้จากการผสมเคลือบกระจกและออกไซด์ของโลหะ โดยการเผาในเตาอบจะทำให้มันแข็งตัวเหมือนกระจก โดยทั่วไปแล้ว การทำมีนากอรีย์สามารถทำได้2วิธีหลัก คือ "การแบ่งช่อง" และ "การวาดภาพ"

การทำมีนากอรีย์  แบบแบ่งช่อง หรือที่เรียกว่า วิธีนี้จะใช้ลวดบางๆ เพื่อสร้างลวดลายที่ต้องการ จากนั้นนำมาวางบนพื้นผิวงานและเคลือบด้วยมีนาที่เป็นกระจก เมื่อใส่ภาชนะลงในเตาอบ ลวดจะหลอมติดกับพื้นผิวงาน จากนั้นจะเติมสีพาวเดอร์ของมีนากอรีย์ลงไป จากนั้นจะต้องให้ความร้อนซ้ำๆ (และในบางกรณีทำการล้างด้วยกรด) จนได้มีนากอรีย์ ในรูปแบบที่ต้องการ วิธีนี้ปัจจุบันใช้กันน้อยลง

การทำมีนากอรีย์ แบบวาดภาพ: วิธีนี้เป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยลวดลายจะถูกสร้างขึ้นล่วงหน้าจากฝีมือของช่างฝีมือ จากนั้นศิลปินมีนากอรีย์  จะทำการทาสีด้วยการเคลือบและความร้อน ในวิธีนี้ การเคลือบและการให้ความร้อนจะทำใน3หรือ4ขั้นตอน

ประเภทของมีนากอรีย์  

มีนากอรีย์ ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะและพื้นผิวของงานและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทำมีนากอรีย์

  • มีนากอรีย์ มุรเซียะห์ ในประเภทนี้ จะนำอัญมณีมาประดับบนผลงานมีนากอรีย์  ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมีนากอรีย์ประเภทนี้มีมูลค่าและหายาก
  • มีนากอรีย์ มุชบัก ในประเภทนี้ พื้นผิวงานจะถูกทำให้มีลักษณะเป็นตะแกรงหรือโครงสร้างตาข่าย ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญจากมีนากอรีย์ แบบนี้ได้แก่ ขาตั้งเทียน แจกัน และภาชนะที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน
  • มีนากอรีย์ แบบซาบี มินาแบบซาบี เป็นมีนาที่ผลิตโดยชนกลุ่มน้อยทางศาสนาของชาวมานดา (หรือที่เรียกกันว่า ซาบี) จึงได้ชื่อว่า"มีนาซาบี" ในอดีตมีนาซาบีถูกใช้ประดับบนภาชนะประเภทต่างๆ แต่ในปัจจุบันมันถูกจำกัดไว้เฉพาะการประดับบนเครื่องประดับเท่านั้น ต่างจากมีนากอรีย์ ประเภทอื่นๆ ที่มักทำบนทองแดง มีนาซาบีจะทำบนเงินและทองคำ 24 กะรัต โดยทั่วไปแล้วมีนาซาบีจะมีลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและประเพณีในภาคใต้ของอิหร่าน เช่น ลวดลายของต้นปาล์ม เรือ สะพานในเมืองอาห์วาซ และอูฐเป็นลวดลายที่มักพบในมีนากอรีย์ ประเภทนี้ มีนากอรีย์ มักใช้สีดำในการประดับ แต่ในปีหลังๆ มีการใช้สีอื่นๆ ด้วย

สัญลักษณ์แห่งชาติและระดับโลกของมีนากอรีย์

ปัจจุบัน เมืองอิสฟาฮานถือเป็นศูนย์กลางหลักของมีนากอรีย์ ในอิหร่าน และในปี 2023 เมืองอิสฟาฮานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมระดับสากลจากองค์การยูเนสโก สำหรับศิลปะมีนากอรีย์ นอกจากนี้ เมืองอาห์วาซยังได้รับการประกาศให้เป็นเมืองแห่งมีนาซาบีของอิหร่านในปี 2019.

 

หัตถกรรม

پاپیه ماشه، هنری با جنبه‌های مدرن و سنتی

پاپیه ماشه در ایران، با هنرهایی نظیر نقاشی گل و مرغ تلفیق شده و رنگ و بویی متفاوت با دیگر کشورهای پیدا کرده است.

«پاپیه ماشه» یک لغت فرانسوی به معنای «کاغذ جویده‌شده» است. این لغت به یک رشته از صنایع دستی اشاره دارد.

پاپیه ماشه چیست؟
تکه‌های کاغذ یا خمیر کاغذ مواد اصلی کارِ هنرمندان پاپیه ماشه است. این مواد گاهی با پارچه و مواد چسبنده، محکم می‌شوند و اشکال مختلف و ظروفی را به وجود می‌آورند. برای تهیه محصولات پاپیه ماشه، کاغذ را پس از خمیر کردن با سریش مخلوط می‌کنند و تحت فشار قرار می‌دهند تا شکل اولیه محصول به دست آید.
امروزه هنرمندان با استفاده از کاغذ روزنامه یا کاغذ باطله، مواد اولیه کار خود را فراهم می‌کنند. آنان در ابتدا خرده‌کاغذها را به مخلوطی از آب و چسب چوب آغشته و آن را روی قالبی که با سیم مفتول یا مقوایی ضخیم درست شده سوار می‌کنند. پس از این کار به چند روز زمان نیاز است تا خمیر روی سطحِ کار خشک شود و اثر شکل خود را به خوبی حفظ کند. برخی آثار پاپیه ماشه را رنگ‌آمیزی می‌کنند. برای این کار باید دو یا سه لایه رنگ سفید روی کاغذ پیاده شود و پس از آن رنگ‌های اصلی متناسب با طرح نهایی مورد استفاده قرار گیرد.

تاریخچه پاپیه ماشه
به اذعان کارشناسان، پاپیه ماشه علی‌رغم نام فرانسوی‌اش، در آسیا زاده شده و قدمتی طولانی دارد. بر این اساس پاپیه ماشه مقارن با ساخت کاغذ در چین به وجود آمده و به تدریج به کشورهای دیگر راه یافته‌ است. گفته می‌شود سرآغاز گسترش این فن، جنگ‌های ایران و چین در قرن هشتم میلادی بوده است. پاپیه ماشه در قرن دهم میلادی به مراکش و از آن جا به اسپانیا، فرانسه و دیگر کشورهای این قاره گسترش یافته است. البته برخی معتقدند ونیزی‌ها پاپیه ماشه را از طریق مبادلات تجاری با شرق آموخته بودند و آن را به هند و ایران منتقل کردند. اما قدر مسلم آن است که در قرن 15 میلادی، در اروپا با استفاده از فن پاپیه ماشه، مجسمه‌های کوچکی درست می‌شد که بیشتر وجهه مذهبی داشت.
در حال حاضر در بیشتر کشورهای جهان از پاپیه ماشه برای ساخت مجسمه‌های کاغذی استفاده می‌کنند. گستردگی محصولات پاپیه ماشه به حدی است که آن را برای خلق تزئینات منزل و میز و مبلمان نیز مورد استفاده قرار می‌دهند. حتی در طول جنگ جهانی دوم مخازنی بر اساس پاپیه ماشه برای نگهداری سوخت طراحی شده بود. این مخازن روی هواپیما نصب می‌شد و به دلیل وزن کمش، به هواپیما اجازه می‌داد مسافت طولانی‌تری پرواز کند و قدرت تحرک بیشتری داشته باشد.

پاپیه ماشه در ایران
در قرن شانزدهم میلادی هنرمندان ایرانی نیز به این هنر گرایش پیدا کردند و اصفهان و قزوین پایگاه‌های اصلی تولید محصولات آن شد. قزوین در دوره شاه تهماسب صفوی (1514 تا 1576 میلادی) به مرکزی برای تولید محصولات مبتنی بر پاپیه ماشه، خصوصا قلمدان تبدیل شد و جایگاه خود را تا اواخر دوره قاجاریه (اوایل قرن بیستم) حفظ کرد، ولی از آن به بعد، این هنر در بین هنرمندان این شهر به تدریج رو به افول نهاد.
برخی مورخان معتقدند ورود پاپیه ماشه به ایران به پیش از عصر صفوی باز می‌گردد. به عقیده آنان برای نخستین بار در شهر هرات، پاپیه ماشه به عنوان یک فن پذیرفته شد و در ایران عصر تیموری (1370 تا 1506 میلادی) گسترش پیدا کرد. گفته می‌شود فردی به نام «میر سید علی همدانی» در قرن چهاردهم میلادی بانیان ورود این هنر به ایران بوده است. وی عارف و شاعری ایرانی بود که سفرهای زیادی برای تبلیغ اسلام به سرزمین‌های مختلف انجام داد. احتمالا در یکی از همین سفرها او با فن پاپیه ماشه آشنا شده و موجبات گرایش هنرمندان ایرانی به آن را فراهم آورده است. در دوره تیموری خوش‌نویسی به عنوان یک هنر درباری مورد توجه بود و پاپیه ماشه بهترین فن برای ساخت قلمدان به عنوان محل قرارگیری قلم خوش‌نویسی به شمار می‌رفت.
در ایران به جز استفاده‌های معمول، این هنر برای ساخت قلمدان، قاب قرآن و جلد کتاب نیز کاربرد دارد. همچنین در آثاری که به «لاکی» یا «نقاشی گل و مرغ» معروف است، پاپیه ماشه نقش محوری دارد. تلفیق هنرهای ایرانی نظیر تذهیب، تشعیر، مینیاتور و فنونی همچون صحافی و ترکیب رنگ، آثار پاپیه ماشه ایرانی را در طول تاریخ بسیار تنوع بخشیده است.

ثبت ملی پاپیه ماشه
در ایران پاپیه ماشه دو بار به عنوان میراث ناملموس استان‌های قزوین (1391 خورشیدی/ 2012 میلادی) و اصفهان (1389 خورشیدی/ 2010 میلادی) به ثبت رسیده است.

หัตถกรรม

احرامی‌بافی، هنری گره‌خورده با باورها و مناسک دینی

در گذشته تولیدات احرامی‌بافی به عنوان لباس حج مورد استفاده قرار می‌گرفت و امروزه بیشتر به عنوان سجاده کاربرد دارد.

بیشتر بافته‌های نساجی سنتی، با دستگاه‌هایی تولید می‌شود که شکلی مشابه و شیوه‌ای نزدیک به هم دارند. با این حال در طرح، کاربرد و نوع بافته‌ها تفاوت‌های زیادی به چشم می‌خورد. این تفاوت‌ها به گونه‌ای است که می‌توان تولیدات را از یکدیگر منفک کرد و آن‌ها را محصولاتی متفاوت دانست. «احرامی» یکی از همین تولیدات است که با وجود شباهت دستگاه بافت آن به دستگاه گلیم‌بافی، از جهات مختلف تفاوت‌هایی با آن دارد، به طوری که «احرامی‌بافی» امروزه به عنوان یکی از رشته‌های مستقل صنایع دستی سنتی ایرانی به شمار می‌رود.

احرامی چیست؟
احرامی که «حرمی» (در یزد) و «ارحام» (در ایلام) نیز نامیده می‌شود، پارچه‌ای است که تار و پود آن معمولا از جنس پنبه است. دلیلی که این پارچه را به این نام می‌شناسند، استفاده از بافته‌های آن به عنوان لباس حج در گذشته‌های دور بوده است. البته به دلیل آن که محصولات احرامی‌بافی بیش از هر چیز به عنوان سجاده مورد استفاده قرار می‌گیرد، این رشته به «سجاده‌بافی» نیز مشهور است. به هر شکل، گره خوردن این هنر با مناسک و باورهای دینی، موجب شده مردم احترام خاصی برای آن قائل باشند.
با وجود آن که در شیوه‌های سنتی بافت این پارچه استاندارد فراگیری وجود ندارد، معمولا طول پارچه بین 100 تا 120 سانتی‌متر و عرض آن در حدود 70 تا 90 سانتی‌متر است، هر چند گاهی پارچه‌هایی به طول سه متر نیز تولید می‌شود. در پارچه‌های دارای عرض 70 سانتی‌متر، معمولا 22 چله و در پارچه‌های دارای عرض 90 سانتی‌متر، 28 چله به کار می‌رود. یک هنرمند احرامی‌باف که به شیوه سنتی به بافت پارچه مشغول است، می‌تواند به صورت روزانه چهار قطعه پارچه احرامی را تولید کند، به عبارت دیگر میزان تولید هنرمندان این رشته را می‌توان حدود سه متر مربع عنوان کرد.
احرامی را معمولا با دو رنگ سیاه و سفید و به صورت دو رنگ می‌بافند، ولی رنگ‌های سبز، سفید و قرمز نیز در آن به کار می‌رود. در دهه‌های اخیر، استفاده از رنگ‌های شفاف روشن و گاهی تند نیز در احرامی‌بافی طرفدارانی پیدا کرده است. احرامی نه تنها در دستگاه بافت، بلکه در شکل و ظاهر نیز به گلیم شباهت فراوان دارد. این بافته با وجود عمر دراز، چندان دستخوش تغییر نشده و شیوه‌ها و طرح‌های کهن خود را حفظ کرده است. احرامی را معمولا به عنوان سجاده، روانداز، پارچه بسته‌بندی و روتختی مورد استفاده قرار می‌دهند.

شیوه بافت احرامی‌بافی
برای استقرار دستگاه‌ احرامی‌بافی، گودالی در زمین می‌کنند تا بخشی از دستگاه که شامل پدال‌های آن است، در آن قرار گیرد. هنرمند احرامی‌باف با این پدال‌ها جای تار و پود را عوض می‌کند و امکان می‌یابد تا با عبور دادن ماکویی که یک ماسوره در خود دارد، بافت پارچه را پیش ببرد. با هر بار عبور ماسوره، هنرمند بخشی از دستگاه را که «شانه» نامیده می‌شود به روی پارچه می‌کوبد و یک رج را کامل می‌کند. این کار تا زمانی که بافت ادامه داشته باشد به تناوب تکرار می‌شود و صدایی ریتمیک به وجود می‌آورد.

مراکز اصلی احرامی‌بافی
در استان خوزستان، شهرستان‌های شوشتر، دزفول، بهبهان، سوسنگرد و مسجد سلیمان مراکز اصلی احرامی‌بافی به شمار می‌آیند. از میان شهرهای مختلف، شوشتر در سال 2022 میلادی به عنوان شهر ملی احرامی‌بافی معرفی شد. استان‌های یزد و ایلام نیز مراکز اصلی بافت این نوع پارچه به شمار می‌روند. احرامی‌های یزد معمولا با طرح‌های چلیپایی (صلیبی) بافته می‌شود و نقوشی ریز در آن قابل تشخیص است. بافته‌های تولیدی در خوزستان نسبت به یزد تنوع رنگی بیشتری دارند، در حالی که یزدی‌ها معمولا از نخ‌های سیاه و سفید برای بافت استفاده می‌کنند و طرح‌های مورد استفاده آن‌ها، ساده و لوزی‌مانند است. این طرح‌ها در دیگر صنایع دستی، همچون سفالگری، زیلوبافی، جاجیم‌بافی و حتی قالی‌بافی نیز کاربرد دارد.
دستگاه‌های هنرمندان یزدی، نسبت به دستگاه‌های رایج در دیگر مناطق ایران متفاوت است و به آنان امکان می‌دهد احرامی را به صورت دو رو ببافند. گونه‌ای دیگر از احرامی‌بافی در استان لرستان (شهر بروجرد) رواج داشت که محصولات آن به عنوان بقچه نیز مورد استفاده بود.
هنر احرامی‌بافی در سال 2008 میلادی (1387 خورشیدی) در فهرست آثار ملی ایران به ثبت رسیده است. برای حمایت از این هنرصنعت، در سال‌های اخیر تلاش‌هایی برای راه‌اندازی کارگاه‌های تولیدی و آموزش شیوه بافت به علاقمندان صورت گرفته، با این حال گسترش صنایع جدید، احرامی‌بافی را با چالش‌های زیادی روبرو کرده است.

หัตถกรรม

قفل‌سازی سنتی ایران، ساده و پررمز و راز

قفل‌هایی که با شیوه‌های سنتی در ایران تولید می‌شوند، ظاهرا ساده به نظر می‌رسند، ولی فنونی دقیق و رمزآلود در ساخت آن‌ها به کار می‌رود.

در طول حیات بشری، نگهداری از اشیای ارزشمند و قیمتی، انسان را به چاره‌اندیشی و خلاقیت وا داشته است. حاصل این چاره‌اندیشی‌ها، به وجود آمدن تدابیری حفاظتی بوده که دسترسی به اشیای ارزشمند را محدود می‌کرد. بدین‌ترتیب باید پیشینه صنعت قفل‌سازی را بسیار دراز دانست و آن را به اندازه هوش و حیات اجتماعی بشر دیرینه شمرد.

تاریخچه قفل‌سازی در ایران
به عقیده برخی کارشناسان نخستین قفلی که انسان‌ها آن را ساخته‌اند، گره‌هایی بوده که باز کردنش از عهده هر کس ساخته نبوده است. به تدریج برای ساخت قفل‌های بهتر، از چوب بهره گرفته شده است. در هزاره دوم پیش از میلاد در جنوب غرب آسیا، قفل‌های چوبی ساخته شده است. قدمت استفاده از قفل در ایران نیز به حدود 1800 قبل از میلاد نسبت داده می‌شود. در کاوش‌های باستان‌شناسی تپه سیلک کاشان، دست‌بندی سنگی کشف شده که چهار قطعه مجزا دارد و یک بست آن‌ها را به هم متصل کرده است. در چغازنبیل شوش نیز یک قفل به دست آمده که به 1300 پیش از میلاد مربوط است. روی درِ سنگی مقبره اردشیر سوم که در موزه تخت جمشید نگهداری می‌شود، سوراخی به قطر شش سانتی‌متر دیده می‌شود که احتمالا محلی برای داخل کردن کلید و جابجا کردن دسته کلون بوده است.
در ایران برای قفل کردن درهای بزرگ از وسیله‌ای به نام کلون استفاده می‌شد، ولی وسایل کوچک‌تر همچون صندوق‌ها و صندوقچه‌ها قفل‌های ثابتی داشتند که با فلز ساخته می‌شدند. قدیمی‌ترین قفل ثابتی که در ایران کشف شده، به دوره ساسانیان (قرن سوم تا هفتم میلادی) تعلق دارد. یک کلید برنزی نیز در کاوش‌های باستان‌شناسی ایران کشف شده که در قرن اول تا سوم میلادی ساخته شده است. شباهت این کلید با کلیدهای یونانی و رومی نشان می‌دهد تکوین فن قفل‌سازی در ایران و اروپا به صورت همزمان رخ داده است.
چند قرن پس از ورود اسلام به ایران، قفل‌های تصویری رواج پیدا کرد که در آن‌ها اغلب از تصویر حیوانات استفاده می‌شد. این قفل‌ها در دوره سلجوقیان (1037 تا 1194 میلادی) افزایش چشم‌گیری پیدا کرد. در قرن‌های بعدی برخی تحولات باعث شد قفل‌سازی سنتی رنگ و بویی متفاوت به خود بگیرد: اول روی کار آمدن صفویه که موجب رونق هنر شد و به تبع خود، قفل‌سازی را نیز گسترش داد، دوم ورود سیاحان اروپایی به ایران و آشنایی هنرمندان و صنعتگران با فنون و هنرهای اروپایی و سوم استفاده از فولاد که امکان پیاده‌سازی طرح‌های بیشتری را فراهم می‌کرد.

ویژگی‌ها و انواع قفل‌های سنتی
صنعت‌گران قفل‌ساز باید برای تامین حداکثر امنیت ممکن، همواره شیوه‌ها و فنون جدیدی را به کار می‌بستند. همین موضوع سبب شد در طول تاریخ ساخت قفل به یک صنعت رو به رشد و پیچیده تبدیل شود و صنعتگران معدودی بتوانند تمام رموز کار را فرا بگیرند. برای مثال برخی قفل‌های ساخته‌شده به روش سنتی تنها با کلیدی که قفل‌ساز طراحی کرده است باز می‌شوند و بدون آن کلید، قفل کارآیی ندارد.
به طوری کلی قفل‌های سنتی را که در ایران ساخته می‌شود، می‌توان در دو دسته کلی «قفل‌های در» و «قفل آهنی» تقسیم کرد. البته قفل‌های آهنی را از فلزات دیگری همچون برنج، برنز و مس نیز درست می‌کنند، ولی بیشترین فلز مورد استفاده برای ساخت آن‌ها فولاد است. قفل‌های آهنی تنوع و پیچیدگی بیشتری نسبت به قفل‌های در دارند. این قفل‌ها به صورت رمزی یا کلیدی ساخته می‌شوند. همچنین ممکن است در ساخت آن‌ها از اشکال حیواناتی همچون شیر، گاو، اسب، آهو، گراز و بز کوهی یا موجودات اساطیری استفاده شود.
هنوز هم در ساختن قفل‌های سنتی، از وسایل دستی و ساده همچون گیره، سوهان، چکس و مته استفاده می‌شود. نکته جالب توجه در ساخت قفل‌های سنتی در ایران، استفاده از ضایعات و دورریز کارگاه‌های آهنگری است. در ساخت قفل‌های سنتی ایرانی ابتدا ورق و مفتول آهنی در اندازه‌های مورد نظر برش می‌خورد تا ساختمان محفظه و اجزای داخلی قفل با آن‌ها ساخته شود. پس از خم‌ کردن ورقه و درزگیری آن، قطعات داخلی سوهان‌کاری می‌شود و متناسب با نوع قفل در محفظه قرار می‌گیرد.

قفل‌سازی سنتی در کدام شهرهای ایران رواج دارد؟
در دوره معاصر قفل‌های صنعتی رواج پیدا کرده‌اند، با این حال در ایران هنوز هم ساخت قفل سنتی بیشتر به عنوان یک اثر هنری و تزئینی، در شهرهای مختلف جریان دارد. این قفل‌ها به خاطر نوآوری‌های به کار رفته در ساخت آن، علاقمندان خاصی دارند و هنوز کارآیی خود برای حفاظت از اشیای ارزشمند را حفظ کرده‌اند.
در حال حاضر فن سنتی ساخت قفل‌های سنتی در شهرهایی نظیر ابرکوه (استان یزد)، قزوین، همدان، بروجرد (لرستان)، طالقان (استان البرز)، ساوجبلاغ (استان البرز) و نجف‌آباد (استان اصفهان) در فهرست آثار ملی ایران ثبت شده است. البته در بسیاری از استان‌ها و شهرهای ایران، از جمله چهارمحال و بختیاری استادکارانی به ساخت و تعمیر قفل‌های سنتی اشتغال دارند. از میان استادکاران این صنعت، نام «حسن کوکبی» که در قزوین به شیوه سنتی به ساخت قفل مشغول است، در سال 2019 میلادی (1398 خورشیدی) به عنوان میراث زنده بشری در فهرست میراث ناملموس ایران آمده است.

หัตถกรรม

کوفته‌گری، هنری برای زیبایی بخشیدن به فلز بی‌جان

هنرمندان کوفته‌گری سطح حجم‌های فلزی را با استفاده از مفتول‌هایی از جنس‌های مختلف تزئین می‌کنند.

کوفته‌گری از جمله روش‌های تزئین وسایل فلزی است که متناسب با جنس فلز کوبیده‌شده ممکن است به نام‌های مختلف خوانده شود. در این فن هنرمند کاری می‌کند که فلز کوفته‌شده به شکل جزئی از فلز زمینه در آید.

تاریخچه کوفته‌گری
بر اساس نظر کارشناسان، آن چه امروز با عنوان کوفته‌گری می‌شناسیم، شکل تکوین‌یافته هنری است که از دوره هخامنشیان (هزاره اول پیش از میلاد) به وجود آمده است. در آن دوره برای تهیه مهر و تزئین جنگ‌افزارهایی نظیر شمشیر، سپر یا زره از این فن استفاده می‌کردند. در قرن‌های بعد، کوفته‌گری به حیات خود ادامه داد ولی در دوره سلجوقیان (1037 تا 1194 میلادی)، تحول و گستردگی بیشتری پیدا کرد. پس از استقرار صفویه (قرن شانزدهم میلادی) و به رسمیت شناخته شدن تشیع در ایران، کوفته‌گری برای تزئین علامت‌های عزاداری مورد استفاده قرار گرفت. در این دوره برای تزئین علامت از پیکره‌های حیوانات نیز استفاده شد تا بیش از گذشته به کوفته‌گری توجه شود. بعدها در حکومت قاجار (قرن نوزدهم میلادی) نیز با گسترش علامت‌سازی، کوفته‌گری جایگاه خود را حفظ کرد. این هنر امروزه نیز در مجسمه‌سازی، تزئین وسایل فلزی و ساخت علامت‌های عزاداری کاربرد دارد.

ویژگی‌های کوفته‌گری و فنون مورد استفاده در آن
هنرمندان کوفته‌گری برای پیاده کردن طرح‌های خود روی سطحِ کار، ابتدا آن را روی کاغذ رسم می‌کنند. پس از انتقال طرح روی فولاد، برش‌کاری آغاز می‌شود. در مرحله بعد ورق فولادی به کوره منتقل می‌شود تا به خوبی حرارت داده شود و به رنگ سرخ درآید. پس از سرخ شدن فولاد آن را روی سندان چکش‌کاری می‌کنند تا شکل مورد نظر هنرمند به دست آید. در نهایت قسمت‌های مختلف با یکدیگر جوش می‌خورند تا شکلِ کاملی حاصل شود. فن کوفته‌گری پس از ایجاد حجمِ مورد نظر آغاز می‌شود و در آن مفتول‌هایی از جنس طلا، نقره، برنج یا مس را بر سطحِ کار می‌کوبند تا آرایه‌هایی بر آن ایجاد شود. پیش از کوبیدن مفتول‌ها، سطحِ کار را با چکش‌های نوک‌تیز مخصوص خراش می‌دهند تا جای مفتول‌ها باز شود. گاهی هنرمند کوفته‌گر به سطح کار ضرباتی وارد می‌کند تا شکلْ عمق بیشتری پیدا کند.
ممکن است حجمی که کوفته‌گری روی آن اجرا می‌شود حجیم و بزرگ باشد (مانند یک مجسمه) یا بسیار ظریف و کوچک (مانند تسبیح یا دسته چاقو). یشم‌کوبی مرحله دیگری است که در صورت لزوم در کوفته‌گری انجام می‌شود. در این مرحله یشم را روی مفتول‌های می‌کشند تا درون شیارها فرو روند و تثبیت پیدا کنند. گاهی به جای یشم از سنگ عقیق نیز استفاده می‌شود. در نهایت سطح کار را پرداخت می‌کنند تا جلوه آن زیباتر و کثیفی‌هایی که از مراحل پیشین باقی مانده، زدوده شود. در پرداخت سطح کار، از آب، اسید و مواد شوینده بهره می‌برند. در این مرحله از شعله آتش نیز استفاده می‌کنند، زیرا حرارت علاوه بر استحکام بخشیدن به لایه رویی، آن را براق‌تر می‌کند.
متناسب با فلز به کار رفته در کوفته‌گری، ممکن است ان را «طلاکوبی»، «نقره‌کوبی» یا «برنج‌کوبی» نیز بنامند. البته این موارد با یکدیگر تفاوت‌هایی دارند، برای مثال کوبیدن نقره یا طلا به دلیل نازکی و نرمی مفتول‌های آن باید با دقت و ظرافتی بیشتر صورت گیرد. همین موضوع سبب شده چکش‌های مورد استفاده در آن متفاوت باشد.
در حال حاضر تهران، اصفهان و مشهد کانون‌های اصلی نقره‌کوبی در ایران به شمار می‌روند. این فن امروزه به جز مجسمه‌سازی، برای تزئین علم‌های محرم و برخی ظروف به کار گرفته می‌شود. پیوند خوردن کوفته‌گری با عزاداری‌های محرم که یکی از اصلی‌ترین و مهم‌ترین مناسک مذهبی ایرانیان به شمار می‌رود، یکی از مهم‌ترین عواملی است که این فن را در طول تاریخ سرزنده و پویا نگه داشته است.
طرح‌هایی که در این فن برای تزئین سطوح مورد استفاده قرار می‌گیرد، شامل اسلیمی و ترنج است. استفاده از همین طرح‌ها بیانگر حفظ اصالت هنر کوفته‌گری در ایران است. تفاوت رنگ زمینه با فلز کوبیده‌شده یکی از عناصر زیبایی کوفته‌گری است، به شکلی که معمولا سطحِ کار به رنگ تیره و فلز کوبیده شده به رنگ روشن‌تر است.

หัตถกรรม

گلیم، بافته‌ای با تنوعی به گستردگی فرهنگ و جغرافیای ایران

شکل بافت گلیم در همه جای ایران تقریبا مشابه است، ولی طرح‌ها و کاربردهای آن در مناطق مختلف ایران تنوعی گسترده دارد.

شاید یکی از دلایلی که موجب شد بافته‌های داری در ایران محبوبیت پیدا کنند، وجود مواد اولیه فراوان بود. اشتغال ایرانیان به کشاورزی و دامداری، پشم و پنبه را به عنوان اصلی‌ترین مواد مورد نیاز برای تولید محصولاتی همچون گلیم، جاجیم و قالی را فراهم می‌آورد. در طول قرن‌ها، قریحه ایرانی سبب شد این بافته‌ها طرح‌هایی مختلف به خود بگیرند و امروز به یکی از عناصر خاص فرهنگ ایرانی تبدیل شوند. در این میان تنوع گلیم‌های بافتِ ایران، متناسب با جغرافیا و خرده‌فرهنگ‌های موجود در آن، بسیار زیاد است، به طوری که گاهی برخی فنون بافت گلیم عنوانی مجزا به خود گرفته‌اند و به صورت مستقل به عنوان یک رشته صنایع دستی شناخته می‌شوند.

گلیم چیست؟
گلیم بافته‌ای است که با دست و روی دار بافته می‌شود. دارهای افقی برای بافت گلیم کمتر از دارهای عمودی به کار می‌روند، با این حال دارهای افقی قابل حمل هستند و برای عشایر که زندگی کوچ‌نشینی دارند، مناسب‌ترند. تار و پود این پارچه از پشم، پنبه و در مواردی ابریشم است و از آن عمدتا به عنوان فرش استفاده می‌شود. ممکن است جاجیم از نظر شکل و طرح با جاجیم یا زیلو شباهت داشته باشد، با این حال این بافته‌ها از نظر شیوه بافت با یکدیگر تفاوت دارند، به طوری که در بافت گلیم به هیچ وجه از ماسوره بهره گرفته نمی‌شود.
در گلیم سنتی رنگ‌ها را با استفاده از چای، پوست گردو و مواد طبیعی دیگر به دست می‌آوردند. این بافته در گذشته علاوه بر استفاده به عنوان زیرانداز، به عنوان رواندازی برای حیوانات باربر نیز کاربرد داشت، با این وجود در حال حاضر بیشتر به عنوان یک پوشش مدرن برای کف خانه‌ ایرانیان به کار می‌رود.
گلیم در هر منطقه متناسب با نیاز بافندگان تولید می‌شود. بدین ترتیب اندازه‌ای استاندارد برای آن وجود ندارد، هر چند امروزه آن را بیشتر در اندازه‌های رایج برای فرش می‌بافند. گلیم‌بافی امروزه در کارخانه‌ها و به وسیله دستگاه‌های صنعتی نیز انجام می‌گیرد، ولی گلیم‌بافی سنتی حیات خود را ادامه داده و محصولات آن بسیار مورد توجه است.

انواع گلیم
گلیم متناسب با منطقه جغرافیایی و فرهنگی که کار بافت در آن صورت می‌گیرد، هویتی مستقل پیدا می‌کند. این هویت علاوه بر طرح‌ها، در جنس و حتی اندازه گلیم نیز قابل مشاهده است. بر این اساس می‌توان گلیم‌های مختلفی همچون گلیم شاهسون، لری، سیستان، هرسین، بلوچ، خمسه، سنه، قشقایی، افشار، زرند، ترکمنی و عنبران را نام برد. در دسته‌بندی دیگر گلیم‌بافی را می‌توان بر اساس تکنیک بافت و طرح و کاربرد، به گونه‌هایی متفاوت تقسیم کرد:
گلیم سوزنی
گلیم‌بافی به روش سوزنی، یکی از تکنیک‌های اصلی در تولید این محصول به روش سنتی است. این شکل بافت در استان‌های مختلف ایران رواج دارد و در آن از سوزن برای پیچیدن پود دورِ تارها استفاده می‌شود. معمولا تار و پود این بافته‌ها از پشم است و محصولات آن بافتی ظریف دارند. گلیم سوزنی در سال 2023  در فهرست میراث ملی ایران به نام استان کهگیلویه و بویراحمد ثبت شده است.
دوره‌چین‌بافی (وارونه‌بافی)
این نوع گلیم در میان ایل قشقایی فارس بافته می‌شود. وارونه‌بافی با دارهای گلیم معمول صورت می‌گیرد، ولی به جای آن که پودها از رو گِرد دو عدد از تارها پیچیده شوند، بافنده آن را از زیر دورِ جفت‌تار می‌پیچد. در این نوع گلیم، بافنده یک آینه در زیرِ کار می‌بافد تا بتواند از انعکاس تصویر، حاصل کار خود را مشاهده کند.
رِندبافی (سراندازبافی)
رندبافی با تکنیک بافت سوزنی انجام می‌شود و محصول آن، یک روست. در این نوع گلیم که در بین ایل قشقایی و بختیاری رایج است، معمولا از نقوش حیوانی یا تصویر گیاهان استفاده می‌شود و ابعاد آن به اندازه قالیچه یا رومیزی است. رندبافی به نام تنگ‌چوگان شهر کازرون در سال 2023 در فهرست میراث ملی ایران ثبت شد.
گلیم دو رو
در این تکنیک، هر دو روی کار مورد استفاده قرار می‌گیرد، به شکلی که بافنده در دو مرحله، پودها را از زیر و روی تار عبور می‌دهد.
سفره کردی
این بافته که به شیوه گلیم‌بافی تهیه می‌شود، نوعی زیرسفره‌ای است که در هنگام پخت نان به شیوه سنتی، چانه‌های خمیر را روی آن می‌چینند. همین کاربرد موجب شده سفره کردی معمولا کوچک باشد و در اندازه‌های 100 در 100 سانتی‌متر بافته شود. بیشتر سفره کردی‌ها از تارهای پنبه‌ای و پودهای پشمی تهیه می‌شوند. طرح‌های مورد استفاده در این بافته چندان پیچیده نیست، وسط آن به صورت ساده و حاشیه‌هایش با طرح‌های رنگی بافته می‌شود.
شیریکی پیچ
این گلیم یک‌رو را بیشتر در مناطق روستایی سیرجان تولید می‌کنند. دلیل نامیده شدن این نوع گلیم به «شیریکی پیچ» پیچیدن نخی رنگی به دور تار (چله) است. در گویش محلی این بافته «گلیم‌پیچ» نیز گفته می‌شود. نقوش به کار رفته در این نوع گلیم، پیچیده‌تر از گلیم‌های معمولی و نزدیک به نقوش قالی است. این هنر در سال 2016 میلادی (1394 خورشیدی) به نام شهرستان سیرجان استان کرمان در فهرست میراث ملی ایران به ثبت رسید.
گمچه‌بافی
عشایر قشقایی استان کهگیلویه و بویراحمد، اصلی‌ترین تولیدکنندگان گمچه هستند. گمچه ترکیبی از فنون بافت قالی و گلیم را در بر می‌گیرد. میانه گمچه با فن بافت گلیم و گل‌های قالیچه‌ای برجسته و گوشه‌های آن با فن قالی‌بافی بافته می‌شود. معمولا تار این بافته از پنبه و پود آن از نخ‌های پشمی است.
گلیم نقش‌برجسته
این گلیم همچون گمچه، ترکیبی از فن بافت قالی و گلیم است. به شکلی که زمینه کار به شکل گلیم ساده و طرح‌ها با گره قالی بافته می‌شود. استفاده از گره قالی برای پیاده کردن طرح‌ها، موجب می‌شود گل‌ها برجسته‌تر باشند. ایلام به عنوان اصلی‌ترین منطقه تولید این نوع گلیم، در سال 2018 میلادی (1397 خورشیدی) به عنوان شهر ملی گلیم نقش‌برجسته معرفی شد.
لِی‌بافی
نوع دیگری از گلیم که در میان بختیاری‌ها رایج است «لِی» نامیده می‌شود. این گلیم از نظر کاربرد با دیگر گلیم‌ها متفاوت است و از آن برای پوشاندن اثاثیه و رختخواب داخل سیاه‌چادر که روی دیوار کوتاه پشت آن (چُل) قرار دارد استفاده می‌شود. این نوع گلیم یک رو بافته می‌شود و در هر رج آن رنگ‌های مختلف به کار می‌رود.
مسندبافی
در مناطق نمین و عنبران استان اردبیل، نوعی گلیم بافته می‌شود که ابعاد آن معمولا 170 در 110 سانتی‌متر است. مسند اغلب به عنوان جانماز به کار می‌رود و نقوش هندسی این بافته معمولا طوری تنظیم می‌شود که به شکل محراب درآید. در قدیم مسند را در هنگام ورود مهمان، برای نشستن او در بهترین قسمت اتاق می‌گستراندند.
ورنی‌بافی
طرح و نقشه‌ای که در ورنی‌بافی به کار گرفته می‌شود، معمولا از طبیعت الهام گرفته شده و ساختاری انتزاعی دارد. ورنی را با تکنیک سوزنی می‌بافند و تار و پود آن از پشم یا ابریشم است. ورنی‌بافی بیشتر در شمال‌غرب ایران و در میان مردم آذری‌زبان رواج دارد. اصلاندوز در استان اردبیل در سال 2021 میلادی (1400 خورشیدی) به عنوان شهر ملی ورنی ثبت شد. همچنین هنر ورنی‌بافی به عنوان دست‌بافته‌های عشایر منطقه ارسباران در سال 2011 میلادی (1390 خورشیدی) در فهرست آثار ملی ایران به ثبت رسیده است.
دولایی‌بافی (اویی‌بافی)
این بافته، شکلی نواری دارد و عرض آن بین چهار تا هفت سانتی‌متر است. در ساختار «اویی» از رنگ‌های متضاد تیره و روشن بهره می‌برند. گاهی در حاشیه این بافته رنگ‌های زرد و قرمز نیز دیده می‌شود. این نوار برای بستن بار روی حیوانات در زمان کوچ و محکم‌ کردن سیاه‌چادرهای عشایر کاربرد دارد.
شیشه‌درمه‌بافی
شیشه‌درمه که در میان عشایر استان فارس بافته می‌شود، به گلیم شباهت دارد و روی دستگاه ساده زمینی بافته می‌شود. این بافته مانند «اویی» به شکل یک نوار است، با این تفاوت که عرض آن ممکن است به یک متر هم برسد. از چنین بافته‌ای محصولاتی همچون خورجین تولید می‌کنند. شیشه‌درمه همچنین به عنوان زیرانداز یا رختخواب‌پیچ نیز کاربرد دارد.